II.

    เรือมาร์ธา เจน (The Martha Jane)

    บนเรือสคูนเนอร์ของชาวแยงกี้ลำหนึ่ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวายของการเตรียมตัวออกเรือ หลังจากที่ล่องมายังเกาะทางใต้แห่งนี้เพื่อแสวงหาผลกำไร สายลมที่พัดแรงและเป็นใจช่วยให้เหล่าลูกเรือเร่งเตรียมการด้วยความกระตือรือร้น ทุกคนต่างมีความสุขที่จะได้กลับบ้านที่อยู่ห่างไกล

    เรือเล็กที่ถูกส่งขึ้นฝั่งเพื่อไปหาเสบียงที่จำเป็นกำลังมุ่งหน้ากลับมายังเรือลำใหญ่ ในเรือลำนั้น ท่ามกลางเหล่ากะลาสีผู้หยาบกร้าน มีแดฟนั่งอยู่พร้อมกับตะกร้าใบสำคัญข้างกาย ดวงตาเป็นประกายของเธอกวาดมองใบหน้าของผู้คนรอบตัวด้วยความหวังและโหยหา ราวกับพยายามจะอ่านความลับที่ซ่อนอยู่ในใจของทุกคน

    “เฮ้! มาเร็วเข้าแม่คุณ เดี๋ยวฉันช่วยส่งไก่ขึ้นไปให้” ลูกเรือคนหนึ่งตะโกนบอกเมื่อเรือเข้าเทียบท่า

    “ไก่ของฉัน ฉันจัดการเองได้” แดฟตอบพลางยกตะกร้าขึ้นวางบนศีรษะ แล้วก้าวขึ้นเรือด้วยท่าทางมั่นคงและคล่องแคล่วไม่แพ้กะลาสีรุ่นเก๋าคนไหน

    ทันทีที่เท้าแตะดาดฟ้าเรือ เหล่าลูกเรือก็กรูเข้ามาล้อมรอบเธอ บ้างก็เสนอขอซื้อไก่ในราคาที่เธอพอใจ บ้างก็ล้อเลียนรูปร่างที่บึกบึนและใบหน้าสีดำขลับของเธออย่างหยาบคาย ลูกเรือหนุ่มคนหนึ่งที่กล้ากว่าใครเพื่อนเอื้อมมือไปจับตะกร้าและเกือบจะดึงผ้าคลุมออก ซึ่งนั่นเกือบจะเป็นการล้อเล่นที่อันตรายที่สุดในชีวิตของเขา เพราะแดฟสวนกลับด้วยหมัดหนักๆ จนเขาถอยกรูดไปข้างหลัง และในชั่วพริบตาเธอก็คว้าไม้พายขึ้นมากวัดแกว่งรอบตัว ขู่จะจัดการทุกคนที่กล้าแตะต้องของของเธอ พร้อมประกาศก้องว่าเธอจะตกลงเรื่องไก่กับกัปตันเพียงคนเดียวเท่านั้น

    “กัปตันคะ!” แดฟเรียกเมื่อชายร่างสูงกำยำเดินเข้ามายังจุดเกิดเหตุ “กัปตันคะ ฉันต้องการคุยกับท่านแค่สองคนเท่านั้น ไปให้พ้นจากพวกผู้ชายที่ไม่รู้จักวิธีปฏิบัติต่อคนผิวสีที่มีเกียรติ ซึ่งทำงานให้สุภาพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดบนเกาะนี้ ขอให้ฉันได้คุยกับท่านในห้องเล็กๆ นั่น แล้วถ้าท่านมีเมตตา เรามาตกลงกันค่ะ”

    ท่าทางที่จริงจังและเด็ดเดี่ยวของเธอทำให้กัปตันโจนส์ยอมตกลงตามคำขอที่แปลกประหลาดนั้น พร้อมกับแอบยิ้มกับตัวเอง

    บนดาดฟ้าเรือมีห้องพักชั่วคราวที่สร้างขึ้นเพื่อกันแสงแดดอันร้อนระอุของทางใต้ แม้จะเป็นเพียงโครงไม้หยาบๆ คลุมด้วยผ้าใบ แต่เมื่อปิดม่านลง มันก็กลายเป็นที่พักที่เย็นสบายและเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับการงีบหลับยามบ่ายหรือใช้คุยธุระส่วนตัว

    แดฟเดินตามกัปตันไปโดยมีตะกร้าอยู่บนศีรษะ ท่าทางที่มั่นใจและสง่างามของเธอราวกับจะบอกเหล่าลูกเรือว่า “เห็นไหมล่ะ กัปตันของพวกคุณน่ะรู้จักวิธีปฏิบัติต่อคนอย่างฉันดีกว่าพวกคุณเยอะ”

    เมื่อเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว ท่าทางของแดฟก็เปลี่ยนไปทันที เธอวางตะกร้าใบสำคัญลงและจ้องตาของกัปตันอย่างจริงจัง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “กัปตันคะ ถ้าท่านเห็นคนกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดในน้ำลึกข้างนอกนั่น ท่านจะนิ่งเฉยไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยไหมคะ? หรือถ้าท่านเห็นบ้านไฟไหม้และมีเด็กน้อยน่ารักถูกไฟคลอกอยู่ข้างใน ท่านจะแค่ยืนดูเปลวไฟที่น่ากลัวนั่นโดยไม่คิดจะช่วยเด็กๆ หรือคะ? กัปตันคะ ฉันนำงานบุญมาให้ท่านทำค่ะ เขาว่ากันว่าพระผู้เป็นเจ้าจะอวยพรคนที่ดูแลเด็กเล็กและจะมอบที่นั่งที่ดีในสวรรค์ให้ ขอให้ท่านสาบานต่อพระองค์ว่า จะไม่บอกความลับที่น่าสะพรึงกลัวที่ฉันกำลังจะบอกนี้เด็ดขาด! สาบานสิคะ เพราะเวลาเรามีไม่มากแล้ว!”

    กัปตันผู้ใจดีรู้สึกประทับใจในความจริงจังของเธอ และเริ่มสงสัยว่าความลับที่ทำให้เธอสะเทือนใจขนาดนี้คืออะไร “ผมสาบาน” เขาตอบสั้นๆ “ว่ามาเลย”

    “พวกคนผิวสีบนเกาะนี้…” แดฟพูดช้าๆ “พวกเขากำลังคลั่งเลือดของเจ้านาย เจ้าพวกโง่เขลาและชั่วร้าย! พวกเขาตั้งใจจะนองเลือดให้พอใจในคืนนี้ พอถึงเช้าวันพรุ่งนี้ คนผิวขาวบนชายฝั่งนี้ทุกคนจะกลายเป็นสีขาวซีดเพราะความตาย! ทั้งคนแก่และเด็กเล็ก พวกเขาจะฆ่าให้หมด! พวกเขาบอกความลับนี้กับแดฟ เพราะคิดว่าฉันมันก็แค่คนผิวสีที่โง่เขลา ขอพระเจ้าโปรดอภัยให้แดฟที่ไม่ได้ฆ่าพวกนั้นทิ้งเสียตอนที่พวกเขากำลังแสยะยิ้มเมื่อคิดว่าเจ้านายต้องนอนในหลุมศพที่เย็นเฉียบ! เจ้านายและคุณนายอยู่บนเขา แดฟส่งข่าวไปไม่ถึง แต่มีบางอย่างในใจบอกว่า ‘แดฟ เธอช่วยเด็กๆ ได้’ ฉันจึงแกล้งทำเป็นว่าพร้อมจะฆ่าคนที่ฉันรักที่สุด และวางแผนว่าคนผิวสีโง่ๆ อย่างฉันจะช่วยลูกแกะตัวน้อยเหล่านี้ได้อย่างไร ลูกเรือของท่านชอบซื้อไก่ของแดฟอยู่แล้ว ฉันเลยใช้ช่องทางนี้ ฉันเอาลูกรักของฉันใส่ไว้ในตะกร้า และตอนนี้ฉันมอบให้ท่านดูแลในนามของพระเจ้า และพระองค์จะทรงพิจารณาความดีของท่าน เพราะเด็กๆ เหล่านี้คงไม่มีใครคอยปกป้องและขอบคุณ นอกจากคนผิวสีที่น่าสงสารที่ชื่อแดฟคนนี้!”

    พริบตานั้น แดฟกระชากผ้าคลุมตะกร้าออก เผยให้เห็นเด็กๆ ที่กำลังหลับปุ๋ย สงบนิ่งราวกับนอนอยู่บนอกของแม่

    “เด็กๆ ช่างกล้าหาญเหลือเกิน ลูกรักของฉัน” แดฟพูดพลางก้มลงมองด้วยความรัก

    น้ำตาไหลรินจากดวงตาของกัปตันโจนส์ผู้ซื่อสัตย์ เขาเป็นกะลาสีแก่ที่ผ่านโลกมามาก แต่ไม่เคยเสียน้ำตาในรูปแบบนี้มานานแล้ว เขาพยายามจะพูด แต่เสียงที่เคยตะโกนก้องท่ามกลางพายุร้ายบัดนี้กลับสั่นเครือและแหบพร่า เพียงครู่เดียวเขาก็ตั้งสติได้และกล่าวว่า “คุณหาคนช่วยได้ถูกคนแล้วแดฟ! ตราบใดที่ผมยังชื่อเจเรไมอาห์ โจนส์ จะไม่มีใครทำอันตรายเด็กๆ ได้เด็ดขาด! เรือมาร์ธา เจน จะแหวกน้ำไปให้เร็วเหมือนเป็ดป่า และเราจะออกเดินทางสู่ดินแดนที่ดีกว่านี้ภายในสิบนาที!”

    สิ้นคำพูด กัปตันโจนส์รีบออกจากห้องพักชั่วคราวและสั่งการให้เรือออกเดินทางทันที

    พละกำลังที่ช่วยให้แดฟผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตมาได้ดูเหมือนจะหมดลงเมื่อบรรลุเป้าหมาย เธอกองลงข้างๆ เด็กๆ และร้องไห้โฮเหมือนเด็กคนหนึ่ง เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสาร ไร้ที่พึ่ง และไม่รู้ว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปที่ใด ทั้งยังรับภาระหน้าที่ที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำสำเร็จได้อย่างไร

    “พระผู้เป็นเจ้าที่คุณนายรัก จะทรงดูแลเราเอง” หญิงผิวสีผู้ถ่อมตัวคิดในใจ “ขอให้พระองค์ประทานสติให้แดฟผู้โง่เขลานี้ดูแลเด็กๆ ได้ด้วยเถิด”

    ด้วยความไม่รู้ เธอจึงไม่รู้วิธีอธิษฐานที่ถูกต้อง แต่เธอเลือกที่จะพึ่งพิงแหล่งพลังเดียวที่มีด้วยความศรัทธาอันบริสุทธิ์ และนั่นทำให้เธอพบความสบายใจ

    เพียงครึ่งชั่วโมงหลังจากแดฟขึ้นเรือ เรือมาร์ธา เจน ลำน้อยก็มุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความเร็ว

    กัปตันโจนส์เดินไปมาบนดาดฟ้าเรือด้วยความครุ่นคิด ขณะที่ลูกเรือเฝ้ามองเขาด้วยความสงสัย ทุกคนรู้ว่าแดฟยังอยู่บนเรือ แต่ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับคำสั่งที่ให้รีบออกเรือทันที

    เจเรไมอาห์ โจนส์ เป็นผู้ยึดมั่นในระบอบสาธารณรัฐอย่างเคร่งครัดเมื่ออยู่ที่บ้านในแมสซาชูเซตส์ แต่เมื่ออยู่บนเรือมาร์ธา เจน เขาปกครองด้วยอำนาจเด็ดขาดราวกับจักรพรรดิแห่งรัสเซีย ลูกเรือของเขาคุ้นเคยกับการเชื่อฟังและไม่เคยมีใครกล้าบ่น ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเขาก็ไม่มีเหตุผลให้ไม่พอใจ เพราะกัปตันโจนส์เป็นคนยุติธรรม ใจดี มีหลักการ และปกครองเรือลำน้อยนี้ได้อย่างชาญฉลาด

    กัปตันผู้ใจดีตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณเพราะสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องรวดเร็ว แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องคิดทบทวนอย่างรอบคอบ

    “ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้พูดความจริงล่ะ” เขาคิด “เจเรไมอาห์ โจนส์ กำลังทำอะไรอยู่? ผมเพิ่งลักพาตัวคนรับใช้ที่มีค่าและพรากเด็กสองคนมาจากชายที่มีทั้งอำนาจและเงินทองที่จะทำให้ผมต้องชดใช้กับความบ้าคลั่งนี้ แถมเรื่องนี้ยังเกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณะ ลูกเรือของผมอาจจะคิดว่าการส่งตัวผมให้ทางการเมื่อถึงบอสตันจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขามากกว่า!”

    ความคิดเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ชาวนิวอิงแลนด์ผู้ทรงเกียรติสบายใจขึ้นเลย เขาเดินไปมาบนดาดฟ้าด้วยความกระวนกระวายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหาต้นเหตุของความกังวล

    เขาเปิดม่านผ้าใบออกและยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง มองดูผู้ที่กำลังหลับใหล แดฟโอบแขนปกป้องตะกร้าและขดตัวรอบๆ ราวกับว่าแม้ในยามหลับลึกเธอก็ยังไม่ละทิ้งหน้าที่ ภาพนั้นทำให้จิตใจที่วุ่นวายของกัปตันสงบลง และน้ำตาที่หาได้ยากก็เอ่อล้นดวงตาสีเทาคู่โตของเขาอีกครั้ง

    ความลังเลใจไม่อาจคงอยู่ได้นานในใจของกัปตันโจนส์ ท่าทางเด็ดขาดและทรงอำนาจของเขากลับมาอีกครั้ง เขาคว้าแตรขึ้นมาแล้วตะโกนเรียก “ทุกคนขึ้นดาดฟ้า!” ซึ่งทำให้ลูกเรือที่กระตือรือร้นรีบมารวมตัวกันทันที

    เขาเล่าเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวของแดฟให้ฟังเพียงสั้นๆ จากนั้นจึงเปิดม่านให้ทุกคนเห็นร่างของหญิงผิวสีและเด็กๆ ที่กำลังหลับอยู่ พร้อมกล่าวว่า

    “พวกคุณ ผมขอให้คำมั่นว่าจะเป็นมิตรกับคนที่พระเจ้าส่งมาให้ผมดูแล แต่ถ้าใครในพวกคุณสงสัยในเรื่องที่ผู้หญิงผู้ซื่อสัตย์คนนี้เล่า หรือใครที่กลัวจะยื่นมือเข้าช่วยปกป้องเด็กๆ จากมีดสังหารของพวกเดนมนุษย์บนฝั่ง ให้ก้าวออกมาข้างหน้าและพูดออกมาเลย ให้เขาเอาเรือเล็กแล่นกลับไปยังเกาะในขณะที่ยังมองเห็นอยู่ เราไม่ต้องการคนแบบนั้นที่นี่ เขาจะได้ค่าจ้างและเงินรางวัลไปด้วย เพราะเจ้านายที่เขาจะไปรับใช้นั้นคงไม่มอบความสบายใจให้ในระยะยาวหรอก พูดมาเลยพวกคุณ จะยืนเคียงข้างผม หรือจะกลับขึ้นฝั่ง!”

    เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้นพร้อมกัน กะลาสีผู้หยาบกร้านต่างยื่นมือออกมาหาเขา และเขาก็จับมือตอบรับอย่างอบอุ่นทีละคน เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าพวกเขาพร้อมจะช่วยกัปตันในความดีที่ได้เริ่มต้นขึ้น

    เสียงโห่ร้องที่กัปตันโจนส์พึงพอใจ กลับส่งผลตรงกันข้ามกับแดฟผู้โชคร้าย เธอสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจและรีบกระโดดขึ้นมายืนขวางหน้าลูกรักของเธอ พร้อมต่อสู้เพื่อปกป้องเด็กๆ

    เหล่าลูกเรือถอยห่างออกไป และกัปตันโจนส์รีบอธิบายให้แดฟเข้าใจว่านั่นคือการแสดงความปรารถนาดีที่พรั่งพรูออกมาจากใจของลูกเรือทุกคนบนเรือมาร์ธา เจน

    เมื่อความกังวลหายไป แดฟจึงทำตามคำแนะนำของกัปตัน โดยย้ายเด็กๆ จากที่นอนชั่วคราวไปยังห้องพักเล็กๆ ด้านล่าง

    เด็กๆ ไม่ตื่นเลยขณะที่เธอวางพวกเขาลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา แล้วเธอก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ บนพื้น แต่แล้วแดฟก็เริ่มกังวลที่เด็กๆ หลับลึกยาวนานเกินไป เธอพยุงตัวขึ้นและหมอบลงข้างๆ เฝ้ามองด้วยความไม่สบายใจที่เพิ่มมากขึ้น

    กัปตันโจนส์กำลังตรวจความเรียบร้อยบนดาดฟ้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเข้านอน ทันใดนั้นแดฟก็รีบวิ่งขึ้นมาหาและจับแขนเขาด้วยสายตาอ้อนวอน

    “โอ้! กัปตันคะ! ฉันกลัวว่าฉันจะฆ่าเด็กๆ ของฉันเสียแล้ว! พวกเขาหลับลึกเหลือเกิน ยาเม็ดเล็กๆ พวกนั้น ไม่นึกเลยว่ามันจะมีฤทธิ์รุนแรงขนาดนี้!”

    “ยา!” กัปตันสะดุ้ง “คุณให้อะไรพวกเขากิน!”

    “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” แดฟตอบอย่างสิ้นหวัง “เมื่ออาทิตย์ก่อนแดฟปวดหูมาก คุณนายผู้ใจดีให้ยาเม็ดเล็กๆ สองเม็ดมา แล้วบอกว่า ‘แดฟ เอาไปกินก่อนนอนนะ แล้วเธอจะหลับสบายจนหายปวดเลย’ ฉันก็ขอบคุณคุณนายตามปกติ แต่แดฟไม่เคยใช้ยาหมอ ฉันเลยเก็บยาไว้ในกระเป๋า แล้วใช้วิธีเผาส้มให้ร้อนแล้วพันไว้ที่หูแทนจนหลับปุ๋ย พอฉันคิดจะเอาเด็กๆ ใส่ตะกร้า มีบางอย่างบอกฉันว่า ‘แดฟ ให้ยาเม็ดพวกนั้นกับเด็กๆ สิ พวกเขาจะได้หลับสบาย’ ฉันก็เลยทำตามแบบคนผิวสีโง่ๆ ค่ะ” พูดจบแดฟก็ร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร

    กัปตันโจนส์รีบตรงไปยังห้องพักทันที เมื่อเห็นสีผิวที่ดูเป็นธรรมชาติและจังหวะการหายใจที่ปกติของเด็กๆ เขาก็เบาใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

    “ใจดีๆ ไว้แม่สาวน้อย!” กัปตันกล่าวอย่างร่าเริง “นอนพักผ่อนเถอะ ผมรับรองว่าเด็กๆ จะไม่เป็นอะไรเพราะยาที่คุณให้หรอก!”

    เมื่อได้รับการปลอบโยน แดฟจึงล้มตัวลงนอนข้างๆ เด็กๆ อีกครั้ง และความเงียบสงบของการหลับลึกก็ปกคลุมไปทั่วห้องพักและทั่วทั้งเรือมาร์ธา เจน มีเพียงเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอของยามที่เดินตรวจตราท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีเท่านั้น

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note