ตอนที่ 7
by“ควีนแอนเนอเนี่ยนะ! คิดได้ยังไง แต่ก็นะ ท่านไม่ได้ดูน่ากลัวอะไรสักหน่อย เป็นคนจืดชืดจะตาย”
“แล้วคนรุ่นหลังเขาพูดถึงควีนแอนเนอว่ายังไงบ้างล่ะ” โคลวิสถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ที่จำได้ก็มีแค่ประโยคเดียวค่ะ” เจนตอบ “ที่ว่า ‘ควีนแอนเนอสิ้นพระชนม์แล้ว’”
“นั่นแหละ” โคลวิสตอบพลางจ้องมองแก้วที่เคยใส่เครื่องดื่ม “สิ้นพระชนม์”
“นี่คุณจะบอกว่าเขาคิดว่าฉันเป็นผีควีนแอนเนอเหรอ” เจนถาม
“ผีเหรอ? ไม่ใช่หรอกครับ ใครเขาเคยเห็นผีที่ไหนลงมาทานมื้อเช้า แล้วหม่ำไตย่าง ขนมปังปิ้ง กับน้ำผึ้งอย่างเอร็ดอร่อยขนาดนั้นบ้างล่ะ เปล่าเลย สิ่งที่ทำให้เขาปวดหัวและหงุดหงิดก็คือการที่คุณยังมีชีวิตอยู่ แถมยังดูสดใสแข็งแรงขนาดนี้ไงล่ะ ตลอดชีวิตเขาถูกปลูกฝังมาว่าควีนแอนเนอคือตัวแทนของทุกสิ่งที่ตายจากไปแล้ว หรือที่เขาชอบพูดกันว่า ‘ตายสนิทเหมือนควีนแอนเนอ’ แต่ตอนนี้เขากลับต้องมาคอยรินไวน์ให้คุณในมื้อเที่ยงมื้อค่ำ แถมยังต้องมานั่งฟังคุณเล่าเรื่องความสนุกสนานในงานแสดงม้าที่ดับลินอีก มันก็เลยทำให้เขารู้สึกว่าคุณมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติอย่างแรง”
“แต่เขาคงไม่ถึงขั้นเกลียดชังฉันเพราะเรื่องแค่นี้หรอกใช่ไหม” เจนถามด้วยความกังวล
“ผมเองก็ไม่ได้กังวลจนกระทั่งมื้อเที่ยงวันนี้แหละ” โคลวิสบอก “ผมเห็นเขาจ้องคุณด้วยสายตาอาฆาตน่ากลัวมาก แถมยังพึมพำว่า ‘ยัยนี่ควรจะตายไปตั้งนานแล้ว ควรจะตายได้แล้ว และต้องมีใครสักคนจัดการเรื่องนี้’ ผมก็เลยรีบบอกคุณนี่ไง”
“น่ากลัวที่สุด!” เจนอุทาน “ต้องรีบบอกคุณแม่คุณเดี๋ยวนี้เลย”
“ห้ามบอกแม่เด็ดขาดครับ” โคลวิสพูดอย่างจริงจัง “แม่ต้องช็อกแน่ๆ เพราะท่านไว้ใจสทัดจ์ทุกเรื่อง”
“แต่เขาอาจจะฆ่าฉันเมื่อไหร่ก็ได้นะ!” เจนประท้วง
“ไม่หรอกครับ ช่วงบ่ายเขามีงานขัดเครื่องเงินยุ่งจนหัวหมุน”
“งั้นคุณต้องคอยเฝ้าฉันไว้ตลอดเวลา และต้องระวังไม่ให้เขาลงมือฆ่าฉันให้ได้” เจนพูดด้วยน้ำเสียงดื้อรั้นแบบอ่อนๆ “สถานการณ์นี้มันแย่มาก เหมือนมีพ่อบ้านสติเฟื่องคอยจ่อดาบไว้เหนือหัวเหมือนในนิทานเรื่องอะไรสักอย่างนั่นแหละ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าฉันจะไม่ยอมตัดทริปนี้ให้สั้นลงเด็ดขาด”
โคลวิสสบถเบาๆ ในลำคอ แผนการสร้างปาฏิหาริย์ครั้งนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากมื้อเช้าที่ล่าช้า ขณะที่โคลวิสกำลังยืนขัดรอยสนิมออกจากไม้พัตเตอร์เก่าๆ ในโถงทางเดิน เขาก็เกิดไอเดียสุดท้ายขึ้นมา
“คุณมาร์เล็ตอยู่ที่ไหน” เขาถามพ่อบ้านที่กำลังเดินผ่าน
“เขียนจดหมายอยู่ในห้องรับแขกตอนเช้าครับท่าน” สทัดจ์ตอบในสิ่งที่คนถามรู้อยู่แล้ว
“เธออยากจะลอกข้อความบนดาบเซเบอร์เล่มเก่าเล่มนั้นน่ะ” โคลวิสชี้ไปยังอาวุธโบราณที่แขวนอยู่บนผนัง “ช่วยเอาไปให้เธอที มือผมเปื้อนน้ำมันไปหมดแล้ว อ้อ เอาแต่ตัวดาบไปนะ ไม่ต้องเอาฝักไป จะได้ไม่เกะกะ”
พ่อบ้านชักใบดาบที่ยังคงคมกริบและเงาวับเพราะได้รับการดูแลอย่างดี แล้วถือเข้าไปในห้องรับแขก ตรงนั้นมีประตูใกล้โต๊ะเขียนหนังสือที่นำไปสู่บันไดหลังบ้าน เจนรีบหายวับเข้าไปในประตูนั้นด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ จนพ่อบ้านสงสัยว่าเธอเห็นเขาเดินเข้ามาหรือเปล่า ครึ่งชั่วโมงต่อมา โคลวิสก็ขับรถพาเธอพร้อมกระเป๋าเดินทางที่รีบแพ็กอย่างลนลานไปส่งที่สถานีรถไฟ
“คุณแม่คงเสียใจมากแน่ๆ ถ้าท่านกลับจากการขี่ม้ามาแล้วพบว่าคุณไม่อยู่แล้ว” เขาบอกแขกผู้จากไป “แต่เดี๋ยวผมจะกุเรื่องว่ามีโทรเลขด่วนเรียกตัวคุณกลับไปเอง จะได้ไม่ต้องให้ท่านต้องตกใจเรื่องสทัดจ์โดยไม่จำเป็น”
เจนส่งเสียงฮึดฮัดเล็กน้อยกับคำว่า ‘ไม่จำเป็น’ ของโคลวิส และเกือบจะเสียมารยาทใส่ชายหนุ่มที่เดินเข้ามาถามด้วยสีหน้าครุ่นคิดว่า จะให้เตรียมตะกร้ามื้อเที่ยงไปด้วยดีไหม
แผนการครั้งนี้อาจจะดูเสียของไปนิด เพราะในวันเดียวกันนั้น ดอร่าเขียนจดหมายมาขอเลื่อนวันเดินทาง แต่ถึงอย่างนั้น โคลวิสก็สร้างสถิติเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในโลกที่สามารถไล่ตะเพิดเจน มาร์เล็ต ให้ออกไปจากตารางการเดินทางของเธอได้สำเร็จ
หน้าต่างเปิดกว้าง
“คุณป้ากำลังจะลงมาค่ะ คุณนัทเทิล” หญิงสาววัยสิบห้าปีผู้มีความมั่นใจในตัวเองสูงกล่าว “ระหว่างนี้คุณคงต้องทนอยู่กับฉันไปก่อนนะคะ”
แฟรมตัน นัทเทิล พยายามนึกคำพูดที่เหมาะสมเพื่อจะเยินยอหลานสาวตรงหน้า โดยไม่ให้ดูเป็นการลดความสำคัญของคุณป้าที่กำลังจะมาถึง ในใจเขายิ่งสงสัยหนักกว่าเดิมว่า การต้องมาเยี่ยมเยียนคนแปลกหน้าหน้าซื่อๆ ต่อเนื่องกันแบบนี้ จะช่วยรักษาอาการทางประสาทที่เขากำลังบำบัดอยู่ได้จริงหรือ
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้” พี่สาวของเขาเคยบอกไว้ตอนที่เขากำลังจะย้ายมาพักผ่อนที่ชนบทแห่งนี้ “นายคงจะเอาแต่หมกตัวอยู่ที่นั่น ไม่ยอมคุยกับใครเลย แล้วอาการทางประสาทก็จะยิ่งแย่ลงเพราะความหดหู่ ฉันเลยจะเขียนจดหมายแนะนำตัวให้นายไปหาคนที่ฉันรู้จักที่นั่น บางคนเท่าที่จำได้ก็ค่อนข้างนิสัยดีนะ”
แฟรมตันสงสัยว่า คุณนายแซปเปิลตัน ผู้หญิงที่เขากำลังนำจดหมายแนะนำตัวไปให้นั้น จะจัดอยู่ในกลุ่ม ‘นิสัยดี’ หรือเปล่า
“คุณรู้จักคนแถวนี้เยอะไหมคะ” หลานสาวถาม เมื่อเธอเห็นว่าความเงียบระหว่างทั้งคู่เริ่มยาวนานเกินไป
“แทบไม่รู้จักใครเลยครับ” แฟรมตันตอบ “พี่สาวผมเคยมาอยู่ที่บ้านพักของศาสนาจารย์ที่นี่เมื่อประมาณสี่ปีก่อน เธอเลยเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ผมไปหาคนแถวนี้บ้าง”
เขาพูดประโยคหลังด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าอย่างนั้น คุณก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณป้าของฉันเลยใช่ไหมคะ” หญิงสาวผู้มั่นใจถามต่อ
“รู้แค่ชื่อกับที่อยู่ครับ” เขาตอบพลางสงสัยว่าคุณนายแซปเปิลตันแต่งงานแล้วหรือเป็นหม้าย เพราะบรรยากาศบางอย่างในห้องทำให้เขารู้สึกว่าที่นี่มีผู้ชายอาศัยอยู่ด้วย
“โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของท่านเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อนค่ะ” เด็กสาวเล่า “ซึ่งก็น่าจะเป็นช่วงหลังจากที่พี่สาวคุณย้ายออกไปแล้ว”
“โศกนาฏกรรมเหรอครับ” แฟรมตันถาม สำหรับเขาแล้ว เรื่องเศร้าดูจะเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากับสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบแห่งนี้เลย
“คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงเปิดหน้าต่างบานนั้นทิ้งไว้กว้างขนาดนี้ในบ่ายเดือนตุลาคม” หลานสาวชี้ไปยังหน้าต่างบานเฟรนช์ขนาดใหญ่ที่เปิดออกสู่สนามหญ้า
“อากาศช่วงนี้ก็ค่อนข้างอุ่นนะครับ” แฟรมตันตอบ “แต่หน้าต่างบานนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องโศกนาฏกรรมด้วยเหรอ”
“เมื่อสามปีก่อน ตรงกับวันนี้พอดี สามีและน้องชายอีกสองคนของคุณป้าเดินออกไปทางหน้าต่างบานนั้นเพื่อไปล่าสัตว์ และพวกเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ระหว่างที่เดินข้ามทุ่งมัวร์ไปยังจุดล่านกชินิปที่พวกเขาชอบ ทั้งสามคนถูกปลักโคลนดูดหายลงไปหมดเลยค่ะ ช่วงนั้นเป็นฤดูร้อนที่ฝนตกหนักมาก พื้นที่ที่เคยปลอดภัยในปีก่อนๆ กลับทรุดตัวลงกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือน และที่น่าเศร้าที่สุดคือ เราไม่เคยพบศพของพวกเขาเลย” ถึงตรงนี้ น้ำเสียงที่เคยมั่นใจของเด็กสาวก็เริ่มสั่นเครือและดูเศร้าสร้อยขึ้นมาจริงๆ “คุณป้าน่าสงสาร ท่านเชื่อเสมอว่าสักวันพวกเขาจะกลับมา พร้อมกับเจ้าสุนัขสแปเนียลสีน้ำตาลตัวน้อยที่หายไปพร้อมกัน และจะเดินกลับเข้ามาทางหน้าต่างบานนั้นเหมือนที่เคยทำ นั่นคือเหตุผลที่หน้าต่างบานนี้ต้องเปิดทิ้งไว้ทุกเย็นจนกว่าจะมืดสนิท คุณป้าเล่าให้ฉันฟังบ่อยๆ ว่าตอนที่พวกเขาออกไป สามีของท่านพาดเสื้อกันฝนสีขาวไว้ที่แขน ส่วนรอนนี่ น้องชายคนเล็ก ก็ร้องเพลง ‘เบอร์ตี ทำไมเธอถึงกระโดดแบบนั้น’ เพื่อแกล้งคุณป้า เพราะท่านบอกว่ามันน่ารำคาญประสาทที่สุด รู้ไหมคะ บางครั้งในเย็นที่เงียบสงัดแบบนี้ ฉันยังรู้สึกขนลุกว่าพวกเขาอาจจะเดินกลับเข้ามาทางหน้าต่างบานนั้นจริงๆ…”
เธอหยุดพูดพร้อมกับตัวสั่นเล็กน้อย แฟรมตันรู้สึกโล่งอกเมื่อคุณป้าเดินรีบเร่งเข้ามาในห้อง พร้อมกับคำขอโทษพัลวันทีที่มาปรากฏตัวช้า
“หวังว่าเวร่าจะช่วยทำให้คุณไม่เบื่อนะคะ” เธอทัก
“เธอเล่าเรื่องได้น่าสนใจมากครับ” แฟรมตันตอบ
“หวังว่าคุณคงไม่รังเกียจที่ฉันเปิดหน้าต่างทิ้งไว้นะคะ” คุณนายแซปเปิลตันพูดอย่างกระฉับกระเฉง “สามีกับน้องชายของฉันกำลังจะกลับจากการล่าสัตว์ และพวกเขาจะเข้าทางนี้เสมอ วันนี้พวกเขาไปล่านกชินิปในบึงมา คงจะทำพรมของฉันเลอะเทอะหมดแน่ๆ ผู้ชายก็เป็นแบบนี้ทุกคนเลยว่าไหมคะ”
เธอพูดเจื้อยแจ้วอย่างร่าเริงเรื่องการล่าสัตว์ ความหายากของนก และโอกาสที่จะได้ล่านกเป็ดในฤดูหนาว สำหรับแฟรมตันแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้มันน่าสยดสยองที่สุด เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นที่ดูไม่หดหู่ แต่ก็ทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เขารู้สึกได้ว่าเจ้าบ้านให้ความสนใจเขาเพียงน้อยนิด เพราะสายตาของเธอมักจะมองข้ามไหล่เขาไปยังหน้าต่างที่เปิดกว้างและสนามหญ้าด้านนอกอยู่ตลอดเวลา มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่โชคร้ายเหลือเกินที่เขาเลือกมาเยี่ยมในวันครบรอบโศกนาฏกรรมนี้
“คุณหมอเห็นตรงกันว่าให้ผมพักผ่อนให้เต็มที่ หลีกเลี่ยงเรื่องที่ต้องตื่นเต้นทางจิตใจ และงดการออกกำลังกายที่รุนแรงทุกชนิดครับ” แฟรมตันประกาศ ด้วยความเชื่อผิดๆ ที่ว่าคนแปลกหน้ามักจะอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับอาการป่วย สาเหตุ และวิธีรักษาของผู้อื่น “แต่เรื่องอาหารการกิน คุณหมอยังมีความเห็นไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่นัก” เขาเล่าต่อ
“งั้นเหรอคะ” คุณนายแซปเปิลตันตอบด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะเป็นการหาว แต่แล้วจู่ๆ เธอก็ดูตื่นตัวขึ้นมาทันที—แต่ไม่ใช่เพราะสิ่งที่แฟรมตันกำลังพูด
“มากันแล้ว!” เธออุทาน “กลับมาทันเวลาจิบน้ำชาพอดีเลย ดูสิ โคลนเลอะเทอะจนถึงตาเลยนะนั่น!”

0 Comments