ตอนที่ 4: CHAPTER II
byบทที่ 2
อังกฤษโบราณภายใต้การปกครองของชาวแซกซอนยุคแรก
พอชาวโรมันถอนตัวออกจากบริเตนได้ไม่ทันไร ชาวบริเตนก็เริ่มนึกเสียใจที่ปล่อยให้พวกเขาจากไป เพราะเมื่อไม่มีโรมันคอยคุ้มกัน ประกอบกับจำนวนชาวบริเตนที่ลดน้อยลงมากจากสงครามที่ยืดเยื้อ พวกพิกต์และสกอตจึงฉวยโอกาสบุกทะลวงผ่านกำแพงของเซเวรัสที่พังทลายและไร้คนเฝ้าเข้ามาเป็นฝูง พวกเขาปล้นสะดมเมืองที่มั่งคั่งและเข่นฆ่าผู้คน ซ้ำยังย้อนกลับมาปล้นและฆ่าฟันอยู่บ่อยครั้งจนชาวบริเตนผู้โชคร้ายต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ลำพังแค่พวกพิกต์และสกอตที่บุกทางบกก็แย่พอแล้ว ยังมีชาวแซกซอนที่โจมตีทางทะเลเข้ามาอีก และที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ ชาวบริเตนเองยังทะเลาะกันอย่างรุนแรงเรื่องวิธีการสวดมนต์ว่าควรสวดอย่างไรถึงจะถูกต้อง เหล่านักบวชต่างโกรธเคืองกันจนสาปแช่งกันอย่างดุเดือด และ (เหมือนกับพวกดรูอิดสมัยก่อนไม่มีผิด) ยังสาปแช่งทุกคนที่ไม่ยอมเชื่อฟังตนเองด้วย สรุปได้ว่าช่วงนั้นชาวบริเตนตกที่นั่งลำบากอย่างที่สุดเลยล่ะครับ
ความทุกข์ระทมนี้บีบให้พวกเขาต้องส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากโรม ซึ่งพวกเขาเรียกจดหมายฉบับนี้ว่า "เสียงคร่ำครวญของชาวบริเตน" (The Groans of the Britons) โดยเขียนไว้ว่า "พวกคนเถื่อนไล่ต้อนเราลงทะเล พอลงทะเล ทะเลก็ซัดเรากลับไปหาพวกคนเถื่อน เราไม่มีทางเลือกอื่นเลย นอกจากต้องเลือกว่าจะตายด้วยคมดาบหรือตายด้วยเกลียวคลื่น" แต่ถึงโรมจะอยากช่วยแค่ไหนก็ทำไม่ได้ เพราะตอนนั้นพวกเขาก็มีศัตรูที่ดุร้ายและแข็งแกร่งคอยจ้องเล่นงานจนแทบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน ในที่สุด เมื่อทนความลำบากไม่ไหว ชาวบริเตนจึงตัดสินใจสงบศึกกับชาวแซกซอน และเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้ามาในประเทศเพื่อช่วยขับไล่พวกพิกต์และสกอตออกไป
เจ้าชายชาวบริเตนชื่อ วอร์ทิเกิร์น เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้ โดยได้ทำสนธิสัญญาเป็นมิตรกับ เฮนจิสต์ และ ฮอร์ซา สองหัวหน้าเผ่าแซกซอน ซึ่งชื่อทั้งสองนี้ในภาษาแซกซอนโบราณแปลว่า "ม้า" เพราะชาวแซกซอนในยุคที่ยังป่าเถื่อนนั้นนิยมตั้งชื่อคนตามชื่อสัตว์ เช่น ม้า หมาป่า หมี หรือสุนัขล่าเนื้อ ซึ่งชาวอินเดียนแดงในอเมริกาเหนือ (แม้จะเป็นกลุ่มคนที่ด้อยกว่าชาวแซกซอนมากก็ตาม) ก็ยังคงนิยมทำแบบนี้จนถึงปัจจุบัน
เฮนจิสต์และฮอร์ซาสามารถขับไล่พวกพิกต์และสกอตออกไปได้สำเร็จ วอร์ทิเกิร์นจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณและอนุญาตให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่เรียกว่า เกาะธาเนต รวมถึงยอมให้ชวนเพื่อนร่วมชาติเข้ามาสมทบได้อีก แต่เฮนจิสต์มีลูกสาวแสนสวยชื่อ โรเวนา ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง เธอรินไวน์จนเต็มจอกทองคำแล้วยื่นให้วอร์ทิเกิร์นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานหยดว่า "ขอให้ทรงพระเจริญเพคะ องค์ราชา" เพียงเท่านี้พระราชาก็ตกหลุมรักเธอทันที ผมเชื่อว่าเฮนจิสต์ผู้เจ้าเล่ห์ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น เพื่อที่ชาวแซกซอนจะได้มีอิทธิพลเหนือพระราชา และโรเวนาผู้เลอโฉมก็คงตั้งใจถือจอกทองคำใบนั้นมาในงานเลี้ยงเพื่อแผนการนี้โดยเฉพาะ
สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกัน หลังจากนั้นไม่ว่าพระราชาจะทรงกริ้วชาวแซกซอน หรือระแวงว่าพวกเขาจะรุกล้ำอำนาจ โรเวนาก็จะใช้แขนเรียวสวยโอบรอบคอพระองค์แล้วกระซิบเบาๆ ว่า "ฝ่าบาทเพคะ พวกเขาคือคนของหม่อมฉัน โปรดเมตตาพวกเขา เหมือนที่ทรงรักสาวแซกซอนผู้มอบจอกไวน์ทองคำให้ในงานเลี้ยงวันนั้นเถิด" ซึ่งผมคิดว่าไม่มีทางเลยที่พระราชาจะปฏิเสธเธอได้
อา… สุดท้ายเราทุกคนก็ต้องตาย วอร์ทิเกิร์นสิ้นพระชนม์ (ซึ่งผมเกรงว่าก่อนหน้านั้นพระองค์คงถูกถอดจากบัลลังก์และถูกจำคุกเสียก่อน) โรเวนาก็จากไป ชาวแซกซอนและชาวบริเตนหลายรุ่นก็ล้มหายตายจาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยาวนานหลายปีคงถูกลืมเลือนไปหมดแล้ว หากไม่มีเรื่องเล่าและบทเพลงของเหล่านักขับลำนำ (Bards) เคราขาวที่เดินทางไปตามงานเลี้ยงต่างๆ เพื่อเล่าถึงวีรกรรมของบรรพบุรุษ หนึ่งในเรื่องที่โด่งดังที่สุดคือเรื่องความกล้าหาญและคุณธรรมของ กษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเจ้าชายชาวบริเตนในยุคนั้น แต่ความจริงแล้วท่านมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเรื่องของคนหลายคนที่ถูกนำมารวมเป็นชื่อเดียว หรือเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาทั้งหมด ก็ไม่มีใครรู้ได้
เดี๋ยวผมจะเล่าส่วนที่น่าสนใจที่สุดของยุคแซกซอนตอนต้น ตามที่ปรากฏในบทเพลงและเรื่องเล่าของเหล่านักขับลำนำให้ฟังครับ
ในช่วงเวลาของวอร์ทิเกิร์นและหลังจากนั้นอีกนาน ชาวแซกซอนกลุ่มใหม่ๆ ภายใต้การนำของหัวหน้าเผ่าต่างๆ ได้หลั่งไหลเข้ามาในบริเตน กลุ่มหนึ่งรบชนะชาวบริเตนทางตะวันออกและตั้งอาณาจักรชื่อ เอสเซกซ์ (Essex) อีกกลุ่มตั้งถิ่นฐานทางตะวันตกและเรียกอาณาจักรว่า เวสเซกซ์ (Wessex) ส่วนพวกนอร์ทโฟล์ก (Northfolk) และเซาท์โฟล์ก (Southfolk) ก็แยกย้ายกันไปตั้งรกรากในพื้นที่ของตน จนในที่สุดอังกฤษก็เกิดเป็น 7 อาณาจักรที่เรียกว่า "แซกซอน เฮปทาร์คี" (Saxon Heptarchy) ส่วนชาวบริเตนผู้น่าสงสารที่เคยเชิญคนเหล่านี้มาในฐานะมิตร กลับต้องถอยร่นหนีการรุกรานไปยังเวลส์และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงเดวอนเชียร์และคอร์นวอลล์ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ไม่ถูกพิชิตเป็นเวลานาน ในคอร์นวอลล์ปัจจุบัน ซึ่งมีชายฝั่งที่หม่นหมอง ชัน และขรุขระ เป็นที่ที่เรือมักอับปางในช่วงฤดูหนาวอันมืดมิดจนผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด และมีเสียงลมและคลื่นคำรามกึกก้องจนโขดหินแตกเป็นซุ้มและถ้ำ ที่นั่นยังมีซากปรักหักพังโบราณที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นซากปราสาทของกษัตริย์อาเธอร์
ในบรรดาทั้ง 7 อาณาจักร เคนต์ (Kent) มีชื่อเสียงที่สุด เพราะเป็นที่ที่ ออคุสติน นักบวชจากโรม ได้มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ให้แก่ชาวแซกซอน (ซึ่งตอนนั้นข่มเหงชาวบริเตนจนไม่สนใจว่า พวกเขา จะพูดอะไรเกี่ยวกับศาสนาหรือเรื่องอื่นใด) กษัตริย์เอเธลเบิร์ตแห่งเคนต์ทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ในเวลาต่อมา และทันทีที่พระองค์ประกาศตัวเป็นคริสต์ศาสนิกชน เหล่าข้าราชบริพารก็รีบประกาศว่า พวกเขา เป็นคริสต์ด้วย จากนั้นราษฎรอีกนับหมื่นคนก็ทำตาม ออคุสตินได้สร้างโบสถ์เล็กๆ ไว้ใกล้พระราชวัง ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งของมหาวิหารแคนเทอร์เบอรีอันงดงาม ส่วนเซเบิร์ต หลานชายของกษัตริย์ ได้สร้างโบสถ์ถวายเซนต์ปีเตอร์บนพื้นที่ชุ่มน้ำใกล้ลอนดอน ซึ่งเดิมเคยเป็นวิหารของเทพอะพอลโล และปัจจุบันคือเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ นอกจากนี้ในลอนดอน เขายังสร้างโบสถ์เล็กๆ อีกแห่งบนฐานวิหารของเทพีไดอาน่า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นมหาวิหารเซนต์พอลในปัจจุบัน
หลังจากกษัตริย์เอเธลเบิร์ตสิ้นพระชนม์ กษัตริย์เอ็ดวินแห่งนอร์ทัมเบรีย ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีจนเล่ากันว่าในรัชสมัยของพระองค์ ผู้หญิงหรือเด็กสามารถถือถุงทองเดินไปมาได้อย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องกลัวภัย ทรงอนุญาตให้บุตรของพระองค์รับศีลล้างบาป และจัดประชุมสภาครั้งใหญ่เพื่อพิจารณาว่าพระองค์และราษฎรควรเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้เปลี่ยน ในโอกาสนี้ โคอิฟิ หัวหน้านักบวชของศาสนาเดิมได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า เขาพบว่าเทพเจ้าองค์เก่าเป็นพวกจอมปลอม "ผมมั่นใจมาก" เขากล่าว "ดูผมเป็นตัวอย่างสิ! ผมรับใช้เทพเจ้าเหล่านั้นมาทั้งชีวิต แต่พวกเขาไม่เคยให้อะไรผมเลย ถ้าพวกเขามีอำนาจจริง อย่างน้อยที่สุดในฐานะการตอบแทนสิ่งที่ผมทำให้มาตลอด พวกเขาก็ควรจะทำให้ผมร่ำรวยได้ แต่ในเมื่อผมยังจนเหมือนเดิม ผมจึงมั่นใจว่าเทพเจ้าเหล่านั้นเป็นของปลอม!" เมื่อพูดจบ นักบวชผู้แปลกประหลาดคนนี้ก็รีบคว้าดาบและหอก กระโดดขึ้นม้าศึก ควบตะบึงผ่านสายตาผู้คนไปยังวิหาร แล้วพุ่งหอกใส่เพื่อเป็นการหยามเกียรติ ตั้งแต่นั้นมา ศาสนาคริสต์ก็แพร่หลายและกลายเป็นศรัทธาหลักของชาวแซกซอน
เจ้าชายผู้โด่งดังคนต่อมาคือ เอ็กเบิร์ต ซึ่งมีชีวิตอยู่หลังจากนั้นประมาณ 150 ปี เขาอ้างว่าตนมีสิทธิ์ในบัลลังก์เวสเซกซ์มากกว่า เบอร์ตริก เจ้าชายแซกซอนอีกคนที่ปกครองอาณาจักรนั้นอยู่ ซึ่งเบอร์ตริกแต่งงานกับ เอ็ดเบอร์กา ลูกสาวของกอฟฟา กษัตริย์จากอีกอาณาจักรหนึ่ง ราชินีเอ็ดเบอร์กาเป็นฆาตกรสาวสวยที่ชอบวางยาพิษคนที่ทำให้เธอไม่พอใจ วันหนึ่งเธอผสมยาพิษให้ขุนนางคนหนึ่งในราชสำนัก แต่สามีของเธอดันดื่มเข้าไปด้วยความผิดพลาดจนสิ้นพระชนม์ เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนโกรธแค้นและรวมตัวกันบุกไปที่พระราชวัง ตะโกนด่าทอหน้าประตูว่า "โค่นราชินีใจโฉดผู้ชอบวางยาพิษ!" พวกเขาขับไล่เธอออกจากประเทศและยกเลิกฐานันดรที่เธอทำให้เสื่อมเสีย หลายปีผ่านไป มีนักเดินทางกลับมาจากอิตาลีและเล่าว่า ที่เมืองปาเวียพวกเขาเห็นหญิงขอทานเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสวยงามแต่ตอนนี้เหี่ยวแห้ง หลังค่อม และผิวเหลืองซีด เดินขอทานอาหารตามท้องถนน และหญิงขอทานคนนั้นก็คือราชินีนักวางยาพิษชาวอังกฤษนั่นเอง เอ็ดเบอร์กาจึงจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาโดยไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน
เอ็กเบิร์ตไม่กล้าอยู่ในอังกฤษเพราะกลัวว่าคู่แข่งจะจับตัวเขาไปประหารหลังจากที่เขาอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์เวสเซกซ์ เขาจึงลี้ภัยไปอยู่ที่ราชสำนักของ ชาร์เลอมาญ กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส เมื่อเบอร์ตริกสิ้นพระชนม์เพราะอุบัติเหตุยาพิษ เอ็กเบิร์ตจึงกลับมายังบริเตน ขึ้นครองบัลลังก์เวสเซกซ์ และรบชนะกษัตริย์ในอาณาจักรอื่นๆ จนสามารถรวมดินแดนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน และเป็นครั้งแรกที่เขาเรียกดินแดนที่ตนปกครองว่า "อังกฤษ" (England)
แต่แล้วศัตรูใหม่ก็ปรากฏตัวและสร้างความเดือดร้อนให้อังกฤษอย่างหนักเป็นเวลานาน นั่นคือพวกนอร์ธเมน หรือชาวเดนมาร์กและนอร์เวย์ ซึ่งคนอังกฤษเรียกว่า "พวกเดนส์" (The Danes) พวกเขาเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญการเดินเรือ ไม่ใช่นับถือคริสต์ และมีความกล้าหาญปนโหดเหี้ยม พวกเขาล่องเรือมาปล้นสะดมและเผาทำลายทุกที่ที่ขึ้นฝั่ง ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยรบชนะเอ็กเบิร์ต และบางครั้งเอ็กเบิร์ตก็ชนะพวกเขา แต่พวกเดนส์ไม่ได้ยี่หระกับการพ่ายแพ้เลยแม้แต่น้อย ในรัชสมัยสั้นๆ ของกษัตริย์เอเธลวูล์ฟ และลูกชายทั้งสามคือ เอเธลบอลด์, เอเธลเบิร์ต และเอเธลเรด พวกเดนส์ยังคงบุกกลับมาเผาผลาญและปล้นสะดมจนอังกฤษย่อยยับ ในรัชสมัยสุดท้าย กษัตริย์เอ็ดมันด์แห่งอังกฤษตะวันออกถูกจับมัดไว้กับต้นไม้ พวกเดนส์เสนอให้พระองค์เปลี่ยนศาสนา แต่ในฐานะคริสต์ศาสนิกชนที่ดี พระองค์ทรงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด พวกเดนส์จึงทุบตี ล้อเลียนอย่างขี้ขลาดในขณะที่พระองค์ไร้ทางสู้ ยิงธนูใส่ และสุดท้ายก็ตัดพระเศียรของพระองค์เสีย ในตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยว่าใครจะเป็นรายต่อไปที่จะถูกฆ่า จนกระทั่งกษัตริย์เอเธลเรดสิ้นพระชนม์จากบาดแผลในสงคราม และบัลลังก์ก็ได้ตกเป็นของกษัตริย์ที่เก่งกาจและชาญฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์อังกฤษ

0 Comments