ตอนที่ 6: CHAPTER IV
byบทที่ 4
เช้าวันนั้นอดัมส์รู้สึกกระสับกระส่าย พอใกล้เที่ยงเขาจึงบอกให้คุณเพอร์รี่ไปตามลูกสาวมาพบ เพราะมีเรื่องอยากจะพูดด้วย
“เห็นว่าออกไปจากบ้านตั้งสองสามชั่วโมงแล้วนะคะ หรืออาจจะนานกว่านั้น” พยาบาลบอกเขา “เดี๋ยวฉันไปดูให้ค่ะ” เธอหายไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมคำยืนยันจากคุณนายอดัมส์ว่า “ใช่ค่ะ คุณอลิซไปหาคุณมิลเดรด พาลเมอร์ เพื่อดูว่าคืนนี้เธอจะใส่ชุดอะไร”
อดัมส์มองคุณเพอร์รี่ด้วยสายตาอ่อนล้าแต่ไม่ได้ซักไซ้ความอะไร เพราะเขาชินเสียแล้วกับสิ่งที่เขาคิดว่าเป็น ‘ภาษาเฉพาะ’ ของพวกผู้หญิง ซึ่งยิ่งพยายามอธิบายก็ยิ่งเข้าใจยาก เขาพบว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชายคือการปล่อยให้มันเป็นเพียงเสียงที่ผ่านหูไป เขาเฝ้ามองพยาบาลที่เดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้โยกริมหน้าต่างด้วยแววตาเศร้าสร้อย ท่าทางสงบของเธอทำให้เขารู้ว่า สำหรับเธอแล้ว การที่อลิซยอมเดินไกลถึงสองไมล์เพียงเพื่อถามคำถามง่ายๆ ทั้งที่มีโทรศัพท์อยู่ในบ้านไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร และแน่นอนว่าคุณเพอร์รี่ก็คงเข้าใจดีว่าทำไมอลิซถึงต้องใส่ใจว่ามิลเดรดจะใส่อะไร อดัมส์เข้าใจว่าทำไมลูกสาวถึงอยากแต่งตัวให้ดูดีและเรียบร้อยที่สุด “ก็นั่นแหละนะ ใครๆ ก็อยากดูดี” เขาคิด แต่เขากลับไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเรื่องเสื้อผ้าของคนอื่นถึงได้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของลูกสาวได้ขนาดนี้
การออกไปข้างนอกของอลิซในเช้านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เธอทำแบบนี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการไปดูว่ามิลเดรดหรือเพื่อนสาวคนอื่นๆ จะใส่อะไร และเมื่อกลับมาถึงบ้าน อลิซจะรีบวิ่งไปหาแม่พร้อมบรรยายรายละเอียดเสื้อผ้าที่เห็นอย่างกระตือรือร้น หากอดัมส์อยู่ในเหตุการณ์ เขาอาจจะพอรู้จักคำว่า “ผ้าออร์แกนดี้” “ผ้าทัฟเฟต้า” หรือ “ผ้าชิฟฟอน” ว่าเป็นชื่อเนื้อผ้า แต่คำศัพท์เทคนิคที่เหลือสำหรับเขามันเกินจะเข้าใจ เขาจึงได้แต่นั่งฟังด้วยความหดหู่เหมือนเด็กชายที่ต้องนั่งฟังเทศน์และเฝ้ารอให้มันจบลงเสียที และสิ่งที่เขาสงสัยที่สุดคือความสนใจของภรรยา เพราะปกติคุณนายอดัมส์แทบไม่ใส่ใจเสื้อผ้าตัวเองเลย เวลาปรึกษาอลิซเรื่องการแต่งตัวเธอมักจะพูดสั้นๆ และดูเกรงใจ แต่พอเป็นเรื่องเสื้อผ้าของคนอื่น เธอกลับตั้งใจฟังลูกสาวเล่าอย่างจดจ่อ
“ไปกันอีกแล้ว!” เขาพึมพำกับตัวเองหลังจากได้ยินเสียงประตูปิด ซึ่งเป็นเสียงที่ดังชัดเจนไปทั่วบ้านที่ผนังบางหลังนี้ อลิซเพิ่งกลับมาถึง และคุณนายอดัมส์ก็ตะโกนเรียกเธอจากโถงทางเดินชั้นบนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องของอดัมส์
“แล้วเธอว่ายังไงบ้าง!”
“ก็ดูหงุดหงิดๆ หน่อยค่ะ” อลิซตอบขณะเดินขึ้นบันได “บางทีเธอก็เป็นแบบนี้แหละ ทำเป็นบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ แต่หนูค่อนข้างมั่นใจว่าต้องเป็นชุดจอร์เจ็ตสีเหลืองข้าวโพดที่มีระบายผ้ามาลีนแน่นอน”
“ลูกไม่ได้บอกว่าเธอใส่ชุดนั้นในงานบ้านแพตเตอร์สันเหรอ” คุณนายอดัมส์ถามเมื่ออลิซเดินมาถึงหัวบันได “แล้วไม่ได้บอกแม่ว่าใส่ซ้ำอีกทีในงาน—”
“ไม่ใช่นะคะ!” อลิซขัดจังหวะอย่างแง่งอน “เธอใส่ชุดนั้นแค่ครั้งเดียวเอง และแน่นอนว่าคืนนี้เธอไม่มีทางใส่ชุดที่คนเห็นบ่อยๆ หรอกค่ะ”
คุณเพอร์รี่เปิดประตูห้องของอดัมส์แล้วก้าวออกมา “คุณพ่ออยากให้คุณอลิซเข้าไปหาครู่หนึ่งค่ะ”
“โถ พ่อผู้น่าสงสาร! ไปเดี๋ยวนี้ค่ะ!” อลิซอุทานและรีบเดินเข้าไปในห้อง โดยมีคุณเพอร์รี่รออยู่ด้านนอก “เป็นอะไรคะคุณพ่อ คงเบื่อที่ต้องนอนแช่อยู่บนหลังแก่ๆ ที่แสนล้าแล้วใช่ไหมคะ”
“พ่อรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เมื่อเช้านี้” อดัมส์พูดขณะที่ลูกสาวลูบมือเขาเพื่อปลอบโยน “พ่อกำลังคิดว่า—”
“หนูบอกแล้วใช่ไหมคะว่าห้ามคิด!” เธอร้องบอกอย่างร่าเริง “ก็นั่นแหละค่ะ พอทำตรงข้ามกับที่หนูบอก ก็ต้องรู้สึกไม่ดีแบบนี้แหละ เลิกคิดเดี๋ยวนี้เลยนะคะ!”
เขายิ้มอย่างเศร้าๆ พร้อมกับหลับตาลง นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะขอให้เธอนั่งลงข้างเตียง “มีบางอย่างที่พ่ออยากจะบอกลูก”
“เรื่องอะไรคะคุณพ่อ”
“เอ่อ… มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูถ่อมตัว ราวกับอยากจะทั้งล้อเล่นและขอโทษไปพร้อมๆ กัน “พ่อแค่คิดว่า พ่อควรจะเล่าให้ลูกฟังมากกว่านี้เกี่ยวกับ… เรื่องความเป็นไปที่บริษัท แลมบ์ แอนด์ คอมพานี”
“โถ คุณพ่อ!” เธอโน้มตัวลงมาและทำท่าจะตีมือเขาอย่างแง่งอน “หนูบอกแล้วไงคะว่าห้ามคิดเรื่องอะไรทั้งนั้นจนกว่าจะหายดี!”
“คือ…” เขาพูดช้าๆ โดยไม่มองหน้าเธอแต่กลับมองขึ้นไปบนเพดาน “พ่อแค่คิดว่ามันคงไม่เสียหายอะไรถ้าพ่อจะบอกลูกว่า ที่นั่นเขาพึ่งพาพ่อมากแค่ไหน”
“ถ้าพึ่งพาจริง ทำไมเขาไม่แสดงออกล่ะคะ” เธอถามสวนทันที “นี่แหละค่ะที่หนูกับแม่รู้สึกมาตลอด คือพวกเขาไม่เห็นค่าของคุณพ่อเลย”
“ไม่หรอก พวกเขาเห็นค่าสิ” เขาตอบ “เห็นสิ เขาขึ้นเงินเดือนให้พ่อตั้งแต่ปีที่สองที่เริ่มงาน และขึ้นให้ทุกๆ สองปีตลอดเวลาที่ทำงานมา พ่อเป็นหัวหน้าแผนกสินค้าเบ็ดเตล็ดมาเจ็ดปีแล้ว พ่อมีอำนาจในแผนกนั้นเกือบจะสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยกเว้นแต่ว่าพ่อจะเป็นหุ้นส่วนของบริษัท”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมเขาไม่ให้คุณพ่อเป็นหุ้นส่วนล่ะคะ! ควรจะทำแบบนั้นตั้งนานแล้ว!”
อดัมส์หัวเราะ แต่เป็นเสียงถอนหายใจที่ดังกว่าเสียงหัวเราะ “พวกเขาเรียกพ่อว่า ‘เสาหลักที่เก่าแก่ที่สุด’ ของบริษัท” เขาหัวเราะอีกครั้งอย่างเกรงใจ ราวกับจะขอโทษที่เผลอภูมิใจกับตำแหน่งนี้ “ใช่แล้ว พวกเขาบอกว่าพ่อเป็นเสาหลัก และพ่อก็เดาว่าพวกเขาไว้ใจให้แผนกของพ่อส่งรายงานผลงานที่ดีตามที่เขาต้องการในทุกสิ้นเดือน แต่ลูกรัก… เขาไม่จำเป็นต้องรับคนเข้าเป็นหุ้นส่วนเพื่อให้ได้งานในแบบที่พ่อทำหรอก”
“แต่คุณพ่อบอกว่าพวกเขาพึ่งพาคุณพ่อนี่คะ”
“ก็พึ่งพาสิ แต่ไม่ใช่ว่าถ้าไม่มีพ่อแล้วเขาจะอยู่ไม่ได้” เขาหยุดคิด “พ่อไม่รู้จะพูดยังไงดี… คือพ่ออยากจะบอกว่า หลายปีมานี้พ่อรู้สึกแปลกๆ กับสิ่งที่แม่ลูกคิด พ่ออยากจะเห็นธุรกิจขายส่งยาที่มั่นคงกว่า แลมบ์ แอนด์ คอมพานี ในแถบอัลเลเกนี้นี้นัก—ไม่ได้บอกว่าใหญ่กว่านะ แต่บอกว่ามั่นคงกว่า—และมันก็น่าตลกที่คนซึ่งทำงานกับบริษัทแบบนี้มานานอย่างพ่อ กลับต้องมาได้ยินว่าที่นี่เป็น ‘รูหนู’ มันน่าตลกนะเมื่อเราคิดว่าตัวเองทำผลงานได้ดีในบริษัทแบบนี้ และผู้บริหารเองก็คิดแบบนั้นด้วย ถึงได้ให้เงินเดือนพ่อสูงเท่าที่มาตรฐานทั่วไปจะให้ได้… สิ่งที่พ่อจะบอกคือ อลิซ พ่อรู้สึกแปลกใจที่แม่ลูกคิดว่าที่นี่เป็นแค่… ความล้มเหลว”
น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือโดยไม่ตั้งใจ และสัญญาณของความอ่อนแอและอารมณ์นี้ส่งผลต่ออลิซอย่างมาก เธอโน้มตัวลงกอดเขาและแนบแก้มกับเขา “คุณพ่อผู้น่าสงสาร!” เธอพึมพำ “คุณพ่อที่น่าสงสารของหนู!”
“ไม่ ไม่” เขาพูด “พ่อไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ลูกไม่สบายใจ พ่อแค่คิดว่า—” เขาลังเล “พ่อแค่สงสัย… พ่อคิดว่ามันคงไม่เสียหายถ้าจะบอกว่าที่นั่นเป็นยังไง พ่อคิดว่าลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าที่นั่นเป็นที่ที่ดี พวกเขาเป็นนายจ้างที่ดีและให้เกียรติพ่อเสมอ อย่างเรื่องที่เขารับวอลเตอร์เข้าทำงานทันทีที่พ่อขอเมื่อปีที่แล้ว ลูกไม่คิดว่านั่นเป็นเพราะเขาให้เกียรติพ่อเหรอ อลิซ”
“ค่ะ คุณพ่อ” เธอตอบโดยไม่ขยับตัว
“และงานก็น่ารื่นรมย์มาก” เขาพูดต่อ “เด็กๆ ในแผนกของพ่อน่ารักมากเลยอลิซ จริงๆ แล้วทุกแผนกก็เป็นแบบนั้น บางวันพวกเราก็สนุกกันมากทีเดียว”
เธอเงยหน้าขึ้น “คงจะสนุกกว่าที่บ้านใน ‘บางวัน’ สินะคะคุณพ่อ!”
เขาประท้วงอย่างอ่อนแรง “พ่อไม่ได้หมายความแบบนั้น… พ่อไม่อยากให้ลูกต้องกังวล—”
เธอมองเขาผ่านแพขนตาที่กะพริบถี่ๆ “หนูขอโทษที่เคยเรียกที่นั่นว่า ‘รูหนู’ นะคะคุณพ่อ”
“ไม่ ไม่” เขาแย้งเบาๆ “แม่ลูกต่างหากที่เป็นคนพูด”
“ไม่ค่ะ หนูพูดด้วย”
“เอาเถอะ ถ้าลูกพูด ก็คงเป็นเพราะลูกได้ยินแม่พูดนั่นแหละ”
เธอส่ายหน้าแล้วจูบเขา “หนูจะไปคุยกับแม่ค่ะ” เธอพูดและลุกขึ้นอย่างเด็ดขาด
แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น น้ำเสียงที่กังวลของพ่อก็ดังขึ้นทันที “ลูกปล่อยแม่ไว้เถอะ พ่อแค่อยากคุยกับลูกนิดหน่อย พ่อไม่ได้อยากให้เกิดเรื่อง… แม่ลูกไม่—”
“โธ่ คุณพ่อ!” อลิซกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงและยิ้มให้เขา “เลิกกังวลได้แล้วค่ะ! ทุกอย่างจะเรียบร้อย และจะไม่มีใครมารบกวนคุณพ่อเรื่องนี้อีก คุณพ่อคอยดูนะ!”
เธอยังคงยิ้มจนกระทั่งเดินออกไปที่โถงทางเดิน แต่พอปิดประตูลง ใบหน้าของเธอกลับเต็มไปด้วยความสงสาร และคุณนายอดัมส์ที่รออยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามก็พูดด้วยน้ำเสียงเห็นใจ
“มีอะไรหรืออลิซ พ่อพูดอะไรที่ทำให้ลูกเสียใจเหรอ”
“รอเดี๋ยวค่ะแม่” อลิซหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับตาและจมูกที่เริ่มแดง เธอสะอื้นก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงอย่างสิ้นหวัง “คุณพ่อผู้น่าสงสาร… น่าสงสารที่สุดเลย!” เธอพึมพำ
“ทำไมล่ะ” คุณนายอดัมส์ถามเรียบๆ “เขาเป็นอะไร หรือบางทีลูกก็ทำเหมือนเขาไม่หายดี เขาพูดเรื่องอะไรกัน”
“แม่คะ… หนูว่าหนูเห็นแก่ตัวจังเลยค่ะ โอ๊ย จริงๆ นะคะ!”
“เขาบอกว่าลูกเห็นแก่ตัวเหรอ”
“คุณพ่อเหรอคะ? เปล่าค่ะ! หนูหมายถึง บางทีเราทั้งคู่คงเห็นแก่ตัวที่พยายามจะให้ท่านออกไปหางานใหม่”
คุณนายอดัมส์มีสีหน้าครุ่นคิด “อ้อ ที่แท้เขาก็พูดเรื่องนี้!”
“แม่คะ หนูว่าเราควรเลิกยุ่งเรื่องนี้เถอะค่ะ หนูไม่คิดเลยว่ามันจะทำให้ท่านเสียใจขนาดนี้”
“แล้วเขาไม่ทำให้เราเสียใจบ้างเหรอ”
“เท่าที่หนูรู้ ไม่เคยเลยค่ะแม่”
“แม่ไม่ได้หมายถึงการ ‘พูด’ จา” คุณนายอดัมส์อธิบายอย่างรำคาญ “การทำให้คนอื่นเสียใจมีตั้งหลายวิธี การที่ผู้ชายคนหนึ่งยึดติดกับเงินเดือนที่ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัว นั่นไม่เรียกว่าทำให้เสียใจเหรอ”
“โอ๊ย แต่มันก็ ‘เพียงพอ’ สำหรับเรานะคะแม่ เรามีทุกอย่างที่จำเป็น—ถ้าหนูไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป โอ๊ย หนู รู้ตัวค่ะว่าหนูเป็นแบบนั้น!”
แต่พอได้ยินคำยอมรับนี้ แม่ของเธอก็โพล่งขึ้นมาทันที “‘ฟุ่มเฟือย’ งั้นเหรอ! ลูกมีไม่ถึงหนึ่งในสิบของสิ่งที่เพื่อนสาวคนอื่นๆ เขามีด้วยซ้ำ และลูกก็ไม่มีทางได้ในสิ่งที่ควรจะได้ ตราบใดที่เขาไม่ยอมออกไปจากที่เฮงซวยนั่น ที่นั่นให้แค่ข้าวกับที่ซุกหัวนอน แต่มันจะไปพออะไร”
“หนูว่าเราไม่ควรพยายามเปลี่ยนท่านอีกแล้วค่ะ”
“ไม่ควรเหรอ” คุณนายอดัมส์เดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “ฟังนะอลิซ พ่อของลูกกำลังหลับใหล นั่นแหละคือปัญหา และเขาต้องถูกปลุกให้ตื่น เขาไม่รู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ตอนที่ลูกกับวอลเตอร์ยังเด็ก เราเคยมีพอ—หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนจะมีพอๆ กับคนอื่นที่เรารู้จัก แต่เมืองนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ยุคสมัยก็เปลี่ยนไป และ ‘ราคา’ ที่แพงหูฉี่พวกนี้ก็ไม่ใช่ราคาเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ยกเว้นพ่อของลูกที่ยังคงย่ำอยู่กับที่ เขาไม่รู้ตัวเลย เขาคิดว่าการที่ได้เงินเพิ่มปีละร้อยดอลลาร์ทุกสองปีทำให้เขาเป็นคนมั่งคั่ง! และเขาคิดว่าการที่ลูกๆ ใช้เงินมากกว่าที่เขาและแม่เคยใช้ตอนเด็กๆ คือการที่เขาให้ ‘เพียงพอ’ แล้ว!”
“แต่ว่าวอลเตอร์—” อลิซพูดตะกุกตะกัก “วอลเตอร์ไม่ต้องใช้เงินท่านแล้วนี่คะ” และเธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ทั้งหมดมันเป็นเพราะ… หนูคนเดียว!”
“แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ” แม่ของเธอร้องบอก “ลูกยังเด็ก นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตควรจะเต็มไปด้วยสิ่งดีๆ และความสุข แต่ลูกกลับได้อะไรล่ะ”
ริมฝีปากของอลิซสั่นระริก เธอไม่ได้เพิกเฉยต่อคำพูดนี้ แต่เธอก็พยายามแสร้งทำเป็นคัดค้าน “หนูก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้นตลอดเวลาหรอกค่ะ หนูมีของหลายอย่างที่เด็กคนอื่นเขามี—”
“มีเหรอ” คุณนายอดัมส์ประชดประชันอย่างน่าเวทนา “ลูกคงมีรถลิมูซีนไว้ไปงานเต้นรำคืนนี้สินะ? หรือแค่โทรสั่งร้านดอกไม้ให้ส่งกล้วยไม้มาให้? หรือว่าลูกมี—”
แต่อลิซขัดจังหวะรายการเหล่านั้น ดูเหมือนว่าในพริบตาเดียว อารมณ์ทั้งหมดก็หายไปและถูกแทนที่ด้วยท่าทางจริงจัง ราวกับคนที่กำลังพูดเรื่องไร้สาระแล้วถูกเตือนให้ระลึกถึงเรื่องสำคัญ เธอลุกจากเตียงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า “โอ้ ดูนี่สิคะ” เธอพูดอย่างกระฉับกระเฉง “หนูตัดสินใจจะใส่ชุดออร์แกนดี้สีขาว ถ้าแม่ช่วยใส่ซับในตัวใหม่ให้หนูได้ หนูเกรงว่าแม่คงต้องใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายเลย”
เธอนำชุดออกมาวางแผ่บนเตียง และคุณนายอดัมส์ก็ก้มลงพิจารณาอย่างละเอียด
“แม่คิดว่าทำทันไหมคะ”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” คุณนายอดัมส์ตอบพลางลูบเนื้อผ้าอย่างครุ่นคิด “คงใช้เวลาสักสี่ห้าชั่วโมง”
“น่าสงสารแม่ที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งที่จักรนานขนาดนั้น” อลิซพูดลอยๆ ก่อนเสริมว่า “และหนูมั่นใจว่าเราควรปล่อยคุณพ่อไว้เฉยๆ เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะค่ะแม่”
คุณนายอดัมส์ยังคงพิจารณาชุดนั้นต่อไป “ลูกซื้อผ้าชิฟฟอนกับริบบิ้นมาหรือยัง อลิซ”
“ซื้อแล้วค่ะ หนูมั่นใจว่าเราไม่ควรพูดเรื่องนี้กับท่านอีกแล้วนะคะแม่”
“เอาเถอะ เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
“เรามาตกลงกันนะคะว่าเราจะ ไม่ พูดเรื่องนี้กับท่านอีกแม้แต่คำเดียว” อลิซกล่าว “มันจะดีกว่ามากถ้าเราปล่อยให้ท่านตัดสินใจด้วยตัวเอง”

0 Comments