“ฉันรู้ว่าพวกเธอคุยอะไรกัน คนหนึ่งในพวกเธอเป็นคนดี ส่วนอีกคนนั้นใจร้าย” เธอเอ่ย

    ทันใดนั้นเธอก็วางกล้องยาสูบลงบนพื้นและกลายร่างเป็นควายป่า ตัวควายใช้กีบตะกุยดิน ชูหางตรงไปด้านหลัง แล้วใช้กีบยกกล้องยาสูบขึ้นจากพื้นอีกครั้ง ก่อนจะกลับคืนร่างเป็นหญิงสาวดังเดิมในทันที

    “ฉันมาเพื่อมอบของขวัญชิ้นนี้ให้พวกเธอ” เธอกล่าว “นี่คือกล้องยาสูบแห่งสันติภาพ ต่อจากนี้ไป ทุกการทำสนธิสัญญาหรือพิธีกรรมต่างๆ จะต้องสูบกล้องนี้ก่อนเสมอ มันจะนำความสงบสุขมาสู่จิตใจของพวกเธอ และพวกเธอจงถวายสิ่งนี้แด่ความลึกลับอันยิ่งใหญ่ (The Great Mystery) และพระแม่ธรณี”

    ชายหนุ่มทั้งสองรีบวิ่งกลับไปยังหมู่บ้านเพื่อเล่าสิ่งที่เห็นและได้ยินให้ทุกคนฟัง ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจึงพากันออกมาหาหญิงสาวคนนั้น

    เธอเล่าเรื่องเดิมที่เคยบอกชายหนุ่มทั้งสองให้ทุกคนฟังอีกครั้ง พร้อมกับเสริมว่า “เมื่อใดที่พวกเธอจะปลดปล่อยวิญญาณของผู้ล่วงลับ พวกเธอจะต้องมีหนังควายป่าสีขาว”

    จากนั้นเธอมอบกล้องยาสูบให้แก่เหล่าหมอยาของหมู่บ้าน ก่อนจะกลายร่างเป็นควายป่าอีกครั้งและวิ่งหายลับไปสู่ดินแดนแห่งควายป่า

    การเกี้ยวพาราสีที่ขัดเขิน

    มีชายหนุ่มคนหนึ่งอาศัยอยู่กับย่า เขาเป็นพรานล่าสัตว์ที่เก่งกาจและอยากจะแต่งงาน เขารู้จักหญิงสาวคนหนึ่งที่เย็บรองเท้าโมคคาสซินได้เก่งมาก แต่เธอมาจากตระกูลสูงศักดิ์ เขาจึงกังวลว่าจะเอาชนะใจเธอได้อย่างไร

    วันหนึ่ง ขณะที่หญิงสาวเดินผ่านกระโจมเพื่อไปตักน้ำที่ลำธาร ย่าของเขากำลังนั่งทำงานอยู่ในทีปี (tepee) โดยสวมรองเท้าโมคคาสซินคู่เก่าที่ทั้งขาดและหลวมโครก ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นทันที “ย่าครับ! รีบถอดรองเท้าเก่าๆ คู่นั้นให้ผมเดี๋ยวนี้เลย!” เขาตะโกน

    “รองเท้าเก่าๆ ของย่าเนี่ยนะ เธอจะเอาไปทำอะไร?” หญิงชราถามด้วยความประหลาดใจ

    “ไม่ต้องถามแล้วครับ รีบถอดเร็ว! ผมไม่มีเวลาอธิบาย!” หลานชายตอบพลางคว้าเอาโมคคาสซินที่ย่าเพิ่งถอดออกไปสวม เขาคลุมผ้าคลุมไหล้แล้วรีบมุดออกจากประตูมุ่งหน้าไปยังที่ตักน้ำ ซึ่งหญิงสาวเพิ่งจะมาถึงพร้อมถังน้ำพอดี

    “ให้ผมช่วยตักน้ำให้เถอะครับ” ชายหนุ่มเสนอ

    “โอ้ ไม่เป็นไรค่ะ ฉันทำเองได้”

    “ให้ผมทำเถอะ ผมลุยโคลนได้ คุณคงไม่อยากให้รองเท้าสวยๆ ต้องเปื้อนหรอกจริงไหม” พูดจบเขาก็คว้าถังน้ำแล้วแกล้งเดินลุยโคลน โดยพยายามดันรองเท้าเก่าๆ ที่หลวมโครกให้เด่นชัดเพื่อให้หญิงสาวเห็น เธอหลุดขำออกมาทันที

    “ตายแล้ว รองเท้าคุณเก่าจังเลยนะคะ” เธออุทาน

    “ใช่ครับ ผมไม่มีใครคอยเย็บคู่ใหม่ให้เลย” เขาตอบ

    “ทำไมไม่ให้คุณย่าเย็บให้ล่ะคะ?”

    “ท่านแก่แล้วและตาบอดด้วย เย็บไม่ไหวแล้วครับ นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมอยากได้คุณมาเป็นคู่ชีวิต” เขาตอบ

    “โธ่ คุณล้อฉันเล่นแน่ๆ ไม่เห็นจะจริงเลย”

    “จริงสิครับ ถ้าไม่เชื่อ… ตามผมมา ตอนนี้เลย!

    หญิงสาวก้มหน้าลง ชายหนุ่มก็ทำเช่นเดียวกัน ในที่สุดเขาก็พูดเบาๆ ว่า “ว่าไงครับ จะให้ผมถือถังน้ำให้ หรือจะยอมไปกับผม?”

    และเธอก็ตอบกลับด้วยเสียงที่เบายิ่งกว่า “ฉันว่า… ฉันจะไปกับคุณค่ะ!”

    ต่อมา คุณป้าของหญิงสาวเดินมาที่ลำธารเพราะสงสัยว่าทำไมหลานสาวถึงหายไปนาน เธอพบรอยเท้าโมคคาสซินสองคู่เดินคู่กันอยู่ในโคลน และที่ริมน้ำมีถังน้ำว่างเปล่าตั้งทิ้งไว้ใบหนึ่ง

    ปัญญาของคนเขลา

    มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมีลูกสาวเพียงคนเดียว แม่และลูกสาวรักกันมาก เมื่อลูกสาวเสียชีวิตลง ผู้เป็นแม่ก็โศกเศร้าเสียใจจนแทบเสียสติ เธอตัดผม ตัดผิวแก้มให้เป็นแผล และนั่งเฝ้าศพโดยใช้ผ้าคลุมศีรษะเพื่อไว้อาลัย เธอไม่ยอมให้ใครแตะต้องร่างเพื่อนำไปไว้บนแท่นฝังศพ ในมือของเธอถือมีดไว้เล่มหนึ่ง และหากใครพยายามเข้าใกล้ร่างลูกสาว เธอจะร้องโวยวายว่า

    “ฉันเบื่อชีวิตนี้เหลือเกิน ฉันไม่อยากอยู่แล้ว ฉันจะใช้มีดเล่มนี้แทงตัวเองเพื่อไปอยู่กับลูกสาวในดินแดนแห่งวิญญาณ”

    สามีและญาติๆ พยายามจะแย่งมีดจากเธอแต่ไม่สำเร็จ เพราะทุกคนกลัวว่าหากใช้กำลัง เธออาจจะปลิดชีพตัวเองจริงๆ จึงได้มาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี

    “เราต้องเอามีดนั่นออกมาจากมือเธอให้ได้” พวกเขาตกลงกัน

    ในที่สุด พวกเขาก็เรียกเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนคนเขลา แต่จริงๆ แล้วมีความฉลาดแกมโกงอยู่ในตัว เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ยากจนมาก รองเท้าโมคคาสซินของเขาสึกจนทะลุ และสวมชุดที่ทำจากหนังควายป่ารมควันหยาบๆ (wei-zi)

    “จงไปที่ทีปีของแม่ที่กำลังโศกเศร้าคนนั้น” พวกเขาบอกเด็กหนุ่ม “หาวิธีทำให้เธอหัวเราะและลืมความทุกข์ให้ได้ แล้วค่อยหาทางแย่งมีดออกมา”

    เด็กหนุ่มเดินไปที่กระโจมและนั่งลงที่ประตู ทำท่าเหมือนกำลังรอรับของบางอย่าง ร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวนอนอยู่ในที่อันทรงเกียรติซึ่งเป็นที่นอนเดิมของเธอ ร่างนั้นถูกห่อด้วยผ้าคลุมราคาแพงและมัดด้วยเชือก เพื่อนฝูงได้นำของกำนัลล้ำค่ามาวางไว้รอบๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้ล่วงลับ

    ผู้เป็นแม่นั่งก้มหน้าคลุมศีรษะอยู่บนพื้น จึงไม่ทันสังเกตเห็นเด็กหนุ่มที่นั่งเงียบๆ ในตอนแรก แต่เมื่อเริ่มหายประหม่า เขาก็เริ่มใช้มือตบพื้นเบาๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มจังหวะให้หนักขึ้น จากนั้นเขาก็เริ่มร้องเพลงตลกๆ เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขารู้สึกสนุกไปกับเพลงของตัวเอง จึงลุกขึ้นเต้นรำ พร้อมกับทำท่าทางและบิดตัวไปมาอย่างประหลาดในขณะที่ยังร้องเพลงตลกนั้นอยู่ เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ศพ เขาก็โบกมือเหนือร่างเพื่อเป็นการให้พร แม่ที่คลุมผ้าอยู่จึงโผล่หน้าออกมา และเมื่อเห็นเด็กหนุ่มผู้ซื่อบื้อทำหน้าตาประหลาดๆ พยายามให้เกียรติศพด้วยการโบกมืออย่างจริงจังแต่กลับร้องเพลงตลกไปด้วย เธอก็หลุดหัวเราะออกมาดังลั่น จากนั้นเธอก็ยื่นมีดส่งให้เด็กหนุ่ม

    “เอามีดนี่ไปเถอะ” เธอกล่าว “เธอทำให้ฉันลืมความเศร้าได้ ถ้าในขณะที่ฉันไว้อาลัยให้คนตาย ฉันยังสามารถมีความสุขได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องสิ้นหวัง ฉันไม่อยากตายแล้ว ฉันจะขอมีชีวิตอยู่เพื่อสามีของฉัน”

    เด็กหนุ่มเดินออกจากทีปีและนำมีดมาคืนให้สามีและญาติๆ ที่กำลังตกตะลึง

    “เธอทำได้ยังไง? ไปแย่งมาหรือขโมยมาล่ะ?” พวกเขาถาม

    “เธอให้ผมมาเองครับ ผมจะไปแย่งหรือขโมยได้ยังไง ในเมื่อเธอถือมีดหงายคมขึ้นไว้ในมือ? ผมแค่ร้องเพลงและเต้นรำให้เธอจนเธอหัวเราะ แล้วเธอก็ส่งมีดให้ผมเองครับ” เขาตอบ

    เมื่อเหล่าผู้เฒ่าในหมู่บ้านได้ยินเรื่องราวของเด็กกำพร้าคนนี้ ทุกคนต่างนิ่งเงียบ มันเป็นเรื่องแปลกที่เด็กหนุ่มจะไปเต้นรำในทีปีที่มีการไว้อาลัย และแปลกยิ่งกว่าที่คนเป็นแม่จะหัวเราะต่อหน้าศพลูกสาวตัวเอง ในที่สุดเหล่าผู้เฒ่าจึงเรียกประชุมกัน พวกเขานั่งเงียบอยู่นานเพราะไม่อยากตัดสินใจอย่างรีบร้อน มีการเติมยาสูบและส่งกล้องวนไปหลายรอบ จนกระทั่งผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า

    “เรามีคำถามที่ตอบยาก แม่หัวเราะต่อหน้าศพลูกสาว หลายคนอาจมองว่าโง่เขลา แต่ข้ากลับคิดว่าผู้หญิงคนนี้ทำอย่างชาญฉลาด ส่วนเด็กหนุ่มนั้นเขายังอ่อนประสบการณ์และไม่มีใครสั่งสอน เราจะหวังให้เขาทำได้ดีเท่ากับคนที่ครอบครัวอบรมมาอย่างดีได้อย่างไร อีกอย่าง เขาทำดีที่สุดเท่าที่เขาจะรู้ เขาเต้นรำเพื่อให้แม่ลืมความทุกข์ และพยายามให้เกียรติศพด้วยการโบกมือให้พร”

    “การที่แม่หัวเราะออกมานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะเมื่อมีใครพยายามทำสิ่งดีๆ ให้เรา แม้สิ่งที่เขาทำจะทำให้เราลำบากใจบ้าง แต่เราควรจดจำเจตนามากกว่าการกระทำ และที่สำคัญ การเต้นรำของเด็กเขลาคนนี้ได้ช่วยชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งไว้ เพราะเธอทิ้งมีดเล่มนั้นไป ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะการมีชีวิตอยู่เพื่อคนเป็น ย่อมดีกว่าการตายเพื่อคนตายเสมอ”

    ผู้กล้าตัวน้อยกับหมอยา

    หมู่บ้านชาวอินเดียนย้ายออกจากค่ายฤดูหนาวมาตั้งกระโจมเป็นวงกลมบนที่สูงซึ่งมองเห็นทะเลสาบ ถัดลงไปตามทางลาดมีหลุมศพแห่งหนึ่ง มีพุ่มเชอร์รี่ขึ้นปกคลุมจนมองไม่เห็น แต่เนื่องจากดินทรุดตัวลงเล็กน้อย จึงทำให้หลุมศพนั้นดูเป็นหลุมตื้นๆ

    ชาวบ้านคนหนึ่งขณะออกไปล่าสัตว์ได้ใช้ทางลัดผ่านพุ่มเชอร์รี่ เมื่อเขาแหวกพุ่มไม้ก็เห็นหลุมนั้น แต่คิดว่าเป็นเพียงรอยดินทรุดจากฝนตก ทว่าเมื่อเขาลองก้าวข้าม เขากลับสะดุดล้มลงอย่างน่าประหลาดใจ ด้วยความสงสัยเขาจึงถอยหลังแล้วลองเดินข้ามอีกครั้ง แต่ก็ยังสะดุดล้มเหมือนเดิม เมื่อกลับถึงหมู่บ้านเขาจึงเล่าเรื่องนี้ให้เหล่าผู้เฒ่าฟัง พวกเขาจึงนึกได้ว่าเมื่อนานมาแล้ว มีหมอยาหรือผู้ใช้เวทมนตร์ถูกฝังไว้ที่นั่น และคงเป็นอาคมของหมอยาคนนั้นที่ทำให้เขาสะดุด

    เรื่องราวการผจญภัยของชาวบ้านคนนี้แพร่กระจายไปทั่วค่าย ทำให้หลายคนอยากไปดูหลุมศพนั้น รวมถึงเด็กชายตัวน้อยหกคน ซึ่งจริงๆ แล้วค่อนข้างขี้ขลาดเพราะเกรงกลัวในอำนาจของหมอยาผู้ล่วงลับ แต่พวกเขามีเพื่อนเล่นคนหนึ่งชื่อว่า “เบรฟ” (Brave) เจ้าตัวแสบจอมซนที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงตลอดเวลาและไม่เคยอยู่นิ่งเลยแม้แต่วินาทีเดียว

    “เราลองชวนเบรฟไปด้วยกันเถอะ” พวกเขาตกลงกันและพากันไปหาเขา

    “ตกลง!” เบรฟตอบ “ฉันจะไปด้วย แต่ฉันมีธุระต้องทำก่อน พวกนายอ้อมเขาไปทาง โน้น นะ ส่วนฉันจะรีบอ้อมไปทาง นี้ แล้วเราค่อยไปเจอกันที่หลุมศพ”

    เด็กชายทั้งหกคนจึงเดินไปตามที่บอกจนถึงบริเวณใกล้หลุมศพ แล้วพวกเขาก็หยุดรอ

    “เบรฟอยู่ไหนนะ?” พวกเขาเริ่มถามหา

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note