บทที่ 3

    เตรียมตัวรับศีลกำลัง

    ฮันส์ โอเดการ์ด จากหมู่บ้านโอเดการ์ดในเขตเบอร์เกน ออกเดินทางไปแสวงหาความรู้ตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาเป็นที่รักของคนทั่วไปจนกลายเป็นผู้มีความรู้และเป็นนักเทศน์ที่เคร่งครัด โอเดการ์ดเป็นผู้มีอิทธิพลต่อผู้คน ไม่ใช่ด้วยคำพูดแต่ด้วยการกระทำ เพราะใครๆ ต่างรู้ดีว่าเขาเป็นคน "ไม่เคยลืม" สิ่งใด และด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเขาสามารถผลักดันทุกอย่างให้สำเร็จลุล่วงได้เสมอ ทว่าชายผู้ไม่เคยยอมแพ้คนนี้กลับต้องมาสะดุดลงในแบบที่เขาไม่คาดคิด และเป็นจุดที่สร้างความเจ็บปวดให้เขามากที่สุด

    เขามีลูกสาวสามคนและลูกชายหนึ่งคน ลูกชายที่ชื่อฮันส์เป็นดาวเด่นของโรงเรียน และเป็นความสุขในทุกวันของผู้เป็นพ่อที่ได้อบรมสั่งสอนลูกด้วยตัวเอง ฮันส์มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งซึ่งเขาคอยช่วยเหลือจนเพื่อนคนนั้นสอบได้ลำดับที่สอง เพื่อนคนนี้จึงรักฮันส์ยิ่งกว่าใครในโลก ยกเว้นเพียงแม่ของตน ทั้งคู่เข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยด้วยกัน สอบผ่านสองด่านแรกมาพร้อมกัน และตั้งใจจะเดินบนเส้นทางอาชีพเดียวกัน วันหนึ่งขณะที่กำลังเดินลงบันไดด้วยความร่าเริงหลังเลิกเรียน ฮันส์ที่กำลังคึกคะนองได้กระโดดขึ้นหลังเพื่อนจนทำให้เพื่อนเสียหลักล้มลง และนำไปสู่การเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา ก่อนสิ้นใจ เพื่อนคนนั้นได้ขอร้องแม่ซึ่งเป็นแม่ม่ายและเพิ่งสูญเสียลูกชายเพียงคนเดียว ให้ทำตามคำขอสุดท้ายคือการรับฮันส์เข้ามาดูแลแทนที่ลูกชายของเธอ หลังจากนั้นไม่นานผู้เป็นแม่ก็เสียชีวิตลง และทิ้งทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลไว้ให้ฮันส์ โอเดการ์ด

    ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าฮันส์จะฟื้นตัวจากเหตุการณ์นี้ การเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปช่วยเยียวยาเขาจนสามารถกลับมาเรียนด้านศาสนศาสตร์ได้อีกครั้ง แต่เมื่อกลับถึงบ้าน เขากลับไม่ยอมใช้ใบประกาศนียบัตรที่สอบได้เพื่อเข้าทำงาน

    ความหวังสูงสุดของผู้เป็นพ่อคือการได้เห็นลูกชายมาเป็นผู้ช่วยในศาสนจักร แต่ฮันส์กลับไม่ยอมขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์แม้แต่ครั้งเดียว โดยให้คำตอบเดิมเสมอว่า "เขายังไม่รู้สึกถึงเสียงเรียกจากพระเจ้า" ความผิดหวังนี้รุนแรงจนทำให้พ่อของเขาดูแก่ลงไปหลายปี พ่อผู้เริ่มสร้างตัวช้าและเข้าสู่วัยชราได้ทำงานหนักมาตลอดชีวิตโดยมีเป้าหมายนี้เป็นที่ตั้ง แต่ตอนนี้ลูกชายกลับครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ในขณะที่ตัวพ่อผู้ตรากตรำกลับต้องนั่งอยู่ในห้องทำงานเล็กๆ ชั้นล่าง ภายใต้แสงตะเกียงที่ส่องสว่างในคืนวันที่ร่วงโรย

    หลังจากความผิดหวังครั้งนั้น พ่อของเขาก็ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใคร และไม่ยอมโอนอ่อนให้ลูกชายจนยอมแพ้ ดังนั้นไม่ว่าฤดูร้อนหรือฤดูหนาวเขาก็ไม่เคยได้พักผ่อน ในขณะที่ลูกชายออกเดินทางไปต่างประเทศนานขึ้นในทุกๆ ปี เมื่อฮันส์กลับมาบ้าน เขาแทบไม่สุงสิงกับใคร นอกจากจะมานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อด้วยความเงียบเชียบ หากใครพยายามชวนคุย พวกเขาจะพบกับความชัดเจนและจริงจังต่อความจริงในระดับที่สูงจนทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด ฮันส์ไม่เคยไปโบสถ์ แต่เขามอบรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งให้กับการกุศล โดยระบุรายละเอียดการนำเงินไปใช้ไว้อย่างเคร่งครัด

    การใจบุญที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าธรรมเนียมอันคับแคบของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ทำให้เขาครองใจผู้คนได้ไม่ยาก เมื่อรวมกับบุคลิกที่เก็บตัว การเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง และความประหม่าที่ทุกคนรู้สึกเวลาคุยกับเขา จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะมองว่าเขาเป็นบุคคลลึกลับ และต่างจินตนาการถึงคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมต่างๆ ให้กับเขาตามแต่จะคาดเดา ดังนั้น เมื่อเขายอมรับเด็กสาวชาวประมงมาดูแลและสั่งสอน เธอจึงดูมีเกียรติขึ้นมาทันทีในสายตาคนรอบข้าง

    ทุกคน โดยเฉพาะพวกผู้หญิง ต่างพยายามแสดงความใจดีต่อเธอ วันหนึ่งเธอมาหาเขาด้วยชุดที่มีสีสันสดใสราวกับสายรุ้ง เธอสวมของขวัญที่ได้รับมาทั้งหมด เพราะคิดว่าเขาจะชอบ เนื่องจากเขาเคยบอกให้เธอแต่งตัวให้สะอาดเรียบร้อย แต่เขาเพียงแค่ปรายตามองก่อนจะสั่งห้ามไม่ให้เธอรับของขวัญจากใครอีก เขาตำหนิว่าเธอหลงระเริงและโง่เขลา มีเป้าหมายที่ตื้นเขิน และหาความสุขจากเรื่องไร้สาระ

    เช้าวันต่อมา เธอมาหาเขาด้วยดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้ เขาจึงพาเธอไปเดินเล่นบนเนินเขาเหนือตัวเมือง เขาเล่าเรื่องของกษัตริย์เดวิดให้เธอฟัง โดยหยิบยกเหตุการณ์นั้นนี้มาเรียบเรียงใหม่ให้ดูน่าสนใจ เริ่มจากตอนที่เดวิดยังเป็นวัยรุ่นที่รูปงาม มีพรสวรรค์ และมีความศรัทธาบริสุทธิ์ราวกับเด็ก เล่าถึงตอนที่เขายังเป็นเด็กและได้ร่วมในขบวนฉลองชัยชนะ จากคนเลี้ยงแกะที่ถูกเรียกให้มาเป็นกษัตริย์ เคยอาศัยในถ้ำแต่สุดท้ายได้สร้างกรุงเยรูซาเล็ม ตอนที่กษัตริย์ซาอูลประชวร เดวิดแต่งกายงดงามมาบรรเลงเพลงและร้องเพลงให้ฟัง แต่เมื่อตัวเขาเองได้เป็นกษัตริย์และประชวร เขากลับบรรเลงเพลงในชุดของผู้สำนึกผิด เมื่อบรรลุผลงานอันยิ่งใหญ่ เขากลับปล่อยตัวให้จมอยู่ในบาป จนกระทั่งผู้เผยพระวจนะมาเตือนและได้รับบทลงโทษ จนเขากลับกลายเป็นเหมือนเด็กอีกครั้ง เดวิดผู้ที่เคยนำพาประชากรของพระเจ้าขับขานบทเพลงสรรเสริญ กลับต้องหมอบราบด้วยความสำนึกผิดแทบพระบาทของพระผู้เป็นเจ้า เขาดูงดงามที่สุดตอนที่สวมมงกุฎแห่งชัยชนะแล้วเต้นรำหน้าหีบพันธสัญญาพร้อมบทเพลงของตนเอง หรือตอนที่อยู่ในห้องส่วนตัวและวิงวอนขอความเมตตาจากพระหัตถ์ที่ลงทัณฑ์กันแน่

    คืนนั้น เพตราฝันถึงเรื่องที่เธอไม่เคยลืมไปตลอดชีวิต เธอฝันว่าตัวเองนั่งอยู่บนม้าสีขาวในขบวนฉลองชัยชนะ แต่ในขณะเดียวกัน ที่หน้าม้าตัวนั้น เธอกลับเห็นตัวเองกำลังเต้นรำในชุดผ้าขี้ริ้ว

    เย็นวันหนึ่งหลังจากนั้น ขณะที่เธอนั่งเรียนหนังสืออยู่ที่ชายป่าเหนือเมือง เปโดร โอลเซน ซึ่งเริ่มเข้าหาเธอทีละน้อยตั้งแต่วันนั้นในสวน ได้เดินผ่านมาใกล้ๆ และกระซิบพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ ว่า "สวัสดีตอนเย็นครับ" แม้เวลาจะผ่านไปกว่าปี แต่คำสั่งของแม่ที่ห้ามคุยกับเขายังคงดังก้องอยู่ในหัว เธอจึงไม่ตอบ แต่เขาก็ยังคงเดินผ่านทางเดิมและทักทายแบบเดิมทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาไม่มา เธอกลับรู้สึกคิดถึงเขา จากนั้นเขาก็เริ่มถามคำถามสั้นๆ ระหว่างทาง จนค่อยๆ กลายเป็นบทสนทนาที่ยาวขึ้น วันหนึ่งเขาแอบหย่อนเหรียญเงินดอลลาร์ลงบนตักของเธอแล้วรีบเดินจากไปด้วยความดีใจ หากการคุยกับเปโดร โอลเซน คือการฝ่าฝืนคำสั่งแม่ การรับของขวัญจากใครบางคนก็คือการฝ่าฝืนคำสั่งของโอเดการ์ด เธอค่อยๆ ก้าวข้ามข้อห้ามแรกไปทีละนิด จนกระทั่งตอนนี้เธอได้ก้าวข้ามข้อห้ามที่สองด้วย เพื่อกำจัดเงินก้อนนี้ เธอจึงชวนคนอื่นไปเลี้ยงอาหาร แต่ถึงจะพยายามแค่ไหน พวกเขาก็ทานได้ไม่เกินมูลค่าสี่มาร์ก หลังจากนั้นเธอก็รู้สึกผิดที่ใช้เงินดอลลาร์นั้นอย่างสิ้นเปลืองแทนที่จะคืนเจ้าของ เหรียญมาร์กที่เหลืออยู่ในกระเป๋ารู้สึกร้อนรุ่มราวกับจะเผาเสื้อผ้าให้เป็นรู เธอจึงหยิบมันโยนทิ้งลงทะเล แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอหลุดพ้นจากความรู้สึกผิด ความคิดของเธอยังคงถูกแผดเผา เธอรู้สึกว่าถ้าสารภาพออกไปทุกอย่างคงจบ แต่ความโกรธเกรี้ยวของแม่ในครั้งก่อน และความเชื่อใจที่โอเดการ์ดมีให้เธอนั้น ต่างก็น่ากลัวในแบบของมันเอง ในขณะที่แม่ไม่สังเกตเห็นอะไร แต่โอเดการ์ดกลับรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่ามีบางอย่างทำให้เธอไม่มีความสุข

    วันหนึ่งเขาถามเธอด้วยความอ่อนโยนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แทนที่จะตอบ เพตรกลับปล่อยโฮออกมา เขาจึงคิดว่าที่บ้านของเธอคงขัดสนและมอบเงินให้เธอสิบดอลลาร์ สิ่งนี้สร้างความประทับใจให้เธออย่างมาก แม้เธอจะทำผิดต่อเขา แต่เขากลับให้เงินเธอ และที่สำคัญคือเธอสามารถมอบเงินนี้ให้แม่ได้อย่างเปิดเผย เธอจึงรู้สึกหลุดพ้นจากความผิดและมีความสุขอย่างที่สุด เธอใช้สองมือกุมมือเขาไว้ ขอบคุณเขา หัวเราะ กระโดดโลดเต้น และยิ้มอย่างเปี่ยมสุขผ่านหยาดน้ำตา เธอมองเขาด้วยสายตาเหมือนสุนัขที่มองเจ้านายเวลาจะพาออกไปเดินเล่น โอเดการ์ดไม่เคยเห็นเธอในมุมนี้มาก่อน จากเด็กสาวที่เคยนั่งนิ่งฟังเขาสอนอย่างตั้งใจ ตอนนี้เธอกลับดึงเอาอำนาจการควบคุมจากเขาไปจนหมด เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงธรรมชาติที่รุนแรงและดิบเถื่อนพลุ่งพล่านอยู่ในตัว เป็นครั้งแรกที่กระแสแห่งชีวิตไหลบ่าเข้าท่วมท้นจนเขาต้องถอยห่างด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ในขณะเดียวกัน เพตรารีบวิ่งกลับบ้านผ่านเนินเขาหลังเมือง เมื่อถึงบ้านเธอนำเงินวางลงบนหินอบขนมปังต่อหน้าแม่ พร้อมกับโอบกอดคอแม่ไว้ "ใครให้เงินลูกมา" แม่ถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "คุณโอเดการ์ดค่ะแม่ เขาเป็นผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย" "แล้วฉันจะเอาเงินนี่ไปทำอะไร" "หนูไม่ทราบค่ะ… โธ่แม่ ถ้าแม่รู้ล่ะก็…" เธอโอบกอดคอแม่ซ้ำอีกครั้ง เธออยากจะบอกทุกอย่างให้แม่รู้ แต่แม่สะบัดตัวออกอย่างรำคาญ "จะให้ฉันรับเงินบริจาคหรือไง เอาเงินนี่ไปคืนเดี๋ยวนี้ ถ้าลูกทำให้เขาเชื่อว่าฉันขัดสน ลูกก็โกหก!" "แต่แม่คะ…" "เอาเงินไปคืนเขาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปปาเงินใส่หน้าเขาเอง คนที่พรากลูกไปจากฉัน!" ริมฝีปากของแม่สั่นระริกหลังพูดจบ เพตราหันหลังกลับด้วยใบหน้าซีดเผือด เธอค่อยๆ เปิดประตูและเลี่ยงออกจากบ้าน และก่อนที่จะทันรู้ตัว ธนบัตรสิบดอลลาร์ในมือก็ถูกเธอฉีกเป็นชิ้นๆ เมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เธอก็ระเบิดอารมณ์ด่าทอแม่ แต่เธอคิดว่าโอเดการ์ดต้องไม่รู้เรื่องนี้… ไม่สิ เขาควรจะรู้ทุกอย่าง เพราะเธอจะโกหกเขาไม่ได้ ครู่ต่อมาเธอก็ไปยืนอยู่ที่บ้านของเขา และบอกเขาว่าแม่ไม่ยอมรับเงิน และด้วยความโมโหที่ต้องนำเงินมาคืน เธอจึงฉีกธนบัตรเป็นสองท่อน เธออยากจะเล่ามากกว่านี้ แต่เขาต้อนรับเธอด้วยท่าทีเย็นชา และบอกให้เธอกลับบ้านไป พร้อมกำชับให้เชื่อฟังแม่แม้ในยามที่รู้สึกว่ามันยากลำบาก สิ่งนี้ดูแปลกประหลาดสำหรับเธอ เพราะเธอรู้ดีว่าเขาก็ไม่ได้ทำตามสิ่งที่พ่อของเขาปรารถนาที่สุดเช่นกัน ระหว่างทางกลับบ้าน เธอรู้สึกท้อแท้จนแทบขาดใจ และตอนนั้นเองที่เธอพบกับเปโดร โอลเซน เธอพยายามหลบหน้าเขามาตลอด และตอนนี้ก็ตั้งใจจะทำแบบเดิม เพราะเขาคือต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหมดนี้ แต่เขาเดินตามเธอมาและถามว่า "ไปไหนมาครับ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า" พายุในใจของเธอโหมกระหน่ำจนพาเธอล่องลอยไปตามอารมณ์ และเมื่อคิดดูอีกที เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องห้ามไม่ให้เธอคบกับเขา มันอาจจะเป็นแค่ความเพ้อเจ้อของทั้งคู่ก็ได้ "รู้ไหมว่าผมทำอะไร" เขาพูดด้วยท่าทางถ่อมตัวเมื่อเธอหยุดเดิน "ผมซื้อเรือใบให้คุณ ผมคิดว่าคุณน่าจะชอบล่องเรือ" เขาหัวเราะ ความใจดีที่ดูเหมือนการอ้อนวอนของคนยากไร้ทำให้เธอใจอ่อน เธอพยักหน้า เขาบอกด้วยความตื่นเต้นให้เธอเดินผ่านเมืองไปตามถนนทางขวาจนถึงโรงเก็บเรือสีเหลืองหลังใหญ่ ซึ่งเขาจะมารับเธอที่ด้านหลังเพื่อให้ไม่มีใครเห็น เธอทำตามนั้น และเขาก็พาร่างเธอขึ้นเรือ พวกเขาล่องเรือไปตามลมเอื่อยๆ สักพักก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเกาะหินแห่งหนึ่ง เมื่อจอดเรือและขึ้นฝั่ง เขาได้เตรียมของอร่อยๆ มาให้เธอทาน จากนั้นเขาก็หยิบขลุ่ยขึ้นมาบรรเลง เมื่อเห็นความสุขของเขา เพตราก็ลืมความเศร้าไปชั่วขณะ และด้วยความอ่อนไหวตามประสาคนใจอ่อน เธอจึงเริ่มผูกพันกับเขา

    ตั้งแต่วันนั้น เพตรามีความลับที่ต้องปิดบังแม่ตลอดเวลา และในไม่ช้าเธอก็เริ่มปิดบังทุกเรื่อง กุนลอกไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง เธอเชื่อทุกอย่างจนกระทั่งเริ่มสงสัยในทุกเรื่อง

    แต่ตอนนี้เพตราก็มีความลับที่ปิดบังโอเดการ์ดเช่นกัน เพราะเธอรับของขวัญมากมายจากเปโดร โอลเซน เขาก็ไม่ได้ซักถามอะไร แต่การเรียนการสอนในแต่ละวันเริ่มมีความห่างเหินมากขึ้น เพตราในตอนนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน เธอไม่เคยเล่าเรื่องคนหนึ่งให้อีกคนฟัง และมีบางอย่างที่ต้องปกปิดจากทุกคน

    ท่ามกลางเรื่องราวเหล่านี้ เธอเติบโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งโอเดการ์ดแจ้งเธอว่าถึงเวลาที่เธอต้องรับศีลกำลังแล้ว

    คำแจ้งนี้ทำให้เธอรู้สึกกระวนกระวาย เพราะเธอรู้ว่าเมื่อรับศีลกำลังแล้ว การเรียนกับเขาจะสิ้นสุดลง แล้วเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป แม่กำลังให้ช่างทำห้องใต้หลังคาให้เธอ เพื่อที่หลังรับศีลกำลังเธอจะได้มีห้องส่วนตัว เสียงตอกตะปูและเสียงค้อนที่ดังต่อเนื่องเป็นเครื่องเตือนใจที่น่าเจ็บปวด โอเดการ์ดสังเกตเห็นว่าเธอเงียบขรึมลงเรื่อยๆ บางครั้งเขาก็เห็นว่าเธอแอบร้องไห้ ในสถานการณ์เช่นนี้ คำสอนทางศาสนาจึงส่งผลต่อจิตใจเธออย่างมาก แม้ว่าโอเดการ์ดจะระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่พูดสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ของเธอ ด้วยเหตุนี้ สองสัปดาห์ก่อนวันรับศีลกำลัง เขาจึงยุติการสอนโดยแจ้งสั้นๆ ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเขาหมายถึงครั้งสุดท้ายที่สอนด้วยตัวเอง เพราะเขายังคงจะเฝ้าดูเธออยู่ห่างๆ ผ่านทางคนอื่น ทว่าเพตรายังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เลือดในกายราวกับหยุดไหล ดวงตาจ้องเขม็ง ด้วยความตกใจเขาจึงรีบให้เหตุผลว่า "ไม่ใช่เด็กสาวทุกคนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันที่รับศีลกำลัง แต่สำหรับเธอ เธอต้องตระหนักว่ามันเป็นเช่นนั้น" หากเธอยืนอยู่หน้ากองไฟที่โชติช่วง ใบหน้าของเธอก็คงไม่แดงก่ำไปมากกว่านี้ หน้าอกของเธอกระเพื่อมไหว ดวงตาดูเลื่อนลอยและคลอด้วยน้ำตา เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงรีบพูดต่อว่า "เราอาจจะ… เรียนกันต่ออีกสักนิดไหม" หลังจากพูดจบเขาถึงเพิ่งตระหนักว่าตัวเองเสนออะไรออกไป เขาคิดว่าเขาพลาดและควรจะถอนคำพูด แต่ดวงตาของเธอกลับช้อนมองเขาแล้ว เธอไม่ได้ตอบว่า "ตกลง" ด้วยริมฝีปาก แต่ไม่มีคำตอบใดจะชัดเจนไปกว่านี้อีกแล้ว เพื่อหาข้ออ้างให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด เขาจึงถามว่า "มีอะไรที่เธออยากทำเป็นพิเศษในตอนนี้ไหม สิ่งที่เธอ…" เขาโน้มตัวลงมาหาเธอ "…รู้สึกว่ามันคือเสียงเรียกในใจของเธอหรือเปล่า เพตรา" "ไม่มีค่ะ" เธอตอบเร็วมากจนเขาหน้าแดง และราวกับถูกความเย็นยะเยือกเข้าจู่โจม เขาจึงถอยกลับไปสู่ห้วงความคิดที่วนเวียนอยู่ในใจมานานหลายปี คำตอบที่เหนือความคาดหมายของเธอได้ปลุกความคิดเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note