ตอนที่ 3: CHAPTER I (part 2)
byถึงอย่างนั้น ชาวบริตันก็ ไม่ยอมจำนน พวกเขาลุกขึ้นสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าและยอมตายในสนามรบด้วยดาบในมือนับพันๆ คน ทุกครั้งที่มีโอกาสพวกเขาจะลุกขึ้นต่อต้านเสมอ ต่อมาซูเอโทเนียส นายพลโรมันอีกคนได้ยกทัพมาบุกเกาะแองเกิลซี (ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าโมนา) ที่เชื่อกันว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาเผาเหล่าดรูอิดทั้งเป็นในกรงสานด้วยไฟของพวกเขาเอง แต่ถึงแม้ซูเอโทเนียสจะนำทัพผู้ชนะประจำการอยู่ในบริเตน ชาวบริตันก็ยังไม่หยุดสู้
ครั้งหนึ่ง บัวดิเซีย ราชินีแห่งบริเตนและหม้ายของกษัตริย์แห่งชาวนอร์ฟอล์กและซัฟฟอล์ก ได้พยายามขัดขวางไม่ให้ชาวโรมันที่ตั้งถิ่นฐานในอังกฤษปล้นชิงทรัพย์สินของเธอ ผลคือเธอถูกสั่งให้ถูกเฆี่ยนอย่างทารุณโดยคำสั่งของคาทุส นายทหารโรมัน มิหนำซ้ำลูกสาวทั้งสองของเธอยังถูกล่วงละเมิดอย่างน่าอัปยศต่อหน้าต่อตา และญาติทางฝั่งสามีก็ถูกจับไปเป็นทาส เพื่อล้างแค้นความอยุติธรรมนี้ ชาวบริตันจึงรวมพลังกันลุกขึ้นสู้ด้วยความโกรธแค้นถึงขีดสุด พวกเขาขับไล่คาทุสกลับไปยังกอล ทำลายทรัพย์สินของโรมันจนย่อยยับ และบีบให้ชาวโรมันต้องถอนตัวออกจากลอนดอน ซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงเมืองท่าเล็กๆ ที่ยากจน ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ชาวโรมันกว่าเจ็ดหมื่นคนถูกแขวนคอ เผาทั้งเป็น ตรึงกางเขน และถูกดาบสังหาร
ซูเอโทเนียสจึงเสริมกำลังทัพและรุกคืบเข้ามาเพื่อตัดสินศึก ฝ่ายบริตันเองก็ระดมพลเข้าโจมตีอย่างบ้าบิ่นในจุดที่กองทัพโรมันตั้งมั่นอย่างแข็งแกร่ง ก่อนที่การปะทะระลอกแรกจะเริ่มขึ้น บัวดิเซียบนรถศึกที่ผมสีทองปลิวไสวไปตามลม โดยมีลูกสาวที่บาดเจ็บนอนอยู่ที่แทบเท้า ได้ขับรถวนไปท่ามกลางเหล่าทหาร พร้อมตะโกนปลุกระดมให้ทุกคนล้างแค้นพวกโรมันผู้บ้ากามและกดขี่ ชาวบริตันสู้จนตัวตาย แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้อย่างยับเยินและต้องสูญเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ส่วนราชินีผู้โชคร้ายตัดสินใจดื่มยาพิษปลิดชีพตนเอง
ทว่าจิตวิญญาณของชาวบริตันยังไม่ถูกทำลาย เมื่อซูเอโทเนียสถอนทัพออกจากประเทศ พวกเขาก็เข้าโจมตีกองกำลังที่เหลือและยึดเกาะแองเกิลซีกลับคืนมาได้ อีกสิบห้าหรือยี่สิบปีต่อมา อะกริโคลาก็ยกทัพมาและยึดเกาะคืนได้อีกครั้ง เขาใช้เวลาถึงเจ็ดปีในการปราบปรามดินแดนแห่งนี้ โดยเฉพาะส่วนที่ปัจจุบันคือสกอตแลนด์ แต่ชาวคาเลโดเนียนที่นั่นต่อต้านเขาทุกตารางนิ้ว พวกเขาสู้รบกันอย่างนองเลือดที่สุด ถึงขั้นที่ชาวคาเลโดเนียนยอมฆ่าลูกเมียตัวเองเพื่อไม่ให้ตกเป็นเชลยของโรมัน มีผู้เสียชีวิตจากการสู้รบมากมายมหาศาล จนเชื่อกันว่าเนินเขาบางลูกในสกอตแลนด์แท้จริงแล้วคือกองหินขนาดใหญ่ที่ทับถมอยู่บนหลุมศพของพวกเขา
สามสิบปีต่อมา ฮาเดรียนยกทัพมาแต่ก็ยังถูกต่อต้าน และอีกเกือบหนึ่งร้อยปีให้หลัง เซเวรัสก็ยกทัพมา แต่กองทัพอันเกรียงไกรของเขากลับถูกชาวพื้นเมืองรุมรบกวนราวกับถูกฝูงหมาไล่กัด และพวกเขาก็ยินดีที่ได้เห็นทหารโรมันตายนับพันในปลักโคลนและหนองน้ำ จนกระทั่งคาราคัลลา ลูกชายและผู้สืบทอดของเซเวรัส สามารถปราบพวกเขาได้ในที่สุดช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ใช่ด้วยกำลังทหาร เพราะเขารู้ดีว่าอาวุธใช้ไม่ได้ผล คาราคัลลาจึงยอมยกดินแดนส่วนหนึ่งให้ชาวคาเลโดเนียน และมอบสิทธิพิเศษให้ชาวบริตันเท่าเทียมกับชาวโรมัน หลังจากนั้นจึงเกิดสันติภาพขึ้นเป็นเวลาเจ็ดสิบปี
แต่แล้วศัตรูใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น นั่นคือชาวแซกซอน ผู้คนดุร้ายที่เชี่ยวชาญการเดินเรือจากทางเหนือของแม่น้ำไรน์ในเยอรมนี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกองุ่นชั้นเลิศสำหรับทำไวน์ พวกเขาล่องเรือโจรสลัดมาปล้นสะดมชายฝั่งของกอลและบริเตน แต่ถูกขับไล่ไปได้โดยคารอซียุส ซึ่งเป็นชาวเบลเยียมหรือบริตันที่ได้รับแต่งค่าให้เป็นผู้บัญชาการของโรมัน และภายใต้การนำของเขา ชาวบริตันจึงเริ่มเรียนรู้การรบทางเรือเป็นครั้งแรก ทว่าหลังจากนั้นการปล้นสะดมก็กลับมาอีกครั้ง ไม่กี่ปีต่อมา ชาวสกอต (ซึ่งในตอนนั้นหมายถึงชาวไอร์แลนด์) และชาวพิกต์จากทางเหนือ ก็เริ่มบุกปล้นทางตอนใต้ของบริเตนบ่อยครั้ง การโจมตีเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสองร้อยปี ผ่านยุคสมัยของจักรพรรดิและผู้นำโรมันหลายรุ่น ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ชาวบริตันก็ลุกขึ้นสู้กับโรมันครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน
ในที่สุด เมื่อถึงสมัยของจักรพรรดิโฮโนริอุส อำนาจของโรมันทั่วโลกเริ่มเสื่อมถอย และกรุงโรมต้องการทหารทั้งหมดกลับไปป้องกันบ้านเกิด ชาวโรมันจึงละทิ้งความหวังที่จะพิชิตบริเตนและถอนตัวออกไป และในวาระสุดท้ายนี้เอง ชาวบริตันก็ลุกขึ้นต่อต้านพวกเขาด้วยความกล้าหาญเหมือนเช่นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านั้นเพียงไม่นาน พวกเขาได้ขับไล่ผู้ปกครองชาวโรมันออกไปและประกาศตนเป็นอิสระ
ห้าร้อยปีผ่านไปนับตั้งแต่จูเลียส ซีซาร์ บุกเกาะแห่งนี้เป็นครั้งแรก ชาวโรมันจึงจากไปตลอดกาล แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจะเกิดการสู้รบและการนองเลือดอย่างน่าสยดสยอง แต่โรมันก็ได้ช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบริตันไว้มาก ทั้งการสร้างถนนทหารสายหลัก การสร้างป้อมปราการ สอนวิธีการแต่งกายและการใช้อาวุธที่ทันสมัยขึ้น รวมถึงยกระดับวิถีชีวิตของชาวบริตันให้ประณีตขึ้น อะกริโคลาก่อสร้างกำแพงดินยาวกว่าเจ็ดสิบไมล์ ตั้งแต่ นิวคาสเซิล ไปจนถึงเลยเมืองคาร์ไลล์ เพื่อป้องกันชาวพิกต์และชาวสกอต ต่อมาฮาเดรียนได้เสริมความแข็งแกร่งให้กำแพงนี้ และเซเวรัสเมื่อเห็นว่ากำแพงทรุดโทรมจึงสร้างขึ้นใหม่ด้วยหิน
ที่สำคัญที่สุด ในยุคโรมันนี้เองที่ศาสนาคริสต์ได้ถูกนำเข้ามาในบริเตนผ่านเรือของชาวโรมัน ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้บทเรียนอันยิ่งใหญ่ว่า การจะเป็นที่รักในสายพระเนตรของพระเจ้าได้นั้น ต้องรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง และปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตน เหล่าดรูอิดประกาศว่าความเชื่อเช่นนี้เป็นเรื่องชั่วร้ายและสาปแช่งทุกคนที่ศรัทธาอย่างรุนแรง แต่เมื่อผู้คนพบว่าคำอวยพรของดรูอิดไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น และคำสาปแช่งก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่ลง อีกทั้งดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสงและฝนยังคงตกโดยไม่ต้องขออนุญาตดรูอิด พวกเขาจึงเริ่มคิดได้ว่าดรูอิดก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา และคำสาปหรือคำพรนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย หลังจากนั้น ลูกศิษย์ของเหล่าดรูอิดก็ลดจำนวนลงอย่างมาก และพวกดรูอิดเองก็ต้องหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน
และนี่คือจุดสิ้นสุดของยุคโรมันในอังกฤษ แม้เราจะรู้เรื่องราวในช่วงห้าร้อยปีนั้นเพียงน้อยนิด แต่ร่องรอยในอดีตยังคงหลงเหลืออยู่ บ่อยครั้งที่คนงานขุดดินเพื่อวางรากฐานบ้านหรือโบสถ์ มักจะพบเหรียญสนิมเขรอะของชาวโรมัน เศษจานชาม แก้วน้ำ หรือแผ่นหินปูพื้น ที่ถูกพลิกขึ้นมาพร้อมกับดินจากการไถนาหรือจอบของคนสวน บ่อน้ำที่ชาวโรมันขุดไว้ยังคงมีน้ำไหล ถนนที่พวกเขาสร้างยังคงเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงในปัจจุบัน ในสมรภูมิเก่าแก่ เรายังพบหัวหอกของชาวบริตันและชุดเกราะโรมันผุพังปนเปกันอยู่ ซึ่งเป็นหลักฐานของการปะทะกันอย่างดุเดือดในอดีต ร่องรอยค่ายทหารโรมันที่ถูกหญ้าปกคลุม และเนินดินที่เป็นสุสานของชาวบริตันจำนวนมากสามารถพบเห็นได้เกือบทุกแห่งในประเทศ บนทุ่งกว้างอันอ้างว้างของนอร์ทัมเบอร์แลนด์ กำแพงของเซเวรัสที่เต็มไปด้วยมอสและวัชพืชยังคงทอดตัวเป็นซากปรักหักพังที่แข็งแกร่ง โดยมีคนเลี้ยงแกะและสุนัขคู่ใจนอนหลับปุ๋ยอยู่บนนั้นในวันที่อากาศอบอุ่น ส่วนที่ทุ่งราบซอลส์บรี สโตนเฮนจ์ยังคงตั้งตระหง่าน เป็นอนุสรณ์แห่งยุคสมัยที่ชื่อของโรมันยังไม่เป็นที่รู้จักในบริเตน และเป็นยุคที่แม้แต่ดรูอิดผู้มีไม้กายสิทธิ์วิเศษที่สุด ก็ไม่อาจเขียนชื่อโรมันลงบนผืนทรายริมชายหาดอันป่าเถื่อนได้

0 Comments