IV

    "ในช่วงที่ผมถูกกักบริเวณอยู่ วันหนึ่งทีแบร์จมาเยี่ยมผม ผมแปลกใจที่เขาเข้ามาทักทายด้วยความดีใจและสนิทสนมอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยรู้สึกว่าเขามีความผูกพันกับผมเป็นพิเศษเกินกว่าเพื่อนวัยเดียวกันทั่วไปเลย แต่ในช่วงห้าหกเดือนที่ไม่ได้เจอกัน เขาเปลี่ยนไปมาก ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทั้งสีหน้าท่าทางและวิธีการพูดจาทำให้ผมรู้สึกเลื่อมใส เขาพูดกับผมในฐานะที่ปรึกษามากกว่าเพื่อนร่วมชั้น เขาแสดงความเสียดายที่ผมเคยหลงผิด และยินดีที่ผมกลับตัวได้ ซึ่งเขาเชื่อว่าครั้งนี้ผมตั้งใจจริง ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการเตือนให้ผมนำบทเรียนจากความผิดพลาดในวัยเยาว์มาใช้ และตาสว่างเสียทีว่าความสุขทางโลกนั้นว่างเปล่าเพียงใด ผมมองเขาด้วยความประหลาดใจ ซึ่งเขาก็สังเกตเห็นได้ทันที

    'คุณเชอวาลิเยร์ที่รัก' เขาพูดกับผม 'ผมจะบอกแต่ความจริงที่ผมไตร่ตรองมาอย่างดีที่สุดแล้ว ผมเองก็เคยมีความโหยหาในกามารมณ์ไม่ต่างจากคุณ แต่สวรรค์ทรงเมตตาประทานใจที่รักในคุณธรรมให้ผมด้วย ผมจึงใช้เหตุผลเปรียบเทียบผลลัพธ์ของทั้งสองทาง และได้รับความช่วยเหลือจากเบื้องบนในการนำทางความคิด จนในที่สุดผมก็รู้สึกรังเกียจโลกีย์อย่างที่สุด คุณพอจะเดาออกไหมว่าอะไรที่ยังรั้งผมไว้ในโลกนี้ และทำให้ผมไม่เลือกไปใช้ชีวิตโดดเดี่ยว? คำตอบคือมิตรภาพที่จริงใจที่ผมมีต่อคุณนั่นเอง ผมรู้ว่าคุณเป็นคนเก่งและมีจิตใจดี คุณสามารถเป็นคนดีเลิศได้ไม่ยาก เพียงแต่ถูกสิ่งล่อใจดึงออกนอกเส้นทางไปชั่วขณะ ซึ่งมันน่าเสียดายต่อคุณธรรมยิ่งนัก ตอนที่คุณหนีออกจากอามิย็อง ผมเสียใจมากจนไม่มีความสุขเลยแม้แต่นาทีเดียว คุณคงเดาได้จากสิ่งที่ผมทำหลังจากนั้น'

    จากนั้นเขาเล่าว่า หลังจากรู้ว่าผมหลอกเขาเพื่อหนีไปกับคนรัก เขาได้จัดหา ม้าเพื่อตามหาผม แต่เพราะผมออกตัวนำไปก่อนหลายชั่วโมง เขาจึงตามไม่ทัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ไปถึงแซ็งเดอนีหลังจากผมจากไปเพียงครึ่งชั่วโมง และมั่นใจว่าผมต้องแวะที่ปารีส เขาจึงใช้เวลาหกสัปดาห์ที่นั่นพยายามตามหาผมอย่างไม่ลดละ ไปทุกที่ที่คิดว่าผมจะอยู่ จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งเขาบังเอิญเห็นคนรักของผมที่โรงละคร เธอแต่งตัวหรูหราจนเขาคิดว่าคงมีคนรักใหม่ เขาจึงตามรถม้าไปจนถึงบ้านและรู้จากคนรับใช้ว่าเธอได้รับการดูแลอย่างดีจาก ม. เดอ บี— 'แต่ผมไม่หยุดแค่นั้น' เขาเล่าต่อ 'วันรุ่งขึ้นผมกลับไปที่บ้านเธออีกครั้งเพื่อถามจากปากเธอว่าคุณเป็นอย่างไรบ้าง แต่พอเธอได้ยินชื่อคุณ เธอก็สะบัดหน้าหนีทันที ผมจึงต้องกลับต่างจังหวัดโดยไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม จนกระทั่งได้รู้รายละเอียดเรื่องราวของคุณและความเดือดร้อนที่เธอสร้างไว้ แต่ผมยังไม่กล้ามาเยี่ยมจนกว่าจะมั่นใจว่าจิตใจของคุณสงบลงแล้ว'

    'คุณเจอมานงแล้วหรือ!' ผมอุทานพร้อมถอนหายใจ 'โธ่ คุณโชคดีกว่าผมที่ถูกลิขิตให้ไม่มีวันได้เห็นหน้าเธออีก' ทีแบร์จตำหนิผมที่ถอนหายใจ เพราะมันแสดงว่าผมยังตัดใจจากผู้หญิงทรยศคนนั้นไม่ได้ แต่เขาก็รู้จักใช้คำพูดเยินยอความดีของผมอย่างมีชั้นเชิง จนแม้แต่การเยี่ยมครั้งแรกนี้ เขาก็สามารถทำให้ผมเริ่มอยากละทิ้งความสุขทางโลกและหันเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตามเขา

    ความคิดนี้ช่างประจวบเหมาะกับสภาพจิตใจของผมในตอนนั้นจนผมไม่คิดเรื่องอื่นเลย ผมนึกถึงคำแนะนำของบิชอปแห่งอามิย็องที่เคยบอกแบบเดียวกัน และนึกถึงความสุขที่ท่านทำนายไว้หากผมเลือกทางนี้ ความศรัทธาเริ่มเข้ามามีบทบาท 'ผมจะใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์ตามหลักคริสต์ศาสนา' ผมบอกตัวเอง 'ผมจะแบ่งเวลาให้กับการศึกษาและศาสนา ซึ่งจะทำให้ผมไม่มีเวลาว่างไปพัวพันกับความรักที่อันตราย ผมจะละทิ้งสิ่งที่โลกชื่นชม และเมื่อใจผมปรารถนาเพียงสิ่งที่ควรค่าแก่การเคารพ ความกังวลของผมก็จะลดน้อยลงตามความต้องการที่ลดลง'

    ผมเริ่มวาดฝันถึงชีวิตที่สงบและสันโดษ จินตนาการถึงที่พักกลางป่า มีลำธารใสไหลผ่านสวน มีห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือคัดสรร มีกลุ่มเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนที่ทรงคุณธรรมและมีปัญญา และมีอาหารที่เรียบง่ายแต่พอดี นอกจากนี้ผมยังคิดว่าจะเขียนจดหมายติดต่อกับเพื่อนในปารีสเพื่อให้คอยส่งข่าวคราวเรื่องบ้านเมือง ไม่ใช่เพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่เพื่อให้ได้ผ่อนคลายด้วยการรับรู้และเวทนาความวุ่นวายโง่เขลาของมนุษย์ 'แบบนี้ผมจะไม่มีความสุขหรือ? ความปรารถนาสูงสุดของผมจะไม่สมหวังหรือ?' แผนการนี้ช่างน่าดึงดูดใจยิ่งนัก แต่หลังจากวางรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบและรอบคอบนี้แล้ว ผมกลับรู้สึกว่าหัวใจยังคงโหยหาบางอย่าง และเพื่อให้การปลีกวิเวกนี้สมบูรณ์แบบที่สุด ผมคิดว่าถ้าได้แบ่งปันชีวิตนี้กับมานงด้วยก็คงจะดี

    เมื่อทีแบร์จยังคงมาเยี่ยมบ่อยๆ เพื่อให้ผมมั่นใจในเป้าหมาย ผมจึงหาโอกาสปรึกษาเรื่องนี้กับพ่อ ท่านบอกว่าตั้งใจจะให้ลูกๆ มีอิสระในการเลือกอาชีพอยู่แล้ว ไม่ว่าผมจะตัดสินใจอย่างไร ท่านขอเพียงแค่ได้ให้คำปรึกษา ซึ่งคำแนะนำของท่านในครั้งนี้ก็ชาญฉลาดมาก และยิ่งทำให้ผมมั่นใจในตัวท่านและตัดสินใจเดินหน้าตามแผนเดิม

    เมื่อใกล้ถึงเวลาเปิดภาคเรียน ผมกับทีแบร์จตกลงจะเข้าเรียนที่แซ็งซูลปิสด้วยกัน โดยเขาจะศึกษาด้านเทววิทยาและผมจะเริ่มศึกษาในทางเดียวกัน ด้วยความสามารถของทีแบร์จซึ่งเป็นที่ยอมรับของบิชอปในเขตนั้น ทำให้เขาได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับตำแหน่งทางศาสนาหลังจากเรียนจบ

    พ่อของผมคิดว่าผมหายจากความลุ่มหลงแล้ว จึงไม่คัดค้านให้ผมเดินทาง เรามาถึงปารีส เครื่องหมายกางเขนแห่งมอลตาถูกแทนที่ด้วยชุดนักบวช และชื่อ 'เชอวาลิเยร์ เดอ กรีเยอ' ก็ถูกเปลี่ยนเป็น 'อับเบ เดอ กรีเยอ' ผมทุ่มเทให้กับการศึกษาอย่างหนักจนก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ผมไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่าแม้แต่นาทีเดียว และใช้เวลาศึกษาแม้กระทั่งในยามค่ำคืน จนชื่อเสียงของผมโด่งดังและได้รับคำชื่นชมว่าคงจะได้เกียรตินิยมอย่างแน่นอน และโดยที่ผมไม่ต้องร้องขอ ชื่อของผมก็ถูกเสนอให้รับตำแหน่งทางศาสนาที่ว่างอยู่ ผมไม่ละเลยเรื่องความศรัทธาและปฏิบัติศาสนกิจด้วยความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ทีแบร์จภูมิใจมากที่เห็นผลลัพธ์จากความพยายามของเขา หลายครั้งที่ผมเห็นเขาร้องไห้ด้วยความปิติเมื่อเห็นว่าผม 'กลับตัวได้สมบูรณ์แบบ' แล้ว

    ผมไม่เคยแปลกใจที่การตัดสินใจของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ ความหลงใหลอย่างหนึ่งอาจสร้างปณิธานขึ้นมา แต่อีกอย่างอาจทำลายมันลงได้ แต่เมื่อผมมองย้อนกลับไปถึงแรงจูงใจอันศักดิ์สิทธิ์ที่นำผมไปสู่แซ็งซูลปิส และความสุขใจที่ได้ปฏิบัติตามนั้น ผมกลับรู้สึกขนลุกที่ตัวเองทรยศต่อสิ่งเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน หากสวรรค์ทรงประทานความช่วยเหลือให้มนุษย์ก้าวข้ามอุปสรรคได้จริง ผมก็อยากจะรู้เหลือเกินว่า พลังอำนาจเลวร้ายชนิดใดที่ทำให้เราหันเหออกจากเส้นทางแห่งหน้าที่ได้อย่างกะทันหัน โดยไม่มีแรงต้านทาน และไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิดในใจ

    ในตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองปลอดภัยจากอันตรายของความรักแล้ว ผมจินตนาการว่าผมยอมอ่านหนังสือของนักบุญออกัสตินเพียงหน้าเดียว หรือนั่งสมาธิแบบคริสต์เพียงสิบห้านาที ดีกว่าความสุขทางกามารมณ์ทุกรูปแบบ แม้แต่ความสุขที่ได้อยู่กับมานงก็ตาม แต่แล้วช่วงเวลาโชคร้ายเพียงชั่วขณะก็ผลักผมให้ดิ่งลงสู่เหวอีกครั้ง และความพินาศครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิม เพราะเมื่อตกลงมาในระดับความลึกเท่ากับที่เคยถูกช่วยขึ้นมา ความผิดพลาดครั้งใหม่ๆ กลับฉุดผมให้จมลึกลงไปในขุมนรกแห่งกิเลสยิ่งกว่าเดิม ผมใช้เวลาในปารีสเกือบปีโดยไม่ได้ข่าวคราวของมานง ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่สืบหาข่าว แต่คำแนะนำของทีแบร์จและการเตือนสติตัวเองทำให้ผมชนะใจตัวเองได้ เดือนสุดท้ายผ่านไปอย่างสงบจนผมคิดว่าความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิงที่ทรงเสน่ห์แต่ทรยศคนนั้นกำลังจะเลือนหายไปตลอดกาล

    จนถึงวันที่ผมต้องเข้ารับการสอบสาธารณะในวิชาเทววิทยา ผมได้เชิญผู้มีชื่อเสียงหลายท่านมาเป็นเกียรติในงาน ชื่อของผมถูกพูดถึงไปทั่วปารีส และไปถึงหูของผู้ที่เคยทรยศผมด้วย เธออาจจะงงเล็กน้อยที่เห็นชื่อผมมีคำนำหน้าว่า 'อับเบ' แต่ด้วยความอยากรู้ หรืออาจจะเป็นความรู้สึกผิดที่เคยไม่ซื่อสัตย์ (ซึ่งผมไม่มีวันรู้เลยว่าเธอทำเพราะอะไร) ทำให้เธอสนใจชื่อที่เหมือนกับผม และเธอก็มาที่ซอร์บอนน์พร้อมกับผู้หญิงอีกหลายคนเพื่อร่วมฟังการสอบ และแน่นอนว่าเธอจำผมได้ทันที

    ผมไม่มีทางรู้เลยว่าเธออยู่ที่นั่น เพราะในสถานที่แบบนี้จะมีที่นั่งส่วนตัวสำหรับสุภาพสตรีซึ่งมีม่านกั้นไว้ ผมกลับถึงแซ็งซูลปิสพร้อมกับคำชื่นชมและเกียรติยศมากมาย ตอนนั้นเป็นเวลาหกโมงเย็น ทันทีที่ผมกลับมา มีคนแจ้งว่ามีสุภาพสตรีท่านหนึ่งขอเข้าพบ ผมจึงเดินออกไปหา และพระเจ้า! ผมตกใจแทบสิ้นสติ

    เธอคือมานง เธอคือมานงจริงๆ และเธอดูมีเสน่ห์และเปล่งประกายยิ่งกว่าที่ผมเคยเห็นมา ตอนนี้เธออายุสิบแปดปี ความงามของเธอนั้นเกินกว่าจะบรรยายได้ ท่วงท่าที่สง่างาม สีหน้าที่อ่อนหวาน และท่าทางที่น่าดึงดูด ทำให้เธอดูเหมือนเป็นตัวแทนของความรักอย่างแท้จริง เป็นความงามที่สมบูรณ์แบบเกินกว่าจะเป็นมนุษย์

    ผมยืนตะลึงราวกับถูกมนต์สะกด ไม่รู้ว่าเธอมาหาด้วยจุดประสงค์อะไร ผมได้แต่ยืนตัวสั่นและก้มหน้า รอจนกว่าเธอจะพูดอะไรออกมา ตอนแรกเธอก็ดูประหม่าไม่แพ้ผม แต่เมื่อเห็นว่าผมไม่ยอมพูด เธอก็ยกมือขึ้นซับน้ำตาที่เริ่มไหล และพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า เธอรู้ดีว่าการทรยศของเธอทำให้ผมเกลียดชัง แต่ถ้าผมเคยรักเธอจริง การปล่อยให้เวลาผ่านไปสองปีโดยไม่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ และการที่เห็นเธอตกอยู่ในสภาพทุกข์ใจขนาดนี้แต่กลับไม่ยอมพูดกับเธอแม้แต่คำเดียว มันช่างใจร้ายเหลือเกิน ผมไม่สามารถบรรยายความรู้สึกในตอนที่ได้ฟังคำตัดพ้อนั้นได้เลย

    เธอนั่งลง ส่วนผมยังคงยืนอยู่และเบือนหน้าหนี เพราะไม่กล้าสบตาเธอ ผมพยายามจะตอบหลายครั้งแต่พูดไม่ออก จนในที่สุดผมก็รวบรวมความกล้าและอุทานออกมาด้วยความโศกเศร้าว่า 'มานงคนทรยศ! ยัยคนทรยศ!' เธอร้องไห้โฮและบอกว่าไม่ได้ต้องการจะแก้ตัวเรื่องที่เธอไม่ซื่อสัตย์ 'แล้วคุณต้องการอะไร!' ผมตะโกนถาม 'ฉันอยากตาย' เธอตอบ 'ถ้าคุณไม่คืนหัวใจดวงนั้นให้ฉัน เพราะถ้าไม่มีมัน ฉันก็มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้' 'งั้นก็เอาชีวิตผมไปด้วยเลย ยัยคนไม่ซื่อสัตย์!' ผมตะโกนพร้อมน้ำตาที่ไหลพราก 'เอาชีวิตผมไปด้วยเลย! เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่ผมเหลือจะให้คุณได้ เนื่องจากหัวใจของผมไม่เคยหยุดรักคุณเลย'

    ทันทีที่ผมพูดจบ เธอก็ลุกขึ้นด้วยความดีใจและโผเข้ากอดผม เธอระดมจูบและพรมจูบผมไม่หยุด พร้อมเรียกผมด้วยคำหวานทุกคำที่คนรักใช้เรียกกัน ผมยังคงแสร้งทำเป็นเย็นชา แต่การเปลี่ยนจากความสงบเงียบที่ผมได้รับมาตลอด มาสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกและสูบฉีดไปตามเส้นเลือด ทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นและลางสังหรณ์ว่าชีวิตของผมกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และกำลังจะก้าวเข้าสู่ตัวตนใหม่

    เรานั่งลงใกล้ชิดกัน ผมกุมมือเธอไว้ 'อา มานง' ผมพูดด้วยสายตาเศร้า 'ผมไม่เคยคิดเลยว่าความรักแบบผมจะถูกตอบแทนด้วยการทรยศ! การหักหลังหัวใจที่ยอมเป็นทาสคุณอย่างสมบูรณ์ และมีความสุขเพียงแค่ได้ทำตามใจคุณ มันเป็นชัยชนะที่น่าสมเพชที่สุด บอกผมทีว่าในบรรดาคนอื่น คุณเคยเจอใครที่รักและซื่อสัตย์เท่าผมไหม? ไม่มีทาง! ผมเชื่อว่าโลกนี้คงไม่มีหัวใจดวงไหนที่ถูกสร้างมาเหมือนของผม บอกผมหน่อยเถอะว่าคุณเคยนึกเสียใจบ้างไหม? และผมจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าความรู้สึกที่พาคุณกลับมาหาผมในวันนี้จะยั่งยืน? ผมเห็นชัดเลยว่าคุณสวยขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ผมขอร้องล่ะมานงที่รัก โดยเห็นแก่ความทุกข์ทรมานที่ผ่านมาของผม บอกผมที… ต่อจากนี้ไป คุณจะซื่อสัตย์กับผมได้จริงไหม?'"

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note