ตอนที่ 5
byบทที่ 4
เวลาผ่านไปสามสี่เดือนจนเข้าสู่ฤดูหนาว ผมไปโรงเรียนเกือบทุกวันจนเริ่มสะกดคำ อ่านออกเขียนได้นิดหน่อย แล้วก็ท่องสูตรคูณได้ถึงแค่หกคูณเจ็ดเป็นสี่สิบสอง ซึ่งผมว่าต่อให้มีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ผมก็คงไปได้ไกลกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ เพราะยังไงผมก็ไม่ได้ศรัทธาในวิชาคณิตศาสตร์อยู่แล้วด้วย
ช่วงแรกผมเกลียดโรงเรียนเข้าไส้ แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มทนได้ เวลาไหนที่รู้สึกเหนื่อยจนทนไม่ไหวผมก็จะโดดเรียน ซึ่งการโดนตีในวันรุ่งขึ้นก็ถือเป็นเรื่องดีที่ทำให้ผมรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้ ยิ่งไปโรงเรียนนานเข้าผมก็ยิ่งปรับตัวได้ง่ายขึ้น ผมเริ่มชินกับระเบียบของแม่ม่าย และท่านก็เลิกเข้มงวดกับผมด้วย การต้องอยู่ในบ้านและนอนบนเตียงทำให้ผมรู้สึกอึดอัดอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นก่อนที่อากาศจะหนาวจัด ผมมักจะแอบย่องออกไปนอนในป่าบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งนั่นแหละคือการพักผ่อนที่แท้จริงสำหรับผม แม้ผมจะชอบชีวิตแบบเดิมที่สุด แต่ตอนนี้ผมก็เริ่มจะชอบชีวิตแบบใหม่ขึ้นมานิดหน่อยแล้ว แม่ม่ายบอกว่าผมพัฒนาช้าแต่ชัวร์ และทำตัวน่าพอใจมาก ท่านบอกว่าไม่รู้สึกอับอายในตัวผมเลย
เช้าวันหนึ่ง ระหว่างมื้อเช้าผมเผลอทำโถใส่เกลือคว่ำ ผมรีบคว้าเกลือมาโปรยข้ามไหล่ซ้ายให้เร็วที่สุดเพื่อแก้เคล็ดไม่ให้โชคร้าย แต่คุณวัตสันไวกว่า เธอห้ามผมไว้ทันควันแล้วดุว่า "เอามือออกไปเลย ฮัคเคิลเบอร์รี่! ทำเลอะเทอะตลอดเลยนะเรา!" แม่ม่ายช่วยพูดแก้ต่างให้ผม แต่ผมรู้ดีว่านั่นไม่ได้ช่วยปัดเป่าโชคร้ายออกไปได้เลย หลังมื้อเช้าผมจึงเดินออกจากบ้านด้วยความกังวลและหวาดหวั่น ไม่รู้ว่าความซวยจะมาลงที่ตรงไหนและจะมาในรูปแบบใด วิธีแก้เคล็ดบางอย่างมันใช้ได้ผล แต่กับเรื่องนี้มันไม่ใช่ ผมเลยไม่ได้พยายามทำอะไรเป็นพิเศษ แค่เดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยวและคอยระแวดระวังตัว
ผมเดินลงไปที่สวนหน้าบ้านแล้วปีนข้ามรั้วไม้สูงๆ ออกไป บนพื้นมีหิมะใหม่ตกลงมาหนาประมาณนิ้วหนึ่ง และผมก็เหลือบไปเห็นรอยเท้าของใครบางคน รอยเท้านั้นเดินมาจากเหมืองหิน มาหยุดยืนอยู่ตรงรั้วครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินเลี้ยวอ้อมรั้วสวนไป มันแปลกดีที่เขายืนลังเลอยู่ตั้งนานแต่กลับไม่ยอมเข้ามาข้างใน ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมันถึงดูพิลึกแบบนี้ ตอนแรกผมกะจะเดินตามรอยนั้นไป แต่ก็ก้มลงสำรวจรอยเท้าให้แน่ใจก่อน ตอนแรกก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ แต่แล้วผมก็สังเกตเห็นว่าที่ส้นรองเท้าบูทข้างซ้ายมีรอยบากเป็นรูปกากบาทที่ทำจากตะปูตัวใหญ่ เพื่อใช้ไล่ปีศาจ
ผมดีดตัวลุกขึ้นทันทีแล้ววิ่งลงเนินอย่างรวดเร็ว คอยหันกลับไปมองข้างหลังเป็นระยะแต่ก็ไม่เห็นใคร ผมรีบบึ่งไปหาผู้พิพากษาแธตเชอร์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอไปถึงท่านก็ทักว่า
"อ้าว พ่อหนุ่ม หอบแฮกเลยนะเนี่ย มาขอรับดอกเบี้ยล่ะสิ?"
"เปล่าครับ" ผมตอบ "มีดอกเบี้ยของผมด้วยเหรอครับ?"
"มีสิ ดอกเบี้ยครึ่งปีเพิ่งเข้าเมื่อคืนนี้เอง มากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบดอลลาร์เชียวนะ สำหรับเธอแล้วถือเป็นเงินก้อนโตเลยล่ะ ฉันว่าให้ฉันช่วยลงทุนรวมกับเงินหกพันดอลลาร์ของเธอดีกว่า เพราะถ้าเธอเอาไปตอนนี้ เธอต้องใช้จนหมดแน่"
"ไม่ครับ" ผมบอก "ผมไม่อยากใช้เงิน และไม่อยากได้มันด้วย รวมถึงเงินหกพันนั่นด้วย ผมอยากให้ท่านรับไว้เถอะครับ ผมยกให้ท่านทั้งหมดเลย ทั้งหกพันและเงินก้อนนี้"
ท่านดูประหลาดใจมากและทำหน้าไม่ถูก "นี่เธอหมายความว่ายังไงกัน พ่อหนุ่ม?"
ผมบอกว่า "ได้โปรดอย่าถามอะไรผมเลยครับ ท่านจะรับไว้ไหมครับ?"
"ฉันงงไปหมดแล้ว มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?"
"รับไว้เถอะครับ" ผมอ้อนวอน "อย่าถามอะไรผมเลย ผมจะได้ไม่ต้องโกหก"
ท่านนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "อ๋อ! ฉันเข้าใจแล้ว เธอต้องการ ขาย ทรัพย์สินทั้งหมดให้ฉัน ไม่ใช่ยกให้ฟรีๆ สินะ แบบนี้สิถึงจะถูกต้อง"
จากนั้นท่านก็เขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษ อ่านทวน แล้วบอกว่า "เรียบร้อย เห็นไหม ตรงนี้เขียนว่า 'เพื่อเป็นการตอบแทน' หมายความว่าฉันได้ซื้อทรัพย์สินนี้จากเธอและจ่ายเงินให้แล้ว นี่ดอลลาร์นึงสำหรับเธอ ทีนี้เซ็นชื่อซะ"
ผมเซ็นชื่อแล้วก็เดินออกมา
จิม ทาสของคุณวัตสัน มีก้อนขนขนาดเท่ากำปั้นที่เอาออกมาจากกระเพาะที่สี่ของวัว ซึ่งเขาใช้มันทำนายโชคชะตา จิมบอกว่ามีวิญญาณสถิตอยู่ข้างในและรู้ทุกสรรพสิ่ง คืนนั้นผมจึงไปหาจิมแล้วบอกว่าพ่อกลับมาแล้ว เพราะผมเห็นรอยเท้าในหิมะ สิ่งที่ผมอยากรู้คือพ่อจะทำอะไร และจะพักอยู่ที่นี่ไหม จิมหยิบก้อนขนออกมาท่องมนต์บางอย่าง แล้วชูขึ้นก่อนจะปล่อยให้ตกลงบนพื้น ก้อนขนตกลงมาทื่อๆ และกลิ้งไปได้เพียงนิ้วเดียว จิมลองอีกครั้งสองครั้ง แต่มันก็เป็นเหมือนเดิม เขาจึงคุกเข่าลงแนบหูกับก้อนขนเพื่อฟังเสียง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จิมบอกว่าบางครั้งมันจะไม่ยอมพูดถ้าไม่มีเงินติดสินบน ผมจึงบอกจิมว่าผมมีเหรียญควอเตอร์ปลอมสภาพลื่นปรื๊ดเหรียญหนึ่ง ซึ่งใช้ไม่ได้เลยเพราะมีเนื้อทองเหลืองโผล่พ้นสีเงินออกมานิดหน่อย และต่อให้มองไม่เห็นทองเหลือง มันก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ดีเพราะผิวสัมผัสมันลื่นจนรู้สึกเหมือนเปื้อนน้ำมัน ใครเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นของปลอม (แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกเรื่องเงินหนึ่งดอลลาร์ที่ได้จากผู้พิพากษา) ผมบอกจิมว่ามันเป็นเงินที่ห่วยมาก แต่บางทีก้อนขนอาจจะรับไว้เพราะมันอาจจะแยกไม่ออก จิมลองดม ลองกัด และลองถูเหรียญนั้นดู แล้วบอกว่าเขามีวิธีทำให้ก้อนขนเชื่อว่าเป็นของจริง เขาจะผ่ามันฝรั่งดิบแล้วยัดเหรียญไว้ข้างในตลอดทั้งคืน พอถึงเช้า รอยทองเหลืองจะหายไปและความลื่นก็จะหมดไป จนคนในเมืองยังหลงเชื่อ นับประสาอะไรกับก้อนขน ซึ่งผมก็เคยได้ยินว่ามันทำได้จริงแต่ดันลืมไปเสียสนิท
จิมวางเหรียญควอเตอร์ไว้ใต้ก้อนขน แล้วก้มลงฟังอีกครั้ง คราวนี้เขาบอกว่าก้อนขนยอมพูดแล้ว และสามารถทำนายดวงชะตาของผมได้ทั้งหมดถ้าผมต้องการ ผมจึงบอกให้เขาเริ่มเลย ก้อนขนสื่อสารกับจิม และจิมก็ถ่ายทอดคำทำนายให้ผมฟังว่า
"พ่อของเจ้าน่ะ ตอนนี้เขายังไม่รู้หรอกว่าจะเอายังไง บางทีเขาก็คิดจะไป บางทีเขาก็คิดจะอยู่ ทางที่ดีที่สุดคือทำใจให้สบายแล้วปล่อยให้ตาแก่นั่นตัดสินใจเอง ตอนนี้มีเทวดาสององค์วนเวียนอยู่รอบตัวเขา องค์หนึ่งสีขาวนวลสว่าง อีกองค์หนึ่งสีดำสนิท พอองค์สีขาวชักนำให้เขาทำดีได้แป๊บเดียว องค์สีดำก็โผล่มาปั่นป่วนจนพังพินาศ ใครจะไปรู้ว่าสุดท้ายแล้วองค์ไหนจะลากเขาไป แต่สำหรับเจ้าน่ะไม่มีปัญหา ชีวิตเจ้าจะต้องเจอทั้งความลำบากและความสุขอย่างมาก บางครั้งเจ้าจะบาดเจ็บ บางครั้งจะเจ็บป่วย แต่ทุกครั้งเจ้าจะหายดีเสมอ และในชีวิตนี้จะมีผู้หญิงสองคนวนเวียนอยู่รอบตัวเจ้า คนหนึ่งผิวขาว อีกคนผิวเข้ม คนหนึ่งรวย อีกคนจน เจ้าจะได้แต่งงานกับคนจนก่อน แล้วค่อยไปแต่งกับคนรวยในภายหลัง อ้อ แล้วเจ้าควรอยู่ห่างจากน้ำให้มากที่สุด อย่าเสี่ยงเด็ดขาด เพราะในคำทำนายบอกว่าเจ้าจะถูกแขวนคอ"
คืนนั้น พอผมจุดเทียนแล้วเดินขึ้นไปบนห้อง ปรากฏว่าพ่อของผมนั่งรออยู่ตรงนั้นจริงๆ!

0 Comments