ตอนที่ 7
byนิโคลัสกระโดดลงจากรถม้าทันที ส่วนคนรับใช้ที่ล้มลงไปก็รีบลุกขึ้นด้วยท่าทางตื่นตระหนกมากกว่าจะบาดเจ็บ จากนั้นรถม้าก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังสนามแข่งม้า โดยมีผมเดินตามไปติดๆ
หลังจากนั้นผมได้เห็นสนามแข่งม้ามาอีกหลายแห่ง แต่ไม่มีที่ไหนจะเทียบได้กับที่นี่ โดยเฉพาะความหรูหราของเสื้อผ้าผู้คนที่มาชมงาน ผมเคยได้ยินคนพูดกันว่าในปีก่อนๆ จะมีคนมามากกว่านี้มหาศาล สิ่งนี้เองที่เป็นสัญญาณเดียวที่บ่งบอกว่าสงครามกำลังดำเนินอยู่ เพราะเหล่าชนชั้นสูงที่มาร่วมงานมีจำนวนน้อยนิด เนื่องจากเกือบทุกคนเดินทางไปยังชาร์ลสทาวน์หรือที่อื่นๆ กันหมดแล้ว ผมจำภาพเหตุการณ์ตอนนั้นได้ลางๆ เหมือนสีสันที่วูบผ่านตา ทั้งการเฉลิมฉลอง เสียงหัวเราะ และงานเลี้ยง ซึ่งช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพที่ผมเห็นที่อ่าวชาร์ลสทาวน์ก่อนหน้านี้ แต่นี่แหละคือโลก ความวุ่นวายอาจเกิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่ง ในขณะที่บ้านข้างๆ กลับมีแต่ความสงบสุข ความโศกเศร้าเกิดขึ้นที่นี่ แต่ความยินดีกลับอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ลี้
เย็นวันนั้น นิโคลัสเล่นพิเรนทร์ครั้งหนึ่งซึ่งเกือบจะทำให้เขาต้องชดใช้อย่างหนัก เลดี้เทมเพิลจัดกลุ่มคนจากเทมเพิลโบว์ไปที่สนามแข่ง มีรถม้าอีกสองคันตามมาพร้อมกับสุภาพบุรุษที่ขี่ม้ามาด้วย ขณะที่ผมกับนิคกำลังวิ่งเล่นอยู่ในคอกม้า เราก็บังเอิญไปเจอคุณแฮร์รี่ ริดเดิล ยืนอยู่กับสุภาพบุรุษร่างท้วมผิวคล้ำคนหนึ่ง ซึ่งกำลังนับเหรียญทองจำนวนมากในมือแล้วส่งให้คุณริดเดิล
“โชคดีจริงๆ!” สุภาพบุรุษร่างท้วมกล่าวพลางศอกใส่สีข้างคุณริดเดิล “ได้นั่งรถกลับกับเธอ แถมยังชนะพนันจนกวาดเงินฉันไปหมดตัวเลยนะ”
“คืนนี้ตอนเราเล่นกัน คุณจะได้มันคืนแน่ ดาร์นลีย์” คุณริดเดิลตอบอย่างหงุดหงิด “ส่วนเรื่องที่นั่งบนรถม้า เชิญคุณเอาไปได้เลย เพราะเจ้าเด็กแสบนั่นจองที่นั่งด้านหน้าไปแล้ว”
“ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กนั่น” สุภาพบุรุษร่างท้วมสบถ “งั้นฉันเอาที่นั่งนั่นเอง ส่วนคุณก็ขี่ม้าของฉันไปแล้วกัน ฉันว่ามันน่าจะรับน้ำหนักคุณไหว” เขาพูดพลางหัวเราะร่วนในลำคอ
คุณริดเดิลเดินจากไปด้วยอารมณ์บูดบึ้งถึงขีดสุด ผมได้ยินเขาด่าทอคนดูแลม้าผิวสีของสุภาพบุรุษคนนั้นขณะขึ้นม้าตัวใหญ่ และยังด่าม้าอีกรอบตอนที่มันพยองและกระโดดโลดเต้น ในขณะที่สุภาพบุรุษร่างท้วมยืนหัวเราะเยาะความซวยของคุณริดเดิลอยู่ที่ประตูรถม้า สุดท้ายสุภาพบุรุษคนนั้นก็ได้นั่งรถกลับบ้านกับคุณนายเทมเพิล ส่วนนิคต้องไปขึ้นรถคันอื่น ซึ่งภายหลังผมถึงรู้ว่าเขาถูกติดสินบนด้วยเงินหนึ่งกิเนีย ส่วนคุณริดเดิลก็ขี่ม้าตัวยักษ์เกือบจะชนโพนี่ของผมอยู่หลายครั้ง แถมยังด่าผมเปิงอีกด้วย
คืนนั้นมีการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างรื่นเริงในห้องอาหารใหญ่ที่เทมเพิลโบว์ ผมกับนิคแอบมองลงมาจากหน้าต่างระเบียง ภาพที่เห็นช่างงดงาม โต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวยาวสะท้อนแสงเทียนสีเหลืองนวล บนโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องเงินแวววาวและจานอาหารเลิศรส เหล่าสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในชุดหรูหรา รวมถึงคนรับใช้ที่เดินกันขวักไขว่ ทุกอย่างดูเหมือนโลกใบใหม่ที่แปลกตาสำหรับผม หลังจากพวกผู้หญิงแยกย้ายกันไป พวกผู้ชายก็ดื่มไวน์และหัวเราะเสียงดังกับมุกตลกก่อนจะย้ายเข้าไปในห้องนั่งเล่น ผมสังเกตเห็นว่ามีเพียงคุณแฮร์รี่ ริดเดิล ที่นั่งเงียบขรึมและดูหงุดหงิด แถมยังดื่มหนักกว่าคนอื่น
“เดวี่ มานี่เร็ว” นิคกระซิบ “ไปแอบดูพวกเขากันอีกรอบเถอะ”
“แต่จะไปยังไงล่ะ” ผมถาม เพราะหน้าต่างห้องนั่งเล่นอยู่สูงจากพื้นพอสมควร และฝั่งนั้นไม่มีระเบียง
“เดี๋ยวฉันนำเอง” นิคพูดพลางวิ่งลงไปในสวน หลังจากควานหาในความมืดอยู่พักหนึ่ง เขาก็เจอบันไดที่คนสวนพิงไว้กับต้นไม้ เราช่วยกันลากบันไดอย่างทุลักทุเลมาพิงไว้ใต้หน้าต่างห้องนั่งเล่น จากนั้นเราทั้งคู่ก็ค่อยๆ ปีนขึ้นไปด้านบนแล้วชะโงกหน้ามองเข้าไป
คนในห้องกำลังเล่นไพ่กันอย่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงพูดคุยเบาๆ เป็นระยะ โต๊ะตัวเล็กๆ ถูกวางเรียงรายอยู่ริมหน้าต่าง และบังเอิญว่าคุณแฮร์รี่ ริดเดิล นั่งอยู่ใกล้เรามากจนแทบจะเอื้อมมือถึง ทางขวาของเขาคือคุณดาร์นลีย์ สุภาพบุรุษร่างท้วม และมีสุภาพสตรีอีกสองท่านนั่งอยู่ด้วย ระหว่างคุณริดเดิลกับคุณดาร์นลีย์มีกองเหรียญเงินและเหรียญทองวางอยู่ เนื่องจากบนยอดบันไดไม่มีที่พอสำหรับเราสองคน ผมจึงยอมให้นิคขึ้นไปแทน ส่วนผมขยับลงมานั่งขั้นล่าง สักพักผมเห็นนิคยืดตัวขึ้น เอื้อมมือเข้าไปในห้อง แล้วรีบหดมือกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ดูนี่สิ” เขากระซิบพลางหัวเราะคิกคักแล้วยื่นมือให้ผมดู
ในมือนั้นเต็มไปด้วยเงิน
“แต่นี่มันคือการขโมยนะนิค” ผมพูดด้วยความตกใจ
“เดี๋ยวฉันก็คืนให้สิ” เขากระซิบตอบอย่างไม่พอใจ
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงโต้เถียงกันดังลั่น ตามด้วยเสียงเลื่อนเก้าอี้และเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนหนึ่ง ท่ามกลางความเงียบที่ตามมา ผมได้ยินเสียงคุณริดเดิลพูดด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ว่า
“คุณดาร์นลีย์ คุณมันหัวขโมย!”
“คุณค่อยมาตอบคำถามเรื่องนี้ตอนสร่างเมาแล้วกันครับ” คุณดาร์นลีย์ตอบกลับ
เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงผู้คนในห้องที่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตื่นตระหนก ผมกับนิครีบปีนลงจากบันได และเราก็ได้ทำสิ่งที่แย่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือการยกบันไดหนีไปด้วย
คืนนั้นผมแทบไม่ได้นอน ผมพยายามอ้อนวอนให้นิคขึ้นไปคืนเงินในห้องนั่งเล่น แต่เขากลับดื้อรั้นอย่างประหลาด
“ถือว่าเป็นการสั่งสอนแฮร์รี่ที่ทำกับฉันวันนี้แล้วกัน” เขาตอบ
ผมคิดจะไปหาคุณเมสัน แต่ท่านเดินทางขึ้นเหนือไปเยี่ยมชาวบ้านที่ป่วย ผมเห็นโลกมาพอที่จะรู้ว่าสุภาพบุรุษสามารถฆ่ากันตายได้ด้วยเรื่องเล็กน้อยกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนั่งเล่นคืนนี้เสียอีก แม้ผมจะไม่ชอบหน้าคุณริดเดิล และไม่ได้เป็นเพื่อนกับคุณดาร์นลีย์ แต่ผมก็ไม่อยากเห็นใครต้องตายเพราะเรื่องเล่นพิเรนทร์ แต่นิคไม่ฟังผมเลย เขากลับหลับปุ๋ยไปทั้งที่ผมยังรบเร้า
“เดวี่” เขาพูดพลางหยิกผม “นายรู้ไหมว่านายเป็นตัวอะไร”
“ไม่รู้” ผมตอบ
“นายมันยัยแก่ขี้กลัว” เขาพูดทิ้งท้ายแค่นั้นแล้วก็หลับไป แต่ผมยังคงนอนลืมตาโพลงและครุ่นคิดถึงเรื่องที่บรีดเคยเล่าให้ฟังในเช้าวันที่อากาศร้อนจัดที่ชาร์ลสทาวน์ บรีดเล่าเรื่องราวของพวกชนชั้นสูงด้วยน้ำเสียงกระซิบที่ดูยำเกรงจนผมไม่ค่อยเข้าใจ สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่บ้าบอมาก โดยเฉพาะเรื่องการดวล ซึ่งมีระเบียบแบบแผนและพิธีรีตองเคร่งครัดราวกับกฎหมาย
“นายเคยเห็นการดวลไหม บรีด” ผมเคยถาม
“เคยสิครับท่าน” บรีดตอบอย่างมีจริตพลางกลอกตา
“ที่ไหนล่ะ”
“ที่ริมฝั่งแม่น้ำตรงเทมเพิลโบว์ตอนเช้ามืดครับ ปกติเขาจะดวลกันตอนรุ่งสาง”
บรีดยังบอกผมด้วยว่าตอนนั้นเขาแอบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่กวนใจผม พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แต่มันฟังดูคล้ายๆ กับ “แคลมเชลล์” (Clam Shell) ผมจำได้ว่าบรีดแอบมองการดวลดาบผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างที่ปิดสนิท โดยต้องต่อสู้กับความกลัวผีในบ้านและความตื่นเต้นของเหตุการณ์ข้างนอก พอแสงแรกของวันส่องเข้ามาในห้อง ผมจึงปลุกนิค
“ฟังนะ” ผมบอก “นายรู้จักสถานที่ที่เรียกว่าแคลมเชลล์ไหม”
เขานอนพลิกตัวหนี ผมจึงชกเขาซ้ำๆ จนเขายอมลุกขึ้นมานั่ง
“เป็นบ้าอะไรของนายเนี่ย เดวี่” เขาถามพลางขยี้ตา “ฝันร้ายหรือไง”
“นายรู้จักที่ที่เรียกว่าแคลมเชลล์ ตรงริมฝั่งแม่น้ำไหม นิค”
“อ๋อ” เขาตอบ “นายคงหมายถึง แครมส์เฮลล์ (Cram’s Hell) มากกว่า”
“มันคือที่ไหน” ผมถาม
“มันเป็นบ้านเก่าของคนชื่อแครม เขาเป็นผู้คุมงานที่พวกทาสเกลียดเข้าไส้ สุดท้ายเขาก็ถูกหัวหน้าทาสผิวดำร่างยักษ์จากแอฟริกาฆ่าตายบนเตียง ตอนนี้พวกทาสไม่กล้าเข้าใกล้ที่นั่นเลย เพราะลือกันว่าผีดุ”
“ลุกขึ้นเถอะ” ผมบอก “เราจะไปที่นั่นกันเดี๋ยวนี้”
นิคเด้งตัวออกจากเตียงและรีบใส่เสื้อผ้าทันที
“นี่เป็นเกมใช่ไหม” เขาถาม
“ใช่” และเขาก็พร้อมสำหรับเกมเสมอ
เราปีนออกทางหน้าต่าง ฝ่าสายหมอกและยอดหญ้าเปียกชื้นโดยมีนิคนำทาง เขาพาผมลัดเลาะผ่านป่าพรุที่มืดมิด ข้ามขอนไม้ที่พาดผ่านน้ำนิ่ง จนกระทั่งหมอกเริ่มจางลงเป็นสีมุก เราก็มาถึงบ้านพังๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางลานโล่งริมฝั่งแม่น้ำ
“แล้วเอาไงต่อ” นิคถาม
“เราต้องเข้าไปในบ้าน” ผมตอบ แม้ในใจจะรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับสภาพบ้านหลังนี้เลยก็ตาม
นิคมองหน้าผม
“ได้เลย เดวี่” เขาบอก “นายนำไปเลย ฉันจะตามไปเอง”
วันนั้นเป็นเช้าวันเสาร์ ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงจำรายละเอียดนี้ได้ และมันก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเป็นพิเศษ
ผมลองผลักประตู เสียงบานพับดังเอี๊ยดอ๊าดน่าขนลุกก่อนที่ประตูจะเปิดออก เผยให้เห็นความมืดมิดภายใน เราทั้งคู่ชะงักถอยหลังโดยอัตโนมัติ ผมมองนิค นิคมองผม เขาหน้าซีดเผือด และผมก็คงไม่ต่างกัน แต่เพราะเราต่างนับถือในความกล้าหาญของกันและกัน จึงไม่มีใครกล้าถอยหนี ผมตัดสินใจเดินเข้าไป แม้จะรู้สึกเหมือนเสื้อที่ใส่อยู่กลายเป็นเข็มเล็กๆ ทิ่มแทงผิวหนังและขนลุกซู่ไปทั้งตัว เสียงไม้กระดานเก่าๆ ที่ลั่นดังเปรี๊ยะฟังดูเหมือนเสียงปืนที่อ่าวชาร์ลสทาวน์ เราเดินลึกเข้าไปในห้องถัดไปด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ราวกับกำลังเดินเข้าสู่โลกหลังความตาย
“มีหน้าต่างไหม” ผมถามนิค เสียงของผมดังราวกับตะโกน
“มี อยู่ข้างหน้านี่เอง”
ขณะที่ผมกำลังคลำหาหน้าต่าง จู่ๆ ผมก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ทำให้ผมสะดุ้งโหยงจนเสียหลัก ความกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เราทั้งคู่หันหลังวิ่งหนีออกจากบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วมายืนหอบหายใจอยู่บนยอดหญ้าเปียกๆ จากนั้นความรู้สึกละอายใจก็เข้ามาแทนที่
“เปิดหน้าต่างก่อนดีกว่า” ผมเสนอ เราจึงเดินอ้อมไปหลังบ้านและงัดบานหน้าต่างที่ปิดสนิทออก จากนั้นเมื่อรวบรวมความกล้าได้ เราก็เดินกลับเข้าไปทางประตูอีกครั้ง แสงสลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้เราเห็นเตียงสี่เสาเก่าๆ ราคาถูกที่มีม่านขาดรุ่ย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเผลอไปสัมผัสตอนคลำหาหน้าต่างนั่นเอง
“หัวหน้าทาสฆ่าแครมที่นี่แหละ” นิคพูดด้วยน้ำเสียงยำเกรง “ฆ่าบนเตียงหลังนั้น แล้วนายอยากทำอะไรที่นี่กันแน่ เดวี่”
“รอเถอะ” ผมบอก แม้ในใจจะไม่อยากรอเลยแม้แต่นิดเดียว “ยืนรอตรงหน้าต่างนี่แหละ”
เรายืนรออยู่ที่นั่น หมอกเริ่มจางลง ดวงอาทิตย์โผล่พ้นแนวป่าสีเขียวครึ้ม สาดแสงสีรุ้งลงบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ มีปลาโดดขึ้นมาเป็นระยะ หรือนกตัวใหญ่โฉบลงมาแตะผิวน้ำ เราได้ยินเสียงเพลงแว่วมาแต่ไกล เป็นเสียงของพวกทาสที่กำลังเดินทางไปทำงาน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก และความกังวลก็เริ่มกัดกินใจผมว่าการมาที่นี่เป็นความคิดที่ถูกต้องหรือไม่ จริงๆ แล้วมันน่าจะมีที่อื่นที่เหมาะสมกว่านี้
“เดวี่” ในที่สุดนิคก็พูดขึ้น “ฉันขอโทษที่เอาเงินนั่นมา แล้วเรามาทำอะไรที่นี่กันแน่”
“ชู่ว!” ผมกระซิบ “ได้ยินอะไรไหม”
ผมได้ยิน และได้ยินชัดเจนมาก เพราะผมเติบโตมาในป่า
“ฉันได้ยินเสียงคน” นิคพูด “กำลังมาทางนี้”
ตอนนี้เสียงนั้นชัดเจนมาก สุภาพบุรุษห้าคนเดินออกมาจากทางเดินในป่า คนนำหน้าแต่งตัวเรียบง่ายกว่าคนอื่นและถือกระเป๋าหนัง ตามมาด้วยคุณดาร์นลีย์ร่างท้วมที่มีสีหน้าเคร่งขรึม และคนสุดท้ายคือคุณแฮร์รี่ ริดเดิล ที่หน้าซีดเผือด ในมือถือกิ่งไม้คอยฟาดยอดหญ้า นิคคว้าแขนผมไว้
“พวกเขาจะดวลกัน” นิคบอก
“ใช่” ผมตอบ “และเราต้องหยุดพวกเขาเดี๋ยวนี้”
“ยังก่อน” นิคดึงตัวผมไว้ “ขอสนุกกับเรื่องนี้อีกนิดเถอะ”
“สนุกเหรอ” ผมทวนคำ
“ใช่” เขาพูดอย่างตื่นเต้น “ปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเอง ฉันจะไม่ยอมให้พวกเขาดวลกันแน่”
วินาทีนั้น บทบาทของเราก็เปลี่ยนไป จากเดวี่กลายเป็นนิโคลัสผู้กุมบังเหียน
คุณริดเดิลแยกไปอยู่ฝั่งหนึ่งกับสุภาพบุรุษคนหนึ่ง ส่วนคุณดาร์นลีย์และเพื่อนแยกไปอีกฝั่ง สุภาพบุรุษคนที่ห้าซึ่งเป็นคนกลางเปิดกระเป๋าหนังและวางลงบนหญ้า เผยให้เห็นอุปกรณ์ข้างในที่วาววับ
“นั่นคือดร. บอล” นิคกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
คุณริดเดิลถอดเสื้อนอก เสื้อกั๊ก ผ้าผูกคอ และเข็มขัดดาบออก คุณดาร์นลีย์ก็ทำเช่นเดียวกัน ทั้งคู่ชักดาบออกมาแล้วเดินมาเผชิญหน้ากันกลางสนามหญ้า ในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าลินินที่เปิดคอและศีรษะเปล่า ทั้งคู่ดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คุณริดเดิลรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ริมฝีปากเม้มสนิท จ้องมองคู่ต่อสู้ด้วยสายตาดุดัน ส่วนคุณดาร์นลีย์ดูร่าเริงกว่า ร่างท้วม หน้าแดง น่องโต แขนสั้น แม้สีหน้าจะดูจริงจังก็ตาม ทันทีที่ทั้งคู่เริ่มควงดาบในอากาศ นิคก็ผลักบานหน้าต่างออกแล้วกระโดดพรวดลงมา วิ่งตะโกนมุ่งหน้าไปยังกลุ่มสุภาพบุรุษที่กำลังตกตะลึงจนต้องหันมามอง พร้อมกับเสียงเหรียญในกระเป๋าที่ดังกรุ๊งกริ๊งตามจังหวะการวิ่ง
“นี่มันตัวอะไรอีกเนี่ย!” คุณริดเดิลตะโกนอย่างโกรธจัด “เจ้าเด็กปีศาจนี่มาอีกแล้ว”
นิโคลัสหยุดตรงหน้าเขา ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบเหรียญทองและเหรียญเงินกำมือหนึ่ง ยื่นส่งให้คุณริดเดิลที่กำลังหัวเสีย
“คุณแฮร์รี่ครับ” นิคพูด “ผมเจอของบางอย่างของคุณเมื่อคืนนี้ครับ”
“เจอเหรอ” คุณริดเดิลทวนคำด้วยน้ำเสียงแปลกๆ ท่ามกลางความเงียบกริบ “ไปเจอที่ไหน”
“บนโต๊ะข้างๆ ตัวคุณไงครับ”
“แล้วแกไปมุดหัวอยู่ที่ไหน!” คุณริดเดิลถามเสียงหลง
“ที่หน้าต่างข้างหลังคุณไงครับ” นิคตอบอย่างใจเย็น
ข้อมูลนี้ทำให้คุณริดเดิลหน้าแตกยับเยิน และเรียกเสียงหัวเราะลั่นจากทุกคน โดยเฉพาะคุณดาร์นลีย์ที่หัวเราะดังที่สุด สุภาพบุรุษคนอื่นๆ ต่างรุมล้อมคุณริดเดิลและตบหลังเขาอย่างขบขัน รวมถึงคุณดาร์นลีย์ด้วย ในที่สุดคุณริดเดิลก็โยนดาบทิ้งแล้วหัวเราะออกมา พร้อมกับยื่นมือไปจับกับคุณดาร์นลีย์
สุดท้ายคุณดาร์นลีย์หันมาหานิคที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลัง
“พ่อหนุ่ม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ความไม่เกรงกลัวต่อชีวิตคนแบบนี้ วันหนึ่งเธออาจจะได้เป็นโจรสลัดหรืออาชญากรแน่ๆ ครั้งนี้เราหัวเราะกันได้ แต่ครั้งหน้าอาจจะมีคนต้องร้องไห้ ฉันล่ะอยากเป็นพ่อของเธอจริงๆ”
“ผมก็อยากให้คุณเป็นครับ” นิคตอบ
คำตอบนี้ทำให้คุณดาร์นลีย์ถึงกับอึ้ง เขาหันไปมองสุภาพบุรุษคนอื่นๆ ซึ่งต่างก็มองกลับมาด้วยสายตาที่มีความหมาย จากนั้นเขาจึงวางมือลงบนศีรษะของเด็กชายอย่างเอ็นดู
“นิค” เขาพูด “ขอให้พระเจ้าช่วยให้ฉันได้เป็นพ่อของเธอจริงๆ เถอะ”
หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปทานมื้อเช้าอย่างมีความสุข โดยมีผมกับนิคเดินตามหลังไป นิคเงียบตลอดทางจนกระทั่งถึงบ้าน
“เดวี่” เขาถาม “นายอายุเท่าไหร่แล้วนะ”
“สิบขวบ” ผมตอบ “แล้วนายคิดว่าฉันอายุเท่าไหร่ล่ะ”
“แปดสิบ” เขาตอบหน้าตาย

0 Comments