“หรือไม่คุณแม่ก็อาจจะหาโรงเรียนให้เขา เพราะเขาควรจะได้เรียนอะไรเพิ่มอีกหน่อย ถึงจะเพิ่งเก้าขวบแต่เขาก็ต้องเข้าวิทยาลัยอยู่ดี” คุณมิลเลอร์ยังคงชวนคุยเรื่องครอบครัวและเรื่องอื่นๆ ต่อไป เธอประทับนั่งอยู่ตรงนั้น มือเรียวสวยที่ประดับด้วยแหวนระยิบระยับวางประสานกันบนตัก ดวงตาคู่สวยเดี๋ยวก็จ้องมองวินเทอร์บอร์น เดี๋ยวก็ทอดสายตาไปยังสวน ผู้คนที่เดินผ่านไปมา และทิวทัศน์อันงดงาม เธอคุยกับเขาอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานาน ซึ่งวินเทอร์บอร์นรู้สึกเพลิดเพลินมาก เพราะนานมากแล้วที่เขาไม่ได้ยินเด็กสาวคนไหนพูดเก่งขนาดนี้ อาจกล่าวได้ว่าหญิงสาวแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็มานั่งข้างเขาบนม้านั่งคนนี้เป็นคนช่างจ้อ แม้ท่าทางจะดูสงบและเรียบร้อย แต่ริมฝีปากและดวงตาของเธอกลับเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เธอมีน้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะ และดูเป็นกันเองอย่างยิ่ง เธอเล่าให้วินเทอร์บอร์นฟังถึงการเดินทางและแผนการของเธอรวมถึงคุณแม่และน้องชายในยุโรป โดยเฉพาะการไล่เรียงรายชื่อโรงแรมต่างๆ ที่พวกเขาเคยพัก

    “คุณผู้หญิงชาวอังกฤษบนรถไฟน่ะค่ะ คุณฟีเธอร์สโตน เธอถามฉันว่าที่อเมริกาเราพักแต่ในโรงแรมกันหมดเลยหรือเปล่า ฉันเลยบอกเธอไปว่า ตั้งแต่มายุโรป ฉันไม่เคยพักโรงแรมเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ไม่เคยเห็นโรงแรมเยอะขนาดนี้เลย มีแต่โรงแรมเต็มไปหมด” แต่คุณมิลเลอร์ไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงบ่นระอา เธอมีท่าทางร่าเริงกับทุกสิ่ง และบอกว่าโรงแรมที่นี่ดีมากถ้าเราเริ่มชินกับระบบของเขา และยุโรปก็เป็นที่ที่น่ารักที่สุด เธอไม่ได้รู้สึกผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว อาจเป็นเพราะเธอได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับที่นี่มามากแล้ว และมีเพื่อนสนิทหลายคนที่เคยมาที่นี่บ่อยครั้ง อีกทั้งเธอยังมีชุดและของใช้จากปารีสมากมาย ซึ่งทุกครั้งที่เธอสวมชุดจากปารีส เธอจะรู้สึกเหมือนได้มาอยู่ในยุโรปจริงๆ

    “เหมือนเป็นหมวกวิเศษที่ทำให้สมปรารถนาเลยนะครับ” วินเทอร์บอร์นเปรียบเปรย

    “ใช่ค่ะ” คุณมิลเลอร์ตอบโดยไม่ได้คิดตามคำเปรียบนั้น “มันทำให้ฉันอยากมาที่นี่เสมอ แต่จริงๆ เรื่องชุดก็ไม่จำเป็นต้องอยากขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะฉันมั่นใจว่าชุดสวยๆ ถูกส่งไปที่อเมริกาทั้งหมดแล้ว ที่นี่มีแต่ชุดที่ดูน่ากลัวที่สุด แต่สิ่งเดียวที่ฉันไม่ชอบเลยก็คือสังคมค่ะ มันไม่มีสังคมเลย หรือถ้ามี ฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเขาไปรวมตัวกันที่ไหน คุณรู้ไหมคะ? ฉันเดาว่าคงมีสังคมอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ฉันไม่เห็นเลย ฉันชอบเข้าสังคมมาก และที่ผ่านมาฉันก็มีสังคมเยอะมาตลอด ไม่ใช่แค่ในสเชเน็คแทดีนะคะ แต่ในนิวยอร์กด้วย ฉันไปนิวยอร์กทุกฤดูหนาว และที่นั่นฉันมีสังคมเยอะมาก เมื่อฤดูหนาวที่แล้วมีคนจัดงานเลี้ยงมื้อค่ำให้ฉันถึงสิบเจ็ดครั้ง และสามในนั้นเป็นสุภาพบุรุษจัดให้ด้วยค่ะ” เดซี่ มิลเลอร์เสริม “ในนิวยอร์กฉันมีเพื่อนเยอะกว่าที่สเชเน็คแทดี ทั้งเพื่อนที่เป็นสุภาพบุรุษและเพื่อนสาวๆ” เธอหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง พลางมองวินเทอร์บอร์นด้วยดวงตาที่สดใสและรอยยิ้มบางๆ ที่ดูราบเรียบ “ฉันมีสังคมกับพวกสุภาพบุรุษเยอะมาตลอดเลยค่ะ”

    วินเทอร์บอร์นผู้น่าสงสารรู้สึกทั้งขบขัน สับสน และหลงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน เขาไม่เคยได้ยินเด็กสาวคนไหนพูดจาแบบนี้มาก่อน อย่างน้อยก็ไม่เคยเจอ ยกเว้นในกรณีที่การพูดเช่นนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงกิริยามารยาทที่หย่อนยาน แต่เขาจะกล่าวหาคุณเดซี่ มิลเลอร์ ว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสม ทั้งในความเป็นจริงหรือในแง่ของแนวโน้ม เหมือนที่เขาเคยได้ยินในเจนีวาได้หรือ? เขารู้สึกว่าการอยู่เจนีวานานเกินไปทำให้เขาเสียสัญชาตญาณบางอย่าง และเริ่มไม่คุ้นเคยกับน้ำเสียงแบบคนอเมริกัน ตั้งแต่เขาโตพอจะเข้าใจโลก เขาไม่เคยเจอเด็กสาวอเมริกันที่มีบุคลิกชัดเจนขนาดนี้มาก่อน เธอมีเสน่ห์มากจริงๆ แต่ก็ช่างเข้าสังคมจนน่าตกใจ! เธอเป็นเพียงเด็กสาวสวยจากรัฐนิวยอร์กทั่วไปหรือเปล่า? เด็กสาวสวยที่มีสังคมกับสุภาพบุรุษเยอะๆ เป็นแบบนี้กันหมดไหม? หรือว่าเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์ กล้าดี และไร้ศีลธรรม? วินเทอร์บอร์นสูญเสียสัญชาตญาณในเรื่องนี้ และเหตุผลก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะคุณเดซี่ มิลเลอร์ ดูไร้เดียงสาอย่างยิ่ง บางคนบอกเขาว่าเด็กสาวอเมริกันไร้เดียงสามาก แต่บางคนก็บอกว่าไม่เป็นเช่นนั้น เขาเริ่มเอนเอียงไปทางที่คิดว่าคุณเดซี่ มิลเลอร์ เป็นพวกชอบหว่านเสน่ห์ เป็นสาวช่างจีบชาวอเมริกันที่น่ารัก ซึ่งเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงประเภทนี้มาก่อน ในยุโรปเขาเคยรู้จักผู้หญิงสองสามคนที่อายุมากกว่าคุณเดซี่ และมีสามีเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคม แต่คนเหล่านั้นเป็นพวกนางบำเรอที่อันตรายและน่ากลัว ซึ่งหากมีความสัมพันธ์ด้วยอาจนำไปสู่เรื่องร้ายแรงได้ แต่เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่แบบนั้น เธอไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เป็นเพียงสาวช่างจีบชาวอเมริกันที่น่ารักเท่านั้น วินเทอร์บอร์นเกือบจะรู้สึกขอบคุณที่เขาสามารถหาคำจำกัดความที่เหมาะสมกับคุณเดซี่ มิลเลอร์ ได้ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางคิดในใจว่าเธอมีจมูกที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น และสงสัยว่าขอบเขตและเงื่อนไขปกติในการคบหากับสาวช่างจีบชาวอเมริกันนั้นเป็นอย่างไร และดูเหมือนว่าเขากำลังจะได้เรียนรู้เรื่องนี้ในเร็วๆ นี้

    “คุณเคยไปปราสาทหลังนั้นไหมคะ?” เด็กสาวถาม พลางใช้ร่มชี้ไปยังกำแพงที่สะท้อนแสงแดดอยู่ไกลๆ ของปราสาทชิลลอน (Chateau de Chillon)

    “เคยครับ ไปมาหลายครั้งแล้ว” วินเทอร์บอร์นตอบ “ผมเดาว่าคุณก็น่าจะเคยเห็นแล้วเหมือนกัน?”

    “ไม่ค่ะ เรายังไม่เคยไป ฉันอยากไปที่นั่นใจจะขาด และตั้งใจว่าจะต้องไปให้ได้ ฉันจะไม่ยอมกลับจากที่นี่โดยที่ยังไม่ได้เห็นปราสาทหลังนั้นเด็ดขาด”

    “เป็นการเดินทางที่สวยงามมากครับ และไปง่ายด้วย คุณจะนั่งรถไป หรือจะนั่งเรือลำเล็กไปก็ได้” วินเทอร์บอร์นแนะนำ

    “ไปโดยรถไฟก็ได้นี่คะ” คุณมิลเลอร์บอก

    “ใช่ครับ ไปโดยรถไฟก็ได้” วินเทอร์บอร์นเห็นด้วย

    “ไกด์ของเราบอกว่ารถไฟจะไปส่งถึงตัวปราสาทเลย” เด็กสาวเล่าต่อ “จริงๆ เราจะไปกันเมื่ออาทิตย์ก่อน แต่คุณแม่ไม่ไหว ท่านเป็นโรคอาหารไม่ย่อยอย่างรุนแรงเลยไปไม่ได้ ส่วนแรนดอล์ฟก็ไม่ยอมไป เขาบอกว่าไม่ค่อยสนใจปราสาทเก่าๆ เท่าไหร่ แต่ฉันคิดว่าอาทิตย์นี้เราน่าจะได้ไป ถ้าเรากล่อมแรนดอล์ฟได้”

    “น้องชายของคุณไม่สนใจโบราณสถานเหรอครับ?” วินเทอร์บอร์นถามพร้อมรอยยิ้ม

    “เขาบอกว่าไม่สนปราสาทเก่าๆ ค่ะ เขาเพิ่งเก้าขวบเอง อยากจะอยู่ที่โรงแรมมากกว่า คุณแม่ก็ไม่กล้าปล่อยเขาไว้ลำพัง และไกด์ก็ไม่ยอมอยู่เป็นเพื่อนเขา เราก็เลยไม่ค่อยได้ไปไหนกันเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ได้ไปที่นั่นคงแย่แน่ๆ” คุณมิลเลอร์ชี้ไปยังปราสาทชิลลอนอีกครั้ง

    “ผมคิดว่าน่าจะจัดการได้นะครับ คุณหาใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนแรนดอล์ฟช่วงบ่ายไม่ได้หรือ?”

    คุณมิลเลอร์มองเขาครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ฉันอยากให้ คุณ เป็นคนอยู่กับเขาจังเลยค่ะ!”

    วินเทอร์บอร์นชะงักไปครู่หนึ่ง “ผมอยากไปชิลลอนกับคุณมากกว่าครับ”

    “กับฉันเหรอคะ?” เด็กสาวถามด้วยท่าทางราบเรียบเช่นเดิม

    เธอไม่ได้ลุกขึ้นด้วยความเขินอายเหมือนที่เด็กสาวในเจนีวาจะทำ แต่วินเทอร์บอร์นที่รู้ตัวว่าพูดจาบุ่มบ่ามเกินไป ก็แอบกังวลว่าเธออาจจะเคือง “ไปกับคุณแม่ของคุณด้วยครับ” เขาตอบอย่างสุภาพที่สุด

    ทว่าดูเหมือนทั้งความกล้าและความสุภาพของเขาจะไม่ได้ส่งผลอะไรต่อคุณเดซี่ มิลเลอร์ เลย “ฉันว่าสุดท้ายคุณแม่คงไม่ไปหรอกค่ะ ท่านไม่ชอบนั่งรถเที่ยวตอนบ่าย แต่ที่คุณพูดเมื่อกี้ คุณหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ ที่ว่าอยากจะไปที่นั่น?”

    “จริงใจที่สุดครับ” วินเทอร์บอร์นยืนยัน

    “ถ้าอย่างนั้นเรานัดกันได้ค่ะ ถ้าคุณแม่ยอมอยู่กับแรนดอล์ฟ ฉันคิดว่าเอวเจนีโอน่าจะยอมด้วย”

    “เอวเจนีโอ?” ชายหนุ่มถาม

    “เอวเจนีโอเป็นไกด์ของเราค่ะ เขาไม่ชอบอยู่กับแรนดอล์ฟหรอก เพราะเขาเป็นคนที่จู้จี้ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา แต่เขาเป็นไกด์ที่ยอดเยี่ยมมาก ฉันคิดว่าถ้าคุณแม่ยอมอยู่บ้านกับแรนดอล์ฟ เขาก็คงยอมอยู่ด้วย และเราก็จะได้ไปปราสาทกัน”

    วินเทอร์บอร์นตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนว่า คำว่า “เรา” ในที่นี้ย่อมหมายถึงเขากับคุณเดซี่ มิลเลอร์ เพียงสองคน แผนการนี้ดูจะรื่นรมย์เกินกว่าจะเชื่อได้ เขาถึงกับรู้สึกว่าควรจะจุมพิตมือของหญิงสาวคนนี้เสียเลย ซึ่งถ้าเขาทำเช่นนั้นจริงๆ เขาอาจจะทำลายแผนการทั้งหมดลง แต่ในขณะนั้นเอง ชายอีกคนซึ่งน่าจะเป็นเอวเจนีโอ ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเป็นชายรูปร่างสูง หล่อเหลา ไว้หนวดเคราอย่างดี สวมเสื้อโค้ทกำมะหยี่และมีสายนาฬิกาสีทองระยิบระยับ เขาเดินตรงมาหาคุณมิลเลอร์พลางมองเพื่อนร่วมทางของเธอด้วยสายตาคมกริบ “โอ้ เอวเจนีโอ!” คุณมิลเลอร์ทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองที่สุด

    เอวเจนีโอมองวินเทอร์บอร์นตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะโค้งคำนับหญิงสาวอย่างเคร่งขรึม “ผมขออนุญาตแจ้งให้คุณหนูทราบว่า อาหารกลางวันพร้อมแล้วครับ”

    คุณมิลเลอร์ค่อยๆ ลุกขึ้น “ฟังนะเอวเจนีโอ! ยังไงฉันก็จะไปปราสาทหลังนั้นให้ได้”

    “ที่ปราสาทชิลลอนหรือครับ คุณหนู?” ไกด์ถาม “คุณหนูจัดการนัดหมายไว้แล้วหรือครับ?” เขาเสริมด้วยน้ำเสียงที่วินเทอร์บอร์นรู้สึกว่าช่างเสียมารยาทเหลือเกิน

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note