บทที่ 5 ว่าด้วยเหตุผลและวิทยาการ: เหตุผลคืออะไร
by WorldApexโธมัส ฮอบส์, 1588-1679
เมื่อมนุษย์ใช้เหตุผล เขาไม่ได้ทำสิ่งใดอื่นนอกจากการสร้างผลรวมทั้งหมดจากการบวกส่วนย่อยเข้าด้วยกัน หรือสร้างส่วนที่เหลือจากการลบจำนวนหนึ่งออกจากอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหากกระทำด้วยถ้อยคำ ก็คือการทำความเข้าใจถึงผลลัพธ์จากชื่อของส่วนประกอบทั้งหมดไปสู่ชื่อของส่วนรวม หรือจากชื่อของส่วนรวมและส่วนประกอบหนึ่งไปสู่ชื่อของส่วนประกอบที่เหลือ และแม้ว่าในบางสิ่ง เช่น ในเรื่องตัวเลข นอกจากการบวกและการลบแล้ว มนุษย์จะเรียกการดำเนินการอื่น เช่น การคูณและการหาร ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งเดียวกัน เพราะการคูณเป็นเพียงการบวกสิ่งที่มีค่าเท่ากันเข้าด้วยกัน และการหารเป็นเพียงการลบสิ่งหนึ่งออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่าที่ทำได้ การดำเนินการเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นกับตัวเลขเท่านั้น
แต่เกิดขึ้นกับทุกสรรพสิ่งสามารถนำมาบวกเข้าด้วยกันหรือลบออกจากกันได้ ดังที่นักคณิตศาสตร์สอนให้บวกและลบในเรื่องตัวเลข นักเรขาคณิตก็สอนสิ่งเดียวกันนี้ในเรื่องเส้น รูปทรง (ทั้งแบบตันและแบบระนาบ) มุม สัดส่วน เวลา ระดับความเร็ว แรง พลัง และสิ่งอื่นในทำนองเดียวกัน นักตรรกศาสตร์ก็สอนสิ่งเดียวกันนี้ในเรื่องผลลัพธ์ของถ้อยคำ โดยการนำชื่อสองชื่อมาบวกกันเพื่อให้เกิดการยืนยัน และนำการยืนยันสองประการมาบวกกันเพื่อให้เกิดตรรกบท และนำตรรกบทหลายประการมาบวกกันเพื่อให้เกิดการพิสูจน์ และจากผลรวมหรือข้อสรุปของตรรกบท พวกเขาจะลบข้อเสนอหนึ่งออกเพื่อค้นหาข้อเสนออีกประการหนึ่ง นักเขียนตำราการเมืองนำข้อตกลงมาบวกเข้าด้วยกันเพื่อค้นหาหน้าที่ของมนุษย์ และนักกฎหมายนำกฎหมายและข้อเท็จจริงมาบวกกันเพื่อค้นหาว่าสิ่งใดถูกหรือผิดในการกระทำของปัจเจกบุคคล โดยสรุปแล้ว ในเรื่องใดก็ตามที่มีที่ว่างสำหรับการบวกและการลบ ในที่นั้นย่อมมีที่ว่างสำหรับเหตุผล และในที่ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีที่ว่าง เหตุผลก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลย
คำนิยามของเหตุผล
จากทั้งหมดที่กล่าวมา เราอาจนิยาม (นั่นคือ กำหนด) ได้ว่า สิ่งที่หมายถึงคำว่าเหตุผลเมื่อเรานับว่ามันเป็นหนึ่งในสมรรถภาพของจิตใจคืออะไร เพราะเหตุผลในความหมายนี้มิใช่อื่นใดนอกจากการคำนวณ (นั่นคือ การบวกและการลบ) ของผลลัพธ์จากชื่อทั่วไปที่ตกลงกันไว้ เพื่อใช้ในการระบุและแสดงนัยถึงความคิดของเรา ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นการระบุเมื่อเราคำนวณกับตนเอง และเป็นการแสดงนัยเมื่อเราพิสูจน์หรือรับรองการคำนวณของเราต่อผู้อื่น
เหตุผลที่ถูกต้องอยู่ที่ใด
และเช่นเดียวกับในวิชาเลขคณิต ผู้ที่ขาดการฝึกฝนย่อมต้องผิดพลาด และแม้แต่เหล่าศาสตราจารย์เองก็อาจพลั้งพลาดและคำนวณผลลัพธ์ผิดได้บ่อยครั้ง เช่นเดียวกันในทุกหัวข้อของการใช้เหตุผล ผู้ที่มีความสามารถที่สุด มีสมาธิที่สุด และมีประสบการณ์มากที่สุด ก็อาจหลอกตัวเองและสรุปผลลัพธ์ที่ผิดพลาดได้ มิใช่ว่าเหตุผลในตัวมันเองมิใช่เหตุผลที่ถูกต้องเสมอไป เช่นเดียวกับที่เลขคณิตเป็นศาสตร์ที่แน่นอนและไม่มีวันผิดพลาด แต่เหตุผลของคนเพียงคนเดียว หรือเหตุผลของคนกลุ่มหนึ่ง มิอาจสร้างความแน่นอนได้ เช่นเดียวกับที่บัญชีหนึ่งจะคำนวณได้ถูกต้อง มิใช่เพียงเพราะมีคนจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่าถูกต้อง
ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทในเรื่องบัญชี คู่กรณีจะต้องตกลงร่วมกันที่จะกำหนดให้เหตุผลของอนุญาโตตุลาการหรือผู้พิพากษาบางท่านเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะยอมรับในคำตัดสินนั้น มิเช่นนั้นข้อพิพาทของพวกเขาจะต้องจบลงด้วยการใช้กำลัง หรือไม่ก็หาข้อสรุปไม่ได้ เนื่องจากขาดเหตุผลที่ถูกต้องซึ่งถูกกำหนดไว้โดยธรรมชาติ และในทุกการโต้เถียงไม่ว่าประเภทใดก็เป็นเช่นนี้ และเมื่อผู้ที่คิดว่าตนเองฉลาดกว่าผู้อื่นทั้งปวง ร้องเรียกและเรียกร้องให้ใช้เหตุผลที่ถูกต้องเป็นผู้ตัดสิน
แต่กลับมุ่งหวังเพียงให้สิ่งต่างๆ ถูกตัดสินด้วยเหตุผลของตนเองเท่านั้นโดยไม่ฟังเหตุผลของผู้อื่น สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมมนุษย์ เช่นเดียวกับการเล่นไพ่หลังจากเปิดไพ่ตายแล้ว แต่กลับใช้ไพ่ชุดที่ตนมีอยู่ในมือมากที่สุดเป็นไพ่ตายในทุกโอกาส เพราะสิ่งที่พวกเขาทำไม่มีอะไรมากไปกว่าการต้องการให้ทุกอารมณ์ปรารถนาที่เกิดขึ้นในตัวตนของตน ถูกยอมรับว่าเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในข้อพิพาทของตนเอง ซึ่งเป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงความขาดแคลนเหตุผลที่ถูกต้อง ผ่านการกล่าวอ้างว่าตนมีเหตุผลนั้นเอง
การใช้เหตุผล
ประโยชน์และเป้าหมายของการใช้เหตุผล มิใช่การค้นหาผลรวมและความจริงของข้อสรุปเพียงหนึ่งหรือสองประการที่ห่างไกลจากคำนิยามแรกเริ่มและความหมายที่กำหนดไว้ของชื่อเรียก แต่คือการเริ่มต้นจากสิ่งเหล่านี้ และดำเนินไปจากข้อสรุปหนึ่งสู่ข้อสรุปถัดไป เพราะไม่อาจมีความแน่นอนในข้อสรุปสุดท้ายได้ หากปราศจากความแน่นอนในทุกการยืนยันและการปฏิเสธซึ่งเป็นรากฐานและที่มาของข้อสรุปนั้น เช่นเดียวกับเมื่อหัวหน้าครอบครัวทำการบัญชี โดยรวมยอดรวมของใบแจ้งหนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าเป็นยอดเดียว โดยไม่พิจารณาว่าใบแจ้งหนี้แต่ละใบถูกคำนวณอย่างไรโดยผู้ที่ส่งบัญชีมา หรือไม่พิจารณาว่าตนจ่ายค่าอะไรไปบ้าง เขาไม่ได้ประโยชน์อะไรไปมากกว่าการยอมรับยอดรวมนั้นโดยเชื่อใจในทักษะและความซื่อสัตย์ของผู้ทำบัญชีทุกคน
เช่นเดียวกันในการใช้เหตุผลในเรื่องอื่นๆ ผู้ที่รับเอาข้อสรุปมาโดยเชื่อถือในตัวผู้เขียน และมิได้ไล่เรียงมาจากรายการแรกเริ่มในทุกการคำนวณ (ซึ่งก็คือความหมายของชื่อที่ถูกกำหนดโดยคำนิยาม) ย่อมสูญเสียความพยายาม และไม่ได้รู้สิ่งใดเลย นอกจากเพียงแต่เชื่อเท่านั้น
ว่าด้วยความผิดพลาดและความไร้เหตุผล
เลเวียธาน
โธมัส ฮอบส์, 1588-1679
ยามที่มนุษย์คำนวณโดยปราศจากการใช้ถ้อยคำ ซึ่งอาจกระทำได้ในบางกรณี (เช่น เมื่อเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วเราคาดเดาว่าสิ่งใดน่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้า หรือสิ่งใดน่าจะตามมาหลังจากนั้น) หากสิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะตามมากลับไม่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะเกิดก่อนหน้านั้นกลับมิได้เกิดขึ้นจริง สิ่งนี้เรียกว่า ความผิดพลาด (ERROR) ซึ่งแม้แต่ผู้ที่รอบคอบที่สุดก็ยังต้องประสบ แต่เมื่อเราใช้เหตุผลผ่านถ้อยคำที่มีความหมายทั่วไป แล้วนำไปสู่ข้อสรุปทั่วไปที่ผิดพลาด แม้โดยทั่วไปจะเรียกว่าความผิดพลาด
ทว่าในความเป็นจริงมันคือ ความไร้สาระ (ABSURDITY) หรือถ้อยคำที่ปราศจากความหมาย เพราะความผิดพลาดนั้นเป็นเพียงการหลงเชื่อว่าบางสิ่งได้ผ่านพ้นไปแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งแม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ก็มิได้มีความเป็นไปไม่ได้ที่สามารถตรวจพบได้ ทว่าเมื่อเรากล่าวอ้างโดยทั่วไป หากคำกล่าวอ้างนั้นไม่เป็นจริง ความเป็นไปได้ของมันย่อมไม่อาจจินตนาการได้ และถ้อยคำที่เรามิอาจเข้าใจสิ่งใดได้เลยนอกจากเสียงของมัน คือสิ่งที่เรียกว่า ไร้สาระ ไร้ความหมาย และไม่มีสาระ
ดังนั้น หากมีผู้ใดมากล่าวกับข้าพเจ้าเรื่อง สี่เหลี่ยมมุมฉากที่กลม หรือ อุบัติการณ์ของขนมปังในเนยแข็ง หรือ สสารที่ไม่มีรูปร่าง หรือเรื่อง พลเมืองผู้มีอิสระ เจตจำนงเสรี หรือสิ่งใดก็ตามที่ว่า “เสรี” เว้นแต่จะหมายถึงเสรีจากการถูกขัดขวางโดยการต่อต้าน ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวว่าเขาผู้นั้นกำลังตกอยู่ในความผิดพลาด แต่จะกล่าวว่าถ้อยคำของเขานั้นปราศจากความหมาย กล่าวคือ ไร้สาระ
ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ (ในบทที่สอง) ว่ามนุษย์นั้นเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวงในความสามารถที่ว่า เมื่อเขาตระหนักถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขามักจะไต่ถามถึงผลลัพธ์ของสิ่งนั้น และผลกระทบที่เขาจะกระทำได้ด้วยสิ่งนั้น และบัดนี้ข้าพเจ้าขอเพิ่มความเหนือชั้นอีกระดับหนึ่งว่า เขาสามารถใช้ถ้อยคำเพื่อลดทอนผลลัพธ์ที่เขาค้นพบให้กลายเป็นกฎทั่วไป ซึ่งเรียกว่า ทฤษฎีบท (Theoremes) หรือ ภาษิต (Aphorismes) กล่าวคือ เขาสามารถใช้เหตุผล หรือคำนวณ มิใช่เพียงในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่ในสิ่งอื่นทั้งปวงที่สิ่งหนึ่งอาจถูกบวกเข้ากับอีกสิ่งหนึ่ง หรือถูกลบออกจากอีกสิ่งหนึ่งได้
ทว่าสิทธิพิเศษนี้กลับถูกลดทอนด้วยสิทธิพิเศษอีกประการหนึ่ง นั่นคือสิทธิพิเศษแห่งความไร้สาระ ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตใดต้องประสบเว้นแต่มนุษย์เท่านั้น และในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ต้องประสบกับสิ่งนี้มากที่สุดคือผู้ที่ประกาศตนว่าเป็นนักปรัชญา เพราะเป็นความจริงอย่างยิ่งที่ซิเซโรเคยกล่าวถึงพวกเขาไว้ในบางแห่งว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะไร้สาระไปกว่าสิ่งที่สามารถพบได้ในตำราของเหล่านักปรัชญา และเหตุผลนั้นก็ประจักษ์แจ้ง เพราะไม่มีใครในหมู่พวกเขาเลยที่เริ่มต้นการให้เหตุผลจากการนิยาม หรือการอธิบายความหมายของชื่อที่พวกเขาจะนำมาใช้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้เพียงในวิชาเรขาคณิต อันทำให้ข้อสรุปของวิชานั้นไม่อาจโต้แย้งได้
สาเหตุแห่งความไร้สาระ
สาเหตุประการแรกของข้อสรุปที่ไร้สาระ ข้าพเจ้าขอถือว่าเกิดจากการขาดวิธีการ กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นการให้เหตุผลจากการนิยาม หรือจากความหมายที่แน่นอนของถ้อยคำที่ใช้ ราวกับว่าพวกเขาสามารถคำนวณได้โดยไม่ต้องรู้ค่าของคำบอกจำนวนว่า หนึ่ง สอง และ สาม
และในขณะที่วัตถุทั้งปวงถูกนำมาคำนวณโดยอาศัยการพิจารณาที่หลากหลาย (ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในบทก่อนหน้า) เมื่อการพิจารณาเหล่านี้ถูกเรียกชื่อแตกต่างกันไป ความไร้สาระนานัปการจึงเกิดขึ้นจากการปะปนกัน และการเชื่อมโยงชื่อเหล่านั้นเข้าเป็นข้อกล่าวอ้างอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้น
สาเหตุประการที่สองของข้อกล่าวอ้างที่ไร้สาระ ข้าพเจ้าขอถือว่าเกิดจากการนำชื่อของวัตถุไปเรียกอุบัติการณ์ หรือนำชื่อของอุบัติการณ์ไปเรียกวัตถุ ดังเช่นที่บางคนกล่าวว่า ความศรัทธา ถูกหล่อหลอม หรือ ถูกดลใจ ทั้งที่ไม่มีสิ่งใดสามารถถูกเทลงไป หรือถูกเป่าเข้าไปในสิ่งใดได้เลยนอกจากวัตถุ และการกล่าวว่า ส่วนขยายคือวัตถุ หรือ ภาพนิมิตคือวิญญาณ เป็นต้น
ประการที่สาม ข้าพเจ้าขอระบุว่าเกิดจากการนำชื่อของอุบัติการณ์แห่งวัตถุภายนอก มาใช้กับอุบัติการณ์แห่งร่างกายของเราเอง ดังเช่นผู้ที่กล่าวว่า สีนั้นอยู่ในร่างกาย หรือ เสียงนั้นอยู่ในอากาศ เป็นต้น
ประการที่สี่ เกิดจากการนำชื่อของวัตถุ ไปใช้เป็นชื่อหรือถ้อยคำ เช่น ผู้ที่กล่าวว่ามีสิ่งที่เป็นสากล หรือสิ่งมีชีวิตคือสกุลหรือสิ่งทั่วไป เป็นต้น
ประการที่ห้า เกิดจากการนำชื่อของอุบัติการณ์ ไปใช้เป็นชื่อและถ้อยคำ เช่น ผู้ที่กล่าวว่า ธรรมชาติของสิ่งหนึ่งอยู่ในคำนิยามของสิ่งนั้น หรือ คำสั่งของมนุษย์คือเจตจำนงของเขา และสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้
ประการที่หก เกิดจากการใช้คำอุปมา คำพลิกความ และโวหารทางวาทศิลป์อื่นๆ แทนคำที่มีความหมายตรงตัว เพราะแม้ว่าในการพูดทั่วไปจะอนุโลมให้กล่าวได้ เช่น ทางนี้มุ่งไปทางโน้นหรือทางนี้ หรือ สุภาษิตกล่าวไว้เช่นนั้นเช่นนี้ (ทั้งที่ทางไม่อาจเดินได้ และสุภาษิตไม่อาจพูดได้) ทว่าในการคำนวณและการแสวงหาความจริง ถ้อยคำเช่นนี้ย่อมมิอาจยอมรับได้
ประการที่เจ็ด เกิดจากชื่อที่ไม่มีความหมายใดๆ แต่ถูกนำมาใช้และท่องจำตามกันมาจากโรงเรียน เช่น คำว่า ไฮโพสแตติกัล, ทรานซับสแตนเชียต, คอนซับสแตนเชียต, ปัจจุบันกาลนิรันดร์ และคำศัพท์เฉพาะทางของเหล่านักปราชญ์ในโรงเรียนที่คล้ายคลึงกันนี้
สำหรับผู้ที่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ ย่อมไม่ง่ายเลยที่จะตกอยู่ในความเขลา เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นเพราะความยาวเหยียดของคำอธิบาย ซึ่งเขาอาจหลงลืมสิ่งที่กล่าวไว้ก่อนหน้า เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ทุกคนมีเหตุผลในลักษณะเดียวกันและมีเหตุผลที่ดีเมื่อมีหลักการที่ถูกต้อง เพราะจะมีใครโง่เขลาถึงขนาดที่ทั้งทำผิดในวิชาเรขาคณิต และยังดื้อรั้นในความผิดนั้น เมื่อมีผู้อื่นชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดของตน?
วิทยาศาสตร์
จากสิ่งนี้จึงปรากฏว่า เหตุผลมิใช่สิ่งที่มีมาพร้อมกับเราดั่งประสาทสัมผัสและความจำ และมิได้ได้รับมาเพียงแค่จากประสบการณ์ ดังเช่นความรอบคอบ แต่บรรลุได้ด้วยความอุตสาหะ ประการแรกคือการกำหนดชื่ออย่างเหมาะสม และประการที่สองคือการสร้างระเบียบวิธีที่ดีและเป็นระบบในการดำเนินการจากองค์ประกอบพื้นฐานซึ่งก็คือชื่อ ไปสู่ข้อความที่เกิดจากการเชื่อมโยงชื่อหนึ่งเข้ากับอีกชื่อหนึ่ง และดำเนินต่อไปสู่ตรรกบท ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อความหนึ่งเข้ากับอีกข้อความหนึ่ง จนกระทั่งเราบรรลุถึงความรู้เกี่ยวกับผลลัพธ์ทั้งหมดของชื่อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่พิจารณา และสิ่งนี้เองที่มนุษย์เรียกว่า วิทยาศาสตร์ และในขณะที่ประสาทสัมผัสและความจำเป็นเพียงความรู้ในข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้วและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ วิทยาศาสตร์คือความรู้ในเรื่องผลลัพธ์ และการพึ่งพากันของข้อเท็จจริงหนึ่งต่ออีกข้อเท็จจริงหนึ่ง ซึ่งทำให้เราทราบว่า จากสิ่งที่เราสามารถทำได้ในปัจจุบัน เราจะสามารถทำสิ่งอื่นได้อย่างไรเมื่อเราต้องการ หรือในเวลาอื่นที่คล้ายคลึงกัน เพราะเมื่อเราเห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยสาเหตุใด และด้วยวิธีการใด เมื่อสาเหตุที่คล้ายกันนั้นอยู่ในอำนาจของเรา เราย่อมเห็นวิธีที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกันนั้นได้
เลวีอาธาน
โธมัส ฮอบส์, 1588-1679
ดังนั้น เด็กจึงมิได้ถูกดลบันดาลให้มีเหตุผลเลย จนกว่าจะสามารถใช้ภาษาพูดได้ ทว่าถูกเรียกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ด้วยความเป็นไปได้อันประจักษ์ว่าจักสามารถใช้เหตุผลได้ในกาลข้างหน้า และมนุษย์ส่วนใหญ่ แม้จะสามารถใช้การให้เหตุผลได้เพียงเล็กน้อย เช่น การนับจำนวนได้ในระดับหนึ่ง ทว่าสิ่งนั้นกลับมีประโยชน์เพียงน้อยนิดในชีวิตประจำวัน ซึ่งพวกเขาดำเนินชีวิตไปตามยถากรรม บางคนดีกว่า บางคนแย่กว่า ตามความแตกต่างของประสบการณ์ ความว่องไวของความจำ และความโน้มเอียงสู่จุดมุ่งหมายที่ต่างกัน
แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งขึ้นอยู่กับโชคดีหรือโชคร้าย และความผิดพลาดของกันและกัน เพราะหากกล่าวถึงวิทยาการ หรือกฎเกณฑ์อันแน่นอนในการกระทำ พวกเขานั้นห่างไกลจากสิ่งดังกล่าวเสียจนไม่รู้ว่ามันคืออะไร พวกเขาเคยคิดว่าเรขาคณิตคือการเล่นคุณไสย ส่วนวิทยาการแขนงอื่น ผู้ที่มิได้รับการสั่งสอนถึงจุดเริ่มต้นและความก้าวหน้าในระดับหนึ่งเพื่อให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นถูกแสวงหาและสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ย่อมมีสภาพในจุดนี้ไม่ต่างจากเด็ก ซึ่งเมื่อไม่มีความคิดเรื่องการกำเนิด จึงถูกพวกผู้หญิงทำให้เชื่อว่า พี่ชายและน้องสาวของตนมิได้เกิดมา แต่ถูกพบในสวน
ทว่าผู้ที่ไม่มีวิทยาการ กลับอยู่ในสภาวะที่ดีกว่าและสูงส่งกว่าด้วยความรอบคอบตามธรรมชาติ เมื่อเทียบกับผู้ที่ใช้เหตุผลผิดพลาด หรือเชื่อถือผู้ที่ให้เหตุผลผิด จนตกหลุมพรางของกฎเกณฑ์ทั่วไปที่เท็จและไร้สาระ เพราะการไม่รู้ถึงสาเหตุและกฎเกณฑ์ มิได้ทำให้มนุษย์หลงทางไปไกลเท่ากับการพึ่งพากฎเกณฑ์ที่ผิด และการทึกทักเอาสิ่งที่ไม่ใช่สาเหตุของสิ่งที่ตนปรารถนาว่าเป็นสาเหตุ ทั้งที่แท้จริงแล้วสิ่งนั้นกลับเป็นสาเหตุของสิ่งที่ตรงกันข้าม
โดยสรุป แสงสว่างแห่งจิตใจมนุษย์คือถ้อยคำที่ชัดแจ้ง แต่ต้องผ่านการกลั่นกรองและชำระความกำกวมออกด้วยคำนิยามที่แม่นยำเสียก่อน เหตุผลคือย่างก้าว การเพิ่มพูนของวิทยาการคือหนทาง และประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติคือจุดหมาย ในทางตรงกันข้าม คำอุปมา ถ้อยคำที่ไร้ความหมายและกำกวม ย่อมเปรียบเสมือนไฟพราย และการให้เหตุผลบนพื้นฐานของสิ่งเหล่านี้ คือการหลงทางท่ามกลางความไร้สาระอันนับไม่ถ้วน และจุดจบของมันคือการโต้เถียง การจลาจล หรือความดูแคลน
ความรอบคอบและความปรีชา พร้อมความแตกต่าง
เฉกเช่นที่ประสบการณ์อันมากคือความรอบคอบ วิทยาการอันมากก็คือความปรีชา แม้โดยปกติเราจะใช้คำว่าความฉลาดเรียกขานทั้งสองสิ่งนี้ แต่ชาวละตินมักจำแนกความแตกต่างระหว่าง Prudentia และ Sapientia โดยกำหนดให้สิ่งแรกเป็นเรื่องของประสบการณ์ และสิ่งหลังเป็นเรื่องของวิทยาการ เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจนยิ่งขึ้น ให้สมมติว่าชายคนหนึ่งมีทักษะตามธรรมชาติอันยอดเยี่ยมและความคล่องแคล่วในการใช้อาวุธ และอีกคนหนึ่งมีความคล่องแคล่วนั้นบวกกับวิทยาการที่ได้ศึกษามา จนรู้ว่าตนจะโจมตีหรือถูกโจมตีโดยคู่ต่อสู้ได้อย่างไรในทุกท่วงท่าหรือการตั้งรับที่เป็นไปได้ ความสามารถของคนแรกต่อความสามารถของคนหลัง ย่อมเปรียบได้กับความรอบคอบต่อความปรีชา ทั้งสองล้วนมีประโยชน์
ทว่าอย่างหลังนั้นปราศจากความผิดพลาด แต่ผู้ที่เชื่อถือเพียงอำนาจของตำราและเดินตามคนตาบอดอย่างมืดบอด ย่อมเปรียบได้กับผู้ที่เชื่อกฎเกณฑ์อันผิดพลาดของครูสอนฟันดาบ แล้วบุ่มบ่ามเข้าหาคู่ต่อสู้ ซึ่งผลสุดท้ายคือถูกฆ่าหรือถูกทำให้อับอาย
สัญญาณแห่งวิทยาการ
โธมัส ฮอบส์, 1588-1679
เครื่องหมายแห่งศาสตร์นั้น บางประการมีความแน่นอนและไม่ผิดพลาด และบางประการไม่แน่นอน ความแน่นอนนั้นเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่อ้างว่ามีความรู้ในศาสตร์ใดๆ สามารถสั่งสอนสิ่งนั้นได้ กล่าวคือ สามารถสาธิตความจริงของสิ่งนั้นให้ผู้อื่นเห็นได้อย่างชัดแจ้ง ส่วนความไม่แน่นอนนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีเพียงเหตุการณ์เฉพาะบางประการเท่านั้นที่สอดคล้องกับข้ออ้างของเขา และในหลายโอกาสก็ปรากฏผลเป็นไปตามที่เขากล่าวว่าต้องเป็น เครื่องหมายแห่งความรอบรู้ล้วนไม่แน่นอน เพราะการสังเกตด้วยประสบการณ์และจดจำสถานการณ์ทั้งหมดที่อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ทว่าในกิจการใดๆ ที่มนุษย์ไม่มีศาสตร์อันเที่ยงตรงในการดำเนินการ การละทิ้งวิจารณญาณตามธรรมชาติของตน แล้วปล่อยให้นำทางด้วยถ้อยคำทั่วไปที่อ่านจากตำรา ซึ่งมีข้อยกเว้นมากมาย ย่อมเป็นเครื่องหมายแห่งความโง่เขลา และโดยทั่วไปจะถูกเหยียดหยามว่าเป็นการโอ้อวดความรู้ แม้แต่ในหมู่ผู้คนที่ชอบแสดงความรอบรู้ด้านการเมืองและประวัติศาสตร์ในสภาแห่งรัฐ มีเพียงน้อยนิดนักที่จะทำเช่นนั้นในกิจการส่วนตัวซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเอง เพราะพวกเขามีความรอบรู้เพียงพอสำหรับเรื่องส่วนตัว แต่ในที่สาธารณะ พวกเขากลับให้ความสำคัญกับชื่อเสียงในสติปัญญาของตน มากกว่าความสำเร็จในกิจการของผู้อื่น
บทที่ 6 ว่าด้วยจุดเริ่มต้นภายในของการเคลื่อนไหวโดยเจตนา ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า กิเลส และถ้อยคำที่ใช้แสดงออกถึงกิเลสนั้น
การเคลื่อนไหวทางชีวภาพและการเคลื่อนไหวทางกายภาพ
ในสัตว์มีการเคลื่อนไหวสองประเภทที่จำเพาะเจาะจง ประเภทหนึ่งเรียกว่า การเคลื่อนไหวทางชีวภาพ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การปฏิสนธิและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เช่น การไหลเวียนของโลหิต ชีพจร การหายใจ การย่อยอาหาร การบำรุงเลี้ยง และการขับถ่าย เป็นต้น ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากจินตนาการ อีกประเภทหนึ่งคือ การเคลื่อนไหวทางกายภาพ หรือที่เรียกว่า การเคลื่อนไหวโดยเจตนา เช่น การเดิน การพูด การเคลื่อนไหวอวัยวะใดๆ ของเรา ในลักษณะที่ถูกจินตนาการขึ้นในใจก่อน ความรู้สึกนั้นคือการเคลื่อนไหวในอวัยวะและส่วนภายในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการกระทำของสิ่งที่เราเห็น ได้ยิน และอื่นๆ และจินตนาการนั้นเป็นเพียงเศษซากของการเคลื่อนไหวเดียวกันที่ยังคงเหลืออยู่หลังจากความรู้สึกได้ผ่านพ้นไป ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่หนึ่งและบทที่สอง และเนื่องจากการเดิน การพูด และการเคลื่อนไหวโดยเจตนาอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน ย่อมขึ้นอยู่กับความคิดก่อนหน้าเสมอว่า จะไปที่ใด ไปทางไหน และสิ่งใด
ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์ว่า จินตนาการคือจุดเริ่มต้นภายในประการแรกของการเคลื่อนไหวโดยเจตนาทั้งปวง และแม้ว่าผู้ที่มิได้ศึกษาจะไม่คิดว่ามีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นในที่ซึ่งสิ่งที่ถูกเคลื่อนไหวนั้นมองไม่เห็น หรือในพื้นที่ที่มันเคลื่อนผ่านนั้นเล็กจนไม่สามารถสัมผัสได้ แต่นั่นก็มิได้ขัดขวางว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง เพราะไม่ว่าพื้นที่นั้นจะเล็กเพียงใด สิ่งที่เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ที่กว้างกว่า ซึ่งมีพื้นที่เล็กๆ นั้นเป็นส่วนหนึ่ง ย่อมต้องเคลื่อนผ่านพื้นที่เล็กนั้นก่อน จุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการเคลื่อนไหวภายในร่างกายมนุษย์เหล่านี้ ก่อนที่จะปรากฏออกมาเป็นการเดิน การพูด การตี และการกระทำที่มองเห็นได้อื่นๆ โดยทั่วไปเรียกว่า ความพยายาม
ความพยายาม; ความอยาก; ความปรารถนา; ความหิว; ความกระหาย; ความรังเกียจ
ความพยายามนี้ เมื่อมุ่งไปสู่สิ่งที่ก่อให้เกิดความพยายามนั้น จะถูกเรียกว่า ความอยาก (APPETITE) หรือ ความปรารถนา (DESIRE) โดยคำหลังเป็นชื่อเรียกโดยทั่วไป ส่วนคำแรกมักถูกจำกัดไว้เพื่อหมายถึงความปรารถนาในอาหาร อันได้แก่ ความหิวและความกระหาย และเมื่อความพยายามนั้นมุ่งออกห่างจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยทั่วไปจะเรียกว่า ความรังเกียจ (AVERSION) คำว่า Appetite และ Aversion นี้เราได้รับมาจากภาษาละติน ซึ่งทั้งสองคำหมายถึงการเคลื่อนไหว คำหนึ่งคือการเคลื่อนเข้าหา อีกคำหนึ่งคือการถอยห่าง เช่นเดียวกับคำในภาษากรีกที่หมายถึงสิ่งเดียวกัน คือ orme และ aphorme เพราะธรรมชาติมักจะตอกย้ำความจริงเหล่านี้แก่มนุษย์ ซึ่งในภายหลังเมื่อพวกเขาแสวงหาสิ่งที่เหนือกว่าธรรมชาติ พวกเขากลับต้องมาติดขัดในเรื่องนี้ เพราะเหล่าสำนักวิชาพบว่าในความอยากเพียงอย่างเดียวนั้นไม่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจริงเลย
แต่เนื่องจากพวกเขาต้องยอมรับว่ามีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้น จึงเรียกมันว่า การเคลื่อนไหวเชิงอุปมา (Metaphoricall Motion) ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ไร้เหตุผล เพราะแม้ว่าคำพูดจะถูกเรียกว่าเป็นเชิงอุปมาได้ แต่ร่างกายและการเคลื่อนไหวนั้นเป็นไม่ได้
สิ่งที่มนุษย์ปรารถนา กล่าวได้ว่าพวกเขา รัก (LOVE) สิ่งนั้น และ เกลียด (HATE) สิ่งที่พวกเขามีความรังเกียจ ดังนั้น ความปรารถนาและความรักจึงเป็นสิ่งเดียวกัน เว้นแต่ว่าด้วยความปรารถนา เรามักหมายถึงการที่วัตถุนั้นไม่อยู่ตรงหน้า ส่วนด้วยความรัก โดยทั่วไปหมายถึงการที่วัตถุนั้นปรากฏอยู่ เช่นเดียวกับความรังเกียจที่เราใช้หมายถึงการที่วัตถุนั้นไม่อยู่ตรงหน้า และความเกลียดใช้หมายถึงการที่วัตถุนั้นปรากฏอยู่
ในบรรดาความอยากและความรังเกียจ บางอย่างติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด เช่น ความอยากอาหาร ความอยากขับถ่าย และการระบายของเสีย (ซึ่งอาจเรียกได้ว่าความรังเกียจต่อสิ่งที่พวกเขารู้สึกในร่างกายจะเหมาะสมกว่า) และความอยากอื่นๆ อีกไม่กี่ประการ ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นความอยากในสิ่งเฉพาะเจาะจงนั้น เกิดจากประสบการณ์และการทดลองผลของสิ่งนั้นต่อตนเองหรือต่อผู้อื่น เพราะสำหรับสิ่งที่เราไม่รู้จักเลย หรือเชื่อว่าไม่มีอยู่จริง เราไม่อาจมีความปรารถนาใดๆ ได้มากไปกว่าการได้ลิ้มลองและทดสอบ
แต่ความรังเกียจนั้นเรามีต่อสิ่งต่างๆ ไม่เพียงแต่สิ่งที่เรารู้ว่าเคยทำร้ายเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่เราไม่รู้ว่ามันจะทำร้ายเราหรือไม่ด้วย
ความดูแคลน
สิ่งใดที่เรารู้สึกว่าไม่ได้ปรารถนาและไม่ได้เกลียด กล่าวได้ว่าเรา ดูแคลน (Contemne) สิ่งนั้น โดยความดูแคลน (CONTEMPT) มิใช่อะไรอื่นนอกจากความนิ่งเฉย หรือความดื้อรั้นของจิตใจในการต้านทานการกระทำของสิ่งบางอย่าง และเกิดจากการที่จิตใจนั้นถูกขับเคลื่อนไปในทางอื่นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโดยวัตถุที่มีอำนาจมากกว่า หรือเกิดจากการขาดประสบการณ์ในสิ่งนั้น
และเนื่องจากโครงสร้างร่างกายของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งเดิมๆ จะก่อให้เกิดความอยากและความรังเกียจแบบเดิมในตัวเขาเสมอไป และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์ทุกคนจะมีความเห็นพ้องต้องกันในความปรารถนาต่อวัตถุชิ้นเดียวกันชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
ดี ชั่ว
แต่ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่เป็นวัตถุแห่งความอยากหรือความปรารถนาของบุคคลใด สิ่งนั้นคือสิ่งที่เขาเรียกในส่วนของเขาว่า ดี (Good) และวัตถุแห่งความเกลียดและความรังเกียจของเขาคือสิ่ง ชั่ว (evill) ส่วนสิ่งที่เขาดูแคลนคือสิ่ง ต่ำต้อย (Vile) และ ไม่สำคัญ (Inconsiderable) เพราะคำว่า ดี, ชั่ว และ น่าดูแคลน ถูกใช้โดยสัมพันธ์กับบุคคลที่ใช้คำนั้นเสมอ โดยไม่มีสิ่งใดที่เป็นเช่นนั้นโดยลำพังและโดยสัมบูรณ์ และไม่มีกฎเกณฑ์ทั่วไปเรื่องความดีและความชั่วที่จะนำมาจากธรรมชาติของวัตถุนั้นๆ ได้
แต่ต้องนำมาจากตัวบุคคล (ในกรณีที่ไม่มีรัฐ) หรือ (ในกรณีที่มีรัฐ) นำมาจากบุคคลที่เป็นตัวแทนของรัฐ หรือจากอนุญาโตตุลาการหรือผู้พิพากษาที่ผู้มีความเห็นขัดแย้งกันตกลงแต่งตั้งขึ้น และให้คำตัดสินของผู้นั้นเป็นกฎเกณฑ์
Pulchrum Turpe; Delightfull Profitable; Unpleasant Unprofitable
ในภาษาละตินมีคำสองคำซึ่งความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ดี และ ชั่ว แต่ไม่ตรงกันเสียทีเดียว คำเหล่านั้นคือ Pulchrum และ Turpe โดยคำแรกหมายถึงสิ่งที่ให้คำมั่นสัญญาถึงความดีผ่านสัญญาณที่ปรากฏชัด และคำหลังหมายถึงสิ่งที่ให้คำมั่นสัญญาถึงความชั่ว แต่ในภาษาของเราไม่มีคำเรียกที่ครอบคลุมกว้างขวางเช่นนั้น สำหรับคำว่า Pulchrum ในบางกรณีเราใช้คำว่า งดงาม ในกรณีอื่นใช้ว่า สวยงาม หรือ สง่างาม หรือ องอาจ หรือ มีเกียรติ หรือ น่ารัก หรือ น่าพึงใจ และสำหรับคำว่า Turpe เราใช้คำว่า น่าเกลียด ผิดรูป อัปลักษณ์ ต่ำต้อย น่าสะอิดสะเอียน และคำอื่นๆ ตามแต่บริบทของสิ่งที่กล่าวถึง ซึ่งคำทั้งหมดนี้เมื่อใช้ในตำแหน่งที่เหมาะสม ย่อมมิได้หมายถึงสิ่งใดอื่นนอกจาก ร่องรอย หรือ รูปลักษณ์ ที่ให้คำมั่นสัญญาถึงความดีและความชั่ว
ดังนั้น ความดีจึงมีสามประเภท ได้แก่ ดีในคำสัญญา ซึ่งก็คือ Pulchrum ดีในผลลัพธ์ อันเป็นจุดหมายที่ปรารถนา ซึ่งเรียกว่า Jucundum หรือ ความรื่นรมย์ และดีในฐานะวิธีการ ซึ่งเรียกว่า Utile หรือ ความเป็นประโยชน์ และในทางชั่วร้ายก็มีจำนวนเท่ากัน กล่าวคือ ชั่วในคำสัญญา คือสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า Turpe ชั่วในผลลัพธ์และจุดหมาย คือ Molestum ซึ่งไม่พึงประสงค์และก่อความเดือดร้อน และชั่วในวิธีการ คือ Inutile ซึ่งไร้ประโยชน์และเป็นอันตราย
ความปิติ ความไม่พึงใจ
เฉกเช่นในเรื่องของผัสสะ สิ่งที่ดำรงอยู่ภายในตัวเราจริงๆ (ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้) คือเพียงการเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการกระทำของวัตถุภายนอก แต่ในรูปลักษณ์ที่ปรากฏต่อสายตาคือ แสงและสี ต่อหูคือ เสียง ต่อจมูกคือ กลิ่น และอื่นๆ ดังนั้น เมื่อการกระทำของวัตถุเดียวกันนั้นดำเนินต่อเนื่องจากดวงตา หู และอวัยวะอื่นๆ ไปสู่หัวใจ ผลลัพธ์ที่แท้จริงที่เกิดขึ้นที่นั่นไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากการเคลื่อนไหว หรือ ความพยายาม ซึ่งประกอบด้วย ความอยาก หรือ ความรังเกียจ ต่อวัตถุที่เคลื่อนไหวนั้น แต่รูปลักษณ์หรือความรู้สึกของการเคลื่อนไหวนั้น คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความปิติ หรือ ความทุกข์ทางใจ
ความสุข ความขุ่นข้อง
การเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งเรียกว่า ความอยาก และในรูปลักษณ์ที่ปรากฏคือ ความปิติ และ ความสุข ดูเหมือนจะเป็นการเสริมสร้างการเคลื่อนไหวแห่งชีวิต และเป็นสิ่งช่วยส่งเสริม ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่ก่อให้เกิดความปิติ จึงไม่ผิดนักที่จะถูกเรียกว่า Jucunda (จาก A Juvando) ซึ่งหมายถึงการช่วยเหลือหรือการทำให้เข้มแข็ง และในทางตรงกันข้ามคือ Molesta หรือ ความขุ่นข้อง ซึ่งมาจากการขัดขวางและก่อความเดือดร้อนต่อการเคลื่อนไหวแห่งชีวิต
ดังนั้น ความสุข (หรือ ความปิติ) จึงเป็นรูปลักษณ์ หรือ ความรู้สึกของความดี และความเดือดร้อน หรือ ความไม่พึงใจ คือรูปลักษณ์ หรือ ความรู้สึกของความชั่ว และด้วยเหตุนี้ ความอยาก ความปรารถนา และความรักทั้งปวง จึงมาพร้อมกับความปิติไม่มากก็น้อย และความเกลียดชังและความรังเกียจทั้งปวง ก็มาพร้อมกับความไม่พึงใจและความขุ่นข้องไม่มากก็น้อย
ความสุขทางผัสสะ ความสุขทางใจ ความปรีดา ความเจ็บปวด ความโศกเศร้า
ในบรรดาความสุขหรือความปิติ บางประการเกิดจากผัสสะของวัตถุที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า และสิ่งเหล่านี้อาจเรียกว่า ความสุขทางผัสสะ (คำว่า กามารมณ์ ตามที่ผู้ที่ประณามสิ่งเหล่านี้ใช้กันนั้น ไม่มีที่ทางให้ใช้จนกว่าจะมีกฎหมายเกิดขึ้น) สิ่งเหล่านี้รวมถึงการเติมเต็มและการปลดปล่อยของร่างกาย ตลอดจนทุกสิ่งที่น่าพึงใจในการเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การลิ้มรส หรือการสัมผัส ส่วนความสุขอื่นๆ เกิดจากความคาดหวัง ซึ่งสืบเนื่องมาจากการเล็งเห็นถึงจุดหมายหรือผลลัพธ์ของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้พึงใจหรือไม่พึงใจในทางผัสสะก็ตาม และสิ่งเหล่านี้คือ ความสุขทางใจ ของผู้ที่อนุมานผลลัพธ์เหล่านั้น และโดยทั่วไปเรียกว่า ความปรีดา
ในทำนองเดียวกัน ความไม่พึงใจบางประการเกิดขึ้นในผัสสะ และเรียกว่า ความเจ็บปวด ส่วนบางประการเกิดขึ้นในความคาดหวังถึงผลลัพธ์ และเรียกว่า ความโศกเศร้า
อารมณ์พื้นฐานเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่า ความอยาก ความปรารถนา ความรัก ความรังเกียจ ความเกลียดชัง ความปิติ และความโศกเศร้า ต่างมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยหลายประการ ประการแรก เมื่ออารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นสืบเนื่องต่อกัน จะถูกเรียกชื่อต่างกันไปตามทัศนะที่มนุษย์มีต่อความเป็นไปได้ในการบรรลุสิ่งที่ตนปรารถนา ประการที่สอง ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ถูกรักหรือถูกเกลียด ประการที่สาม เกิดจากการพิจารณาอารมณ์หลายอย่างรวมกัน และประการที่สี่ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงหรือการสืบเนื่องของอารมณ์นั้นเอง
ความหวัง คือ ความอยากที่มาพร้อมกับทัศนะว่าสามารถบรรลุผลได้ เรียกว่า ความหวัง
ความสิ้นหวัง คือ ความอยากชนิดเดียวกัน แต่ปราศจากทัศนะเช่นนั้น เรียกว่า ความสิ้นหวัง
ความกลัว คือ ความรังเกียจที่มาพร้อมกับทัศนะว่าจะได้รับอันตรายจากสิ่งนั้น เรียกว่า ความกลัว
ความกล้า คือ ความรังเกียจชนิดเดียวกัน แต่มีความหวังว่าจะหลีกเลี่ยงอันตรายนั้นได้ด้วยการต่อต้าน เรียกว่า ความกล้า
ความโกรธ คือ ความกล้าที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เรียกว่า ความโกรธ
ความเชื่อมั่น คือ ความหวังที่มั่นคง เรียกว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง
ความไม่มั่นใจ คือ ความสิ้นหวังที่มั่นคง เรียกว่า ความไม่มั่นใจในตนเอง
ความขุ่นเคือง คือ ความโกรธที่เกิดจากอันตรายร้ายแรงที่กระทำต่อผู้อื่น เมื่อเราตระหนักว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจากการละเมิด เรียกว่า ความขุ่นเคือง
ความเมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสิ่งดีๆ เรียกว่า ความเมตตา ความปรารถนาดี หรือความเอื้ออาทร หากเป็นความปรารถนาดีต่อมนุษย์โดยทั่วไป เรียกว่า ความมีน้ำใจ
ความโลภ คือ ความปรารถนาในทรัพย์สิน เรียกว่า ความโลภ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในเชิงตำหนิเสมอ เพราะเมื่อมนุษย์แก่งแย่งทรัพย์สินกัน ย่อมไม่พอใจที่ผู้อื่นได้รับสิ่งนั้น แม้ว่าโดยตัวความปรารถนาเองนั้น จะควรถูกตำหนิหรือยอมรับได้ ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ใช้แสวงหาทรัพย์สินเหล่านั้น
ความทะเยอทะยาน คือ ความปรารถนาในตำแหน่งหรือความโดดเด่น เรียกว่า ความทะเยอทะยาน ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกใช้ในความหมายเชิงลบด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น
ความใจปลาซิว คือ ความปรารถนาในสิ่งที่มีผลเพียงเล็กน้อยต่อเป้าหมายของเรา และความกลัวต่อสิ่งที่ขัดขวางเพียงเล็กน้อย เรียกว่า ความใจปลาซิว
ความใจกว้าง คือ การไม่ใส่ใจต่อความช่วยเหลือหรืออุปสรรคเพียงเล็กน้อย เรียกว่า ความใจกว้าง
ความกล้าหาญ คือ ความใจกว้างในยามเผชิญอันตรายถึงชีวิตหรือบาดเจ็บ เรียกว่า ความกล้าหาญ หรือความทรหด
ความใจสปอร์ต คือ ความใจกว้างในการใช้ทรัพย์สิน เรียกว่า ความใจสปอร์ต
ความตระหนี่ คือ ความใจปลาซิวในลักษณะเดียวกัน เรียกว่า ความน่าเวทนา ความตระหนี่ หรือความขี้เหนียว ตามแต่ว่าจะถูกมองว่าน่าพึงใจหรือไม่
ความใจดี คือ ความรักในตัวบุคคลเพื่อการเข้าสังคม เรียกว่า ความใจดี
กามราคะตามธรรมชาติ คือ ความรักในตัวบุคคลเพื่อความพึงพอใจทางประสาทสัมผัสเพียงอย่างเดียว เรียกว่า กามราคะตามธรรมชาติ
ความลุ่มหลง คือ ความรักในสิ่งเดียวกันที่เกิดจากการครุ่นคิด คือการจินตนาการถึงความสุขในอดีต เรียกว่า ความลุ่มหลง
ความรัก ความหึงหวง ความรัก คือ ความรักในบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ พร้อมกับความปรารถนาที่จะได้รับความรักตอบกลับมาโดยเฉพาะเช่นกัน เรียกว่า ความรัก และหากมีความกลัวว่าความรักนั้นจะไม่ได้รับตอบแทนกัน เรียกว่า ความหึงหวง
ความพยาบาท คือ ความปรารถนาที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับอันตราย เพื่อให้เขายอมรับผิดในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป เรียกว่า ความพยาบาท
ความอยากรู้อยากเห็น คือ ความปรารถนาที่จะรู้ว่าทำไมและอย่างไร เรียกว่า ความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในมนุษย์เท่านั้นไม่มีในสิ่งมีชีวิตอื่น ดังนั้นมนุษย์จึงแตกต่างจากสัตว์อื่น ไม่เพียงแต่ด้วยเหตุผลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอารมณ์พิเศษนี้ด้วย ในขณะที่สัตว์อื่น ความอยากอาหารและความพึงพอใจทางประสาทสัมผัสอื่นๆ จะมีความโดดเด่นจนบดบังความใส่ใจในการรู้ถึงสาเหตุ ซึ่งความอยากรู้อยากเห็นนี้คือความใคร่ทางจิต ที่มีความเพลิดเพลินอย่างต่อเนื่องและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการสร้างสรรค์ความรู้ ซึ่งเหนือกว่าความรุนแรงชั่วคราวของความสุขทางกายใดๆ
ศาสนา ความงมงาย ศาสนาที่แท้จริง ความกลัวต่ออำนาจที่มองไม่เห็น ซึ่งจิตปรุงแต่งขึ้น หรือจินตนาการมาจากเรื่องเล่าที่สังคมยอมรับ เรียกว่า ศาสนา หากไม่เป็นที่ยอมรับ เรียกว่า ความงมงาย และเมื่ออำนาจที่จินตนาการนั้นเป็นจริงตามที่จินตนาการไว้ เรียกว่า ศาสนาที่แท้จริง
ความตระหนกตกใจ—ความกลัวโดยปราศจากความเข้าใจว่าเหตุใดหรือสิ่งใดคือสาเหตุ เรียกว่า ความตระหนกตกใจ ซึ่งเรียกตามตำนานที่ยกให้แพนเป็นผู้ก่อให้เกิดสิ่งนี้ ทว่าในความเป็นจริง ผู้ที่ตกอยู่ในอาการกลัวเช่นนั้นย่อมมีความเข้าใจในสาเหตุอยู่บ้างในเบื้องต้น แม้ว่าคนอื่น ๆ จะวิ่งหนีตามกันไปโดยสันนิษฐานว่าเพื่อนร่วมทางของตนย่อมรู้เหตุผล ดังนั้นกิเลสชนิดนี้จึงเกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มฝูงชนหรือผู้คนที่มาชุมนุมกันจำนวนมากเท่านั้น
ความประหลาดใจ—ความปิติที่เกิดจากความเข้าใจในสิ่งแปลกใหม่ เรียกว่า ความประหลาดใจ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมนุษย์ เพราะมันกระตุ้นความปรารถนาที่จะรู้ถึงสาเหตุ
ความภาคภูมิใจและความทะนงตน—ความปิติที่เกิดจากจินตนาการถึงอำนาจและความสามารถของตนเอง คือความปลาบปลื้มใจของจิตที่เรียกว่า ความภาคภูมิใจ ซึ่งหากตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์จากการกระทำในอดีตของตน ย่อมเป็นสิ่งเดียวกับความมั่นใจ แต่หากตั้งอยู่บนคำเยินยอของผู้อื่น หรือเป็นเพียงสิ่งที่ตนสมมติขึ้นเพื่อความรื่นรมย์ในผลลัพธ์ของมัน จะเรียกว่า ความทะนงตน ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกได้อย่างถูกต้อง เพราะความมั่นใจที่มีพื้นฐานดีจะก่อให้เกิดความกล้าที่จะลงมือทำ ในขณะที่การสมมติว่ามีอำนาจนั้นไม่ก่อให้เกิดสิ่งดังกล่าว จึงถูกเรียกว่า ความว่างเปล่า หรือความทะนงตนได้อย่างถูกต้อง
ความหดหู่—ความโศกเศร้าที่เกิดจากความเห็นว่าตนขาดอำนาจ เรียกว่า ความหดหู่ทางจิตใจ
ความทะนงตนที่ประกอบด้วยการเสแสร้งหรือสมมติว่าตนมีความสามารถทั้งที่รู้ว่าไม่มีนั้น มักเกิดขึ้นกับคนหนุ่มสาวและถูกหล่อเลี้ยงด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หรือเรื่องแต่งเกี่ยวกับบุคคลผู้สง่างาม และมักจะถูกแก้ไขให้ดีขึ้นด้วยวัยและภาระหน้าที่การงาน
ความปิติฉับพลันและการหัวเราะ—ความปิติฉับพลัน คือกิเลสที่ทำให้เกิดการทำหน้าตาบิดเบี้ยวที่เรียกว่า การหัวเราะ ซึ่งเกิดจากกระทำบางอย่างของตนเองที่เกิดขึ้นกะทันหันและสร้างความพึงพอใจ หรือเกิดจากการรับรู้ถึงความบกพร่องบางประการในตัวผู้อื่น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วทำให้ตนเองชื่นชมตนเองขึ้นมาทันที และสิ่งนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ตระหนักว่าตนมีความสามารถน้อยที่สุด ซึ่งถูกบังคับให้ต้องรักษาความพึงพอใจในตนเองด้วยการสังเกตความไม่สมบูรณ์ของผู้อื่น ดังนั้น การหัวเราะเยาะในข้อบกพร่องของผู้อื่นจำนวนมากจึงเป็นสัญญาณของความขลาดเขลา เพราะหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ที่มีจิตใจสูงส่ง คือการช่วยเหลือและปลดปล่อยผู้อื่นจากการถูกเหยียดหยาม และเปรียบเทียบตนเองกับผู้ที่มีความสามารถสูงสุดเท่านั้น
ความหดหู่ฉับพลันและการร้องไห้—ในทางตรงกันข้าม ความหดหู่ฉับพลัน คือกิเลสที่ทำให้เกิด การร้องไห้ ซึ่งเกิดจากอุบัติการณ์ที่พรากความหวังอันแรงกล้าหรือที่ยึดเหนี่ยวแห่งอำนาจไปอย่างกะทันหัน และผู้ที่ตกอยู่ในสภาวะนี้ได้ง่ายที่สุดคือผู้ที่พึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกเป็นหลัก เช่น สตรีและเด็ก ดังนั้น บางคนจึงร้องไห้เพราะการสูญเสียมิตรสหาย บางคนร้องไห้เพราะความใจร้ายของผู้อื่น และบางคนร้องไห้เพราะความคิดที่จะแก้แค้นถูกระงับลงทันทีด้วยการประนีประนอม ทว่าในทุกกรณี ทั้งการหัวเราะและการร้องไห้ ล้วนเป็นปฏิกิริยาฉับพลัน ซึ่งความคุ้นชินจะทำให้ทั้งสองสิ่งนี้หายไป เพราะไม่มีใครหัวเราะให้กับมุกตลกเก่า ๆ หรือร้องไห้ให้กับโศกนาฏกรรมที่ผ่านพ้นไปนานแล้ว
ความละอายและการหน้าแดง—ความโศกเศร้าที่เกิดจากการถูกเปิดเผยข้อบกพร่องของความสามารถ คือ ความละอาย หรือกิเลสที่แสดงออกด้วย การหน้าแดง ซึ่งประกอบด้วยการรับรู้ถึงสิ่งที่น่าอัปยศ ในคนหนุ่มสาว สิ่งนี้เป็นสัญญาณของความรักในชื่อเสียงที่ดีและเป็นสิ่งที่น่าชมเชย ในคนชรา สิ่งนี้เป็นสัญญาณของสิ่งเดียวกัน แต่เนื่องจากมันเกิดขึ้นช้าเกินไป จึงไม่น่าชมเชย
ความหน้าด้าน—การดูหมิ่นชื่อเสียงที่ดี เรียกว่า ความหน้าด้าน
ความสงสาร—ความโศกเศร้าต่อเคราะห์กรรมของผู้อื่นคือความสงสาร ซึ่งเกิดจากจินตนาการว่าเคราะห์กรรมเช่นเดียวกันนั้นอาจเกิดขึ้นกับตนเองได้ ด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่าความเห็นอกเห็นใจ และในสำนวนปัจจุบันคือการร่วมรู้สึก ดังนั้น สำหรับเคราะห์กรรมที่เกิดจากความชั่วร้ายอย่างยิ่ง คนที่ดีที่สุดจึงมีความสงสารน้อยที่สุด และสำหรับเคราะห์กรรมแบบเดียวกันนั้น ผู้ที่คิดว่าตนเองมีโอกาสประสบเคราะห์กรรมดังกล่าวน้อยที่สุด ก็จะมีความสงสารน้อยที่สุดเช่นกัน
ความโหดร้าย—การดูแคลน หรือการขาดความรู้สึกต่อเคราะห์กรรมของผู้อื่น คือสิ่งที่ผู้คนเรียกว่าความโหดร้าย ซึ่งเกิดจากความมั่นใจในโชคชะตาของตนเอง เพราะข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ที่มนุษย์จะมีความสุขบนความทุกข์ยากอย่างยิ่งของผู้อื่น โดยไม่มีจุดประสงค์อื่นใดของตนเองแอบแฝง
การแข่งขันและความริษยา—ความโศกเศร้าต่อความสำเร็จของคู่แข่งในด้านความมั่งคั่ง เกียรติยศ หรือสิ่งดีงามอื่นๆ หากความรู้สึกนั้นมาพร้อมกับความพยายามที่จะเสริมสร้างความสามารถของตนให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าคู่แข่ง จะเรียกว่าการแข่งขัน แต่หากมาพร้อมกับความพยายามที่จะโค่นล้มหรือขัดขวางคู่แข่ง จะเรียกว่าความริษยา
การไตร่ตรอง—เมื่อในจิตใจของมนุษย์มีความอยากและความเกลียด ความหวังและความกลัว เกี่ยวกับสิ่งเดียวกันเกิดขึ้นสลับกันไป และผลลัพธ์ที่ดีและร้ายนานัปการจากการกระทำหรือการละเว้นสิ่งนั้นได้ปรากฏขึ้นในความคิดตามลำดับ จนบางครั้งเรามีความอยากจะทำ บางครั้งก็มีความเกลียดที่จะทำ บางครั้งมีความหวังว่าจะสามารถทำได้ และบางครั้งก็สิ้นหวังหรือกลัวที่จะลองทำ ผลรวมของความปรารถนา ความเกลียด ความหวัง และความกลัวที่ดำเนินไปจนกว่าสิ่งนั้นจะถูกกระทำหรือถูกคิดว่าเป็นไปไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าการไตร่ตรอง
ดังนั้น สิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้วจึงไม่มีการไตร่ตรอง เพราะเห็นได้ชัดว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และสิ่งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้หรือคิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็ไม่มีการไตร่ตรอง เพราะมนุษย์รู้หรือคิดว่าการไตร่ตรองเช่นนั้นไร้ประโยชน์ แต่สำหรับสิ่งที่จริงๆ แล้วเป็นไปไม่ได้ ทว่าเราคิดว่าเป็นไปได้ เราอาจไตร่ตรองได้โดยไม่รู้ว่ามันไร้ประโยชน์ และที่เรียกว่าการไตร่ตรอง เพราะมันคือการสิ้นสุดเสรีภาพที่เรามีในการจะกระทำหรือละเว้น ตามความอยากหรือความเกลียดของตนเอง
การสลับกันของความอยาก ความเกลียด ความหวัง และความกลัวนี้ มิได้เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตอื่นน้อยไปกว่าในมนุษย์ ดังนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงมีการไตร่ตรองด้วยเช่นกัน
การไตร่ตรองทุกครั้งจึงกล่าวได้ว่าสิ้นสุดลง เมื่อสิ่งที่ไตร่ตรองนั้นถูกกระทำลงไป หรือถูกคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะจนกว่าจะถึงตอนนั้น เรายังคงรักษาเสรีภาพในการจะกระทำหรือละเว้น ตามความอยากหรือความเกลียดของเรา
เจตจำนง
โธมัส ฮอบส์, 1588-1679
ในการไตร่ตรอง ความอยากหรือความรังเกียจครั้งสุดท้ายที่ยึดโยงเข้ากับการกระทำหรือการละเว้นการกระทำนั้น คือสิ่งที่เราเรียกว่า เจตจำนง ซึ่งก็คือการกระทำ (มิใช่ความสามารถ) ของการปรารถนา และสัตว์ที่มีการไตร่ตรองย่อมต้องมีเจตจำนงด้วย คำนิยามของเจตจำนงที่สำนักวิชาการต่างๆ มักให้ไว้ว่าคือความอยากที่มีเหตุผลนั้น มิใช่คำนิยามที่ดี เพราะหากเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่มีการกระทำโดยสมัครใจใดที่ขัดต่อเหตุผลได้ เนื่องจาก การกระทำโดยสมัครใจคือสิ่งที่ดำเนินมาจากเจตจำนงและมิได้มาจากสิ่งอื่น
แต่หากเราเปลี่ยนจากคำว่าความอยากที่มีเหตุผล เป็นความอยากที่เกิดจากการไตร่ตรองก่อนหน้า คำนิยามนั้นก็จะตรงกับที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ ณ ที่นี้ ดังนั้น เจตจำนง คือความอยากครั้งสุดท้ายในการไตร่ตรอง และแม้ในบทสนทนาทั่วไปเราจะกล่าวว่า คนผู้นั้นครั้งหนึ่งเคยมีเจตจำนงจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทว่าท้ายที่สุดเขากลับละเว้นไม่ทำ สิ่งนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงความโน้มเอียง ซึ่งมิได้ทำให้การกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยสมัครใจ เพราะการกระทำมิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น แต่ขึ้นอยู่กับความโน้มเอียงหรือความอยากครั้งสุดท้าย ด้วยว่าหากความอยากที่เกิดขึ้นคั่นกลางทำให้การกระทำใดเป็นการกระทำโดยสมัครใจได้ ด้วยเหตุผลเดียวกันนั้น ความรังเกียจที่เกิดขึ้นคั่นกลางก็ย่อมทำให้การกระทำเดียวกันนั้นเป็นการกระทำโดยไม่สมัครใจ และจะกลายเป็นว่าการกระทำหนึ่งๆ เป็นทั้งการกระทำโดยสมัครใจและไม่สมัครใจในเวลาเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า มิใช่เพียงการกระทำที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความโลภ ความทะเยอทะยาน ความใคร่ หรือความอยากในสิ่งที่มีเสนอมาเท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความรังเกียจ หรือความกลัวในผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการละเว้นการกระทำ ก็ถือเป็นการกระทำโดยสมัครใจเช่นกัน
รูปแบบของคำพูดในภาวะอารมณ์
รูปแบบของคำพูดที่ใช้แสดงออกถึงอารมณ์นั้น บางส่วนเหมือนและบางส่วนต่างจากรูปแบบที่เราใช้แสดงออกถึงความคิด ประการแรก โดยทั่วไปอารมณ์ทั้งหมดสามารถแสดงออกได้ในรูปประโยคบอกเล่า เช่น ข้ารัก ข้ากลัว ข้าปิติ ข้าไตร่ตรอง ข้าปรารถนา ข้าสั่งการ ทว่าอารมณ์บางประเภทมีการแสดงออกเฉพาะตัว ซึ่งมิใช่การยืนยัน เว้นแต่เมื่อคำเหล่านั้นถูกใช้เพื่อนำไปสู่การอนุมานอื่น นอกเหนือจากอารมณ์ที่เป็นต้นกำเนิด การไตร่ตรองจะแสดงออกในรูปประโยคสมมติ ซึ่งเป็นคำพูดที่เหมาะสมในการระบุข้อสมมติและผลที่ตามมา เช่น หากสิ่งนี้ถูกกระทำ สิ่งนี้จะตามมา ซึ่งไม่ต่างจากภาษาของการใช้เหตุผล เว้นแต่ว่าการใช้เหตุผลมักเป็นถ้อยคำทั่วไป
แต่การไตร่ตรองส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง ภาษาของความปรารถนาและความรังเกียจจะเป็นรูปประโยคคำสั่ง เช่น จงทำสิ่งนี้ จงละเว้นสิ่งนั้น ซึ่งหากผู้รับคำสั่งมีพันธะต้องทำหรือต้องละเว้น สิ่งนั้นคือคำสั่ง มิเช่นนั้นจะเป็นการวิงวอน หรือคำแนะนำ ภาษาของความทะนงตน ความโกรธแค้น ความสงสาร และความพยาบาท จะเป็นรูปประโยคแสดงความปรารถนา ส่วนความปรารถนาที่จะรู้จะมีรูปแบบการแสดงออกเฉพาะที่เรียกว่าประโยคคำถาม เช่น สิ่งนี้คืออะไร เมื่อใดจะเกิดขึ้น ทำอย่างไร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่พบภาษาของอารมณ์อื่นใดอีก เพราะการสาปแช่ง การสบถ การด่าทอ และสิ่งทำนองเดียวกันนี้ มิได้มีความหมายในฐานะคำพูด แต่เป็นเพียงการกระทำของลิ้นที่คุ้นชิน
รูปแบบของคำพูดเหล่านี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า เป็นการแสดงออก หรือการบ่งชี้โดยสมัครใจถึงอารมณ์ของเรา ทว่าสิ่งเหล่านี้มิใช่เครื่องหมายที่แน่นอน เพราะอาจถูกนำมาใช้ตามอำเภอใจ ไม่ว่าผู้ใช้จะมีอารมณ์เช่นนั้นจริงหรือไม่ก็ตาม เครื่องหมายที่ดีที่สุดของอารมณ์ที่ปรากฏอยู่ในขณะนั้น คือสีหน้า ท่าทางของร่างกาย การกระทำ และจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมาย ซึ่งเราทราบดีว่าบุคคลผู้นั้นมีอยู่
ความดีและความชั่วที่ปรากฏชัด
และเนื่องด้วยในการไตร่ตรองนั้น ความปรารถนาและความรังเกียจถูกปลุกเร้าขึ้นด้วยการคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ที่ดีและร้าย ตลอดจนผลสืบเนื่องของการกระทำที่เรากำลังไตร่ตรองอยู่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ดีหรือร้ายนั้นขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ถึงห่วงโซ่ของผลสืบเนื่องอันยาวเหยียด ซึ่งน้อยครั้งนักที่มนุษย์คนใดจะสามารถมองเห็นไปจนถึงจุดสิ้นสุดได้ แต่เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมองเห็นได้นั้น หากความดีในผลสืบเนื่องเหล่านั้นมีมากกว่าความเลวร้าย ห่วงโซ่ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เหล่านักเขียนเรียกว่า ความดีที่ปรากฏหรือความดีที่ดูเหมือนว่าดี และในทางตรงกันข้าม เมื่อความเลวร้ายมีมากกว่าความดี ทั้งหมดนั้นคือความเลวร้ายที่ปรากฏหรือความเลวร้ายที่ดูเหมือนว่าเลวร้าย
ดังนั้น ผู้ที่มีประสบการณ์หรือมีเหตุผลจนสามารถคาดการณ์ผลสืบเนื่องได้กว้างไกลและมั่นคงที่สุด ย่อมเป็นผู้ที่ไตร่ตรองได้ดีที่สุด และสามารถให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดแก่ผู้อื่นได้เมื่อเขาปรารถนา
ความสุขสมบูรณ์
ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการได้รับสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาเป็นครั้งคราว กล่าวคือ ความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง คือสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า ความสุขสมบูรณ์ ข้าพเจ้าหมายถึงความสุขสมบูรณ์ในชีวิตนี้ เพราะไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าความสงบทางจิตใจอันถาวรในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ที่นี่ เนื่องจากชีวิตเองคือการเคลื่อนไหว และไม่มีทางที่จะปราศจากความปรารถนา หรือปราศจากความกลัวได้ เช่นเดียวกับที่ไม่อาจปราศจากความรู้สึก ส่วนความสุขสมบูรณ์รูปแบบใดที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้แก่ผู้ที่ให้เกียรติพระองค์ด้วยความเลื่อมใสนั้น มนุษย์จะไม่อาจล่วงรู้ได้จนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตนเอง เพราะเป็นความปิติที่ในขณะนี้ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ เช่นเดียวกับคำว่า นิมิตแห่งความบรมสุข ของเหล่านักปราชญ์ในโรงเรียนศาสนาที่ไม่อาจตีความได้
การสรรเสริญและการยกย่อง
รูปแบบของคำพูดที่มนุษย์ใช้เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อความดีงามของสิ่งใดสิ่งหนึ่งคือ การสรรเสริญ สิ่งที่ใช้แสดงถึงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งคือ การยกย่อง และสิ่งที่ใช้แสดงความคิดเห็นที่มีต่อความสุขสมบูรณ์ของมนุษย์นั้น ชาวกรีกเรียกว่า มาการิสมอส ซึ่งในภาษาของเราไม่มีคำเรียกขาน สิ่งเหล่านี้เพียงพอแล้วสำหรับวัตถุประสงค์ในขณะนี้ที่จะกล่าวถึงเรื่องกิเลสตัณหา

0 Comments