อัตชีวประวัติของเบนจามิน แฟรงคลิน (The Autobiography of Benjamin Franklin)

    บทนำ

    เบนจามิน แฟรงคลิน เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1706 ที่ถนนมิลค์ในเมืองบอสตัน พ่อของเขาคือโจไซอาห์ แฟรงคลิน ช่างทำเทียนที่แต่งงานสองครั้ง และเบนจามินก็เป็นลูกชายคนสุดท้องจากลูกทั้งหมด 17 คน เขาจบการศึกษาตอนอายุ 10 ขวบ และเมื่ออายุ 12 ปี ก็ได้เริ่มเป็นเด็กฝึกงานกับเจมส์ พี่ชายของเขาซึ่งเป็นช่างพิมพ์และเจ้าของหนังสือพิมพ์ "นิวอิงแลนด์ คูแรนต์" (New England Courant) เบนจามินเริ่มจากการเป็นผู้เขียนบทความ และต่อมาได้ก้าวขึ้นเป็นบรรณาธิการในนาม แต่แล้วสองพี่น้องก็มีปากเสียงกันจนเบนจามินตัดสินใจหนีออกจากบ้าน โดยเดินทางไปนิวยอร์กก่อนจะมุ่งหน้าสู่ฟิลาเดลเฟียในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1723

    ที่ฟิลาเดลเฟีย เขาได้งานเป็นช่างพิมพ์ในเวลาไม่นาน แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ผู้ว่าการคีธได้ชักชวนให้เขาเดินทางไปลอนดอน ทว่าเมื่อไปถึงเขากลับพบว่าคำสัญญาของผู้ว่าการนั้นว่างเปล่า เบนจามินจึงต้องกลับไปทำงานเป็นช่างเรียงพิมพ์อีกครั้ง จนกระทั่งได้พ่อค้าชื่อเดนแมนพาตัวกลับมาที่ฟิลาเดลเฟียและให้เขาทำงานในธุรกิจของตน เมื่อเดนแมนเสียชีวิต เบนจามินจึงกลับมาทำอาชีพเดิมและเปิดโรงพิมพ์ของตัวเองในเวลาต่อมา เขาได้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ "เดอะ เพนซิลเวเนีย กาเซตต์" (The Pennsylvania Gazette) ซึ่งเขาใช้เป็นพื้นที่เขียนบทความและผลักดันการปฏิรูปท้องถิ่นในหลายด้าน ต่อมาในปี ค.ศ. 1732 เขาได้เริ่มออกหนังสือ "ปฏิทินของพัวร์ ริชาร์ด" (Poor Richard's Almanac) อันโด่งดัง ซึ่งรวบรวมคำคมและข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่เฉียบคม จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขามีชื่อเสียงไปทั่ว และในปี ค.ศ. 1758 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่เขาเขียนปฏิทินเล่มนี้ เขาได้ตีพิมพ์ "คำเทศนาของพ่ออับราฮัม" (Father Abraham's Sermon) ซึ่งปัจจุบันได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมที่โด่งดังที่สุดชิ้นหนึ่งของยุคอาณานิคมในอเมริกา

    ในขณะเดียวกัน แฟรงคลินเริ่มหันมาสนใจกิจการบ้านเมืองมากขึ้น เขาเสนอแผนการจัดตั้งสถาบันการศึกษาซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และก่อตั้ง "สมาคมปรัชญาอเมริกัน" (American Philosophical Society) เพื่อให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้แลกเปลี่ยนการค้นพบระหว่างกัน ตัวเขาเองก็เริ่มศึกษาวิจัยเรื่องไฟฟ้า ซึ่งเขายังคงมุ่งมั่นค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการหาเงินและการทำงานการเมืองจนวาระสุดท้ายของชีวิต ในปี ค.ศ. 1748 เมื่อเริ่มมีฐานะมั่งคั่ง เขาจึงขายธุรกิจเพื่อเอาเวลามาศึกษาเล่มวิชาการ และภายในไม่กี่ปีเขาก็ได้ค้นพบสิ่งสำคัญที่ทำให้เป็นที่ยอมรับในหมู่นักปราชญ์ทั่วยุโรป

    ในด้านการเมือง แฟรงคลินพิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีความสามารถสูงทั้งในฐานะผู้บริหารและนักโต้แย้ง แม้ว่าประวัติการทำงานในตำแหน่งราชการจะมีจุดด่างพร้อยจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อส่งเสริมญาติพี่น้องก็ตาม ผลงานที่โดดเด่นที่สุดในการเมืองภายในคือการปฏิรูประบบไปรษณีย์ แต่ชื่อเสียงในฐานะรัฐบุรุษส่วนใหญ่มาจากบทบาทในการประสานความสัมพันธ์ระหว่างอาณานิคมกับบริเตนใหญ่ และต่อมาคือกับฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1757 เขาถูกส่งไปยังอังกฤษเพื่อคัดค้านอิทธิพลของตระกูลเพนน์ในการปกครองอาณานิคม และใช้เวลา 5 ปีที่นั่นเพื่อพยายามทำให้ผู้คนและรัฐบาลอังกฤษเข้าใจถึงสภาพความเป็นจริงในอาณานิคม เมื่อกลับมาอเมริกา เขาได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์แพ็กซ์ตัน ซึ่งส่งผลให้เขาต้องสูญเสียที่นั่งในสภา แต่ในปี ค.ศ. 1764 เขาก็ถูกส่งตัวไปอังกฤษอีกครั้งในฐานะตัวแทนอาณานิคมเพื่อยื่นคำร้องต่อกษัตริย์ให้กลับมาปกครองอาณานิคมโดยตรงแทนกลุ่มเจ้าของที่ดิน

    ในลอนดอน เขาคัดค้านร่างกฎหมายแสตมป์ (Stamp Act) อย่างเต็มที่ แต่กลับเสียชื่อเสียงและความนิยมไปมากเพราะเขาช่วยให้เพื่อนได้ตำแหน่งตัวแทนจัดเก็บภาษีแสตมป์ในอเมริกา แม้ว่าเขาจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้กฎหมายนี้ถูกยกเลิก แต่เขาก็ยังคงถูกระแวงสงสัย ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงพยายามนำเสนอเหตุผลของฝั่งอาณานิคมในขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดจนนำไปสู่การปฏิวัติ ในปี ค.ศ. 1767 เขาเดินทางไปยังฝรั่งเศสและได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ แต่ก่อนจะกลับบ้านในปี ค.ศ. 1775 เขาต้องพ้นจากตำแหน่งนายไปรษณีย์เนื่องจากมีส่วนในการเปิดเผยจดหมายลับของฮัทชินสันและโอลิเวอร์ให้แมสซาชูเซตส์ได้รับรู้ เมื่อถึงฟิลาเดลเฟีย เขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาคองเกรสแห่งทวีป และในปี ค.ศ. 1777 เขาถูกส่งไปยังฝรั่งเศสในฐานะกรรมาธิการของสหรัฐอเมริกา เขาพำนักอยู่ที่นั่นจนถึงปี ค.ศ. 1785 โดยเป็นที่ชื่นชอบของสังคมฝรั่งเศส และสามารถดำเนินกิจการของประเทศได้อย่างประสบความสำเร็จ จนเมื่อเขากลับมา เขาได้รับยกย่องให้เป็นวีรบุรุษแห่งเอกราชของอเมริกาเป็นรองเพียงจอร์จ วอชิงตัน เท่านั้น เบนจามิน แฟรงคลิน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1790

    ห้าบทแรกของอัตชีวประวัติเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1771 จากนั้นเขียนต่อในปี ค.ศ. 1784-85 และอีกครั้งในปี ค.ศ. 1788 ซึ่งเขาเขียนเล่าเรื่องราวมาจนถึงปี ค.ศ. 1757 หลังจากผ่านการเดินทางและเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ต้นฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์โดยนายจอห์น บิเกโลว์ และถูกนำมาเผยแพร่ในที่นี้เพื่อเป็นการยอมรับในคุณค่าของงานที่สะท้อนตัวตนของบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในยุคอาณานิคม และในฐานะหนึ่งในอัตชีวประวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

    เบนจามิน แฟรงคลิน
    อัตชีวประวัติ
    ค.ศ. 1706-1757

    ทไวฟอร์ด, บ้านบิชอปแห่งเซนต์อาซาฟ, ค.ศ. 1771

    ลูกรัก พ่อมีความสุขเสมอที่ได้รู้เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของบรรพบุรุษเรา ลูกคงจำได้ว่าตอนที่ลูกอยู่กับพ่อในอังกฤษ พ่อพยายามสืบหาข้อมูลจากญาติที่เหลืออยู่และเดินทางไปเพื่อการนั้นโดยเฉพาะ พ่อคิดว่าลูกก็น่าจะยินดีที่ได้รู้เรื่องราวชีวิตของพ่อ ซึ่งหลายเรื่องลูกอาจยังไม่เคยทราบ และเมื่อพ่อมีเวลาว่างหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ในช่วงที่เกษียณมาพักผ่อนในชนบทเช่นนี้ พ่อจึงตัดสินใจเขียนเรื่องราวเหล่านี้ให้ลูก

    นอกจากนี้ พ่อยังมีเหตุผลอื่นที่อยากเขียนด้วย เพราะพ่อเริ่มต้นชีวิตจากความยากจนและไม่มีใครรู้จัก จนก้าวมาสู่ความมั่งคั่งและมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง และดำเนินชีวิตมาจนถึงจุดนี้ด้วยความสุขพอสมควร พ่อจึงคิดว่าวิธีการต่างๆ ที่พ่อใช้ ซึ่งได้รับพรจากพระเจ้าจนประสบความสำเร็จนั้น ลูกหลานของพ่ออาจอยากรู้ เพื่อที่จะได้นำส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเองไปปรับใช้และปฏิบัติตาม

    เมื่อลองย้อนคิดถึงความสุขเหล่านั้น บางครั้งพ่อก็บอกกับตัวเองว่า หากเลือกได้ พ่อก็ยินดีที่จะใช้ชีวิตแบบเดิมซ้ำอีกครั้งตั้งแต่เริ่มต้น เพียงแต่ขอให้มีสิทธิพิเศษเหมือนนักเขียนที่ได้แก้ไขข้อผิดพลาดในฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อทำฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง พ่อจะได้แก้ไขจุดบกพร่อง และเปลี่ยนอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ร้ายๆ ให้กลายเป็นเรื่องดีๆ แต่ถึงแม้จะทำไม่ได้ พ่อก็ยังยินดีที่จะรับข้อเสนอนั้นอยู่ดี และในเมื่อการเกิดใหม่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับการได้ใช้ชีวิตอีกครั้ง คือการหวนระลึกถึงความทรงจำ และทำให้ความทรงจำนั้นคงอยู่ตลอดไปด้วยการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

    อีกทั้ง พ่อจะได้ทำตามสัญชาตญาณธรรมชาติของคนแก่ที่ชอบเล่าเรื่องตัวเองและสิ่งที่เคยทำมาในอดีต ซึ่งการเขียนแบบนี้จะไม่ทำให้ใครต้องรำคาญใจเหมือนการที่คนอื่นต้องทนฟังพ่อเพราะความเกรงใจในอายุ เพราะใครจะอ่านหรือไม่ก็เป็นสิทธิของเขา และสุดท้าย (พ่อขอสารภาพตรงๆ เลย เพราะถ้าปฏิเสธไปก็คงไม่มีใครเชื่อ) พ่ออาจจะทำเพื่อตอบสนองความทะนงตนของตัวเองด้วย พ่อแทบไม่เคยเห็นใครพูดว่า "ขอพูดโดยไม่มีความทะนงตนเลยว่า…" แล้วหลังจากนั้นไม่พูดเรื่องที่น่าทะนงตนตามมา คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเห็นความทะนงตนในตัวคนอื่น แม้ว่าตัวเองจะมีอยู่ก็ตาม แต่สำหรับพ่อ พ่อยอมรับมันได้ทุกที่ที่เจอ เพราะเชื่อว่าบ่อยครั้งความทะนงตนก็สร้างสิ่งดีๆ ให้กับเจ้าของและคนรอบข้าง ดังนั้นในหลายกรณี มันคงไม่แปลกถ้าคนเราจะขอบคุณพระเจ้าที่มอบความทะนงตนให้เป็นหนึ่งในความสุขของชีวิต

    เมื่อพูดถึงการขอบคุณพระเจ้า พ่อขอยอมรับด้วยความนอบน้อมว่า ความสุขในชีวิตที่ผ่านมาของพ่อนั้นเกิดจากพระเมตตาของพระองค์ที่นำทางให้พ่อพบวิธีการที่ถูกต้องและประสบความสำเร็จ ความเชื่อนี้ทำให้พ่อหวังว่า พระองค์จะยังคงเมตตาพ่อต่อไป ให้พ่อมีความสุขเช่นนี้ หรือช่วยให้พ่อเข้มแข็งพอที่จะเผชิญกับความสูญเสียร้ายแรงหากต้องเกิดขึ้นเหมือนที่คนอื่นเคยเจอ เพราะอนาคตของพ่อจะเป็นอย่างไร มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงทราบ และทรงมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแม้แต่ความทุกข์ให้กลายเป็นพรสำหรับเรา

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note