นั่นหมายความว่า มนุษย์แต่ละคนคือศูนย์กลางแห่งการสร้างสรรค์ในโลกของตนเอง ประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราไม่ได้มีอะไรคัดค้านเรื่องนี้เลย ในทางกลับกัน มันกลับเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดีว่าธรรมชาติที่แท้จริงของเรานั้นดำรงอยู่เสมอ เพียงแต่ที่ผ่านมาเรามักเริ่มต้นจากมุมมองที่ยึดติดกับสิ่งภายนอกและกลไกทางกายภาพ เราจึงสร้างข้อจำกัดขึ้นมาแทนที่จะสร้างการขยายตัว และต่อให้ตอนนี้เราจะมีความรู้เรื่องกฎแห่งการสร้างสรรค์แล้วก็ตาม เราก็ยังคงทำผิดพลาดแบบเดิม หากเรายังเลือกเริ่มต้นจากสิ่งที่ต่ำกว่าตัวเรา แทนที่จะเริ่มต้นจากสิ่งเดียวที่อยู่เหนือกว่า นั่นคือ "จิตศักดิ์สิทธิ์" (Divine Mind) เพราะมีเพียงที่นั่นเท่านั้นที่เราจะพบกับพลังสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด

    ชีวิตคือ "การดำรงอยู่" (BEING) ซึ่งก็คือประสบการณ์ของสภาวะแห่งจิต และสภาวะภายในนี้จะสอดคล้องกับเงื่อนไขภายนอกของเราเสมอ หากเราพิจารณาจากการสร้างสรรค์ครั้งแรกเริ่ม จะเห็นได้ว่าสภาวะแห่งจิตต้องเป็น "เหตุ" และเงื่อนไขที่สอดคล้องกันจะเป็น "ผล" เพราะในจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นั้นยังไม่มีเงื่อนไขใดๆ ดำรงอยู่เลย การทำงานของจิตสร้างสรรค์ที่มีต่อตนเองจึงเป็นได้เพียงสภาวะแห่งจิตเท่านั้น นี่คือลำดับของการสร้างสรรค์ที่ชัดเจน คือเริ่มจาก "สภาวะ" ไปสู่ "เงื่อนไข"

    แต่เรากลับทำสลับกัน เราพยายามสร้างจาก "เงื่อนไข" เพื่อให้เกิด "สภาวะ" เรามักพูดว่า "ถ้าฉันมีเงื่อนไขแบบนั้นแบบนี้ ฉันคงจะรู้สึกแบบที่ต้องการ" ซึ่งการคิดแบบนี้เสี่ยงที่จะทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ผิดพลาด เพราะเงื่อนไขที่เราตั้งเป้าไว้อาจไม่ใช่สิ่งที่สร้างสภาวะที่ต้องการได้จริง หรือต่อให้สร้างได้ในระดับหนึ่ง แต่เงื่อนไขแบบอื่นอาจสร้างผลลัพธ์ได้ดียิ่งกว่า และเปิดทางไปสู่สภาวะที่สูงขึ้นและเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิมด้วย

    ดังนั้น แผนการที่ชาญฉลาดที่สุดคือการดำเนินตามแบบแผนของ "จิตผู้สร้าง" (Parent Mind) โดยเริ่มจากการตระหนักรู้ในจิตใจของตนเอง และเชื่อมั่นว่าตามกฎแห่งจิตวิญญาณ เงื่อนไขที่สอดคล้องกันจะเกิดขึ้นเองตามกระบวนการเติบโตที่เป็นธรรมชาติ การตระหนักรู้ที่สำคัญที่สุดคือการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับ "จิตสูงสุด" (Supreme Mind) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกำเนิดพลังงาน ส่วนเราคือศูนย์กลางการกระจายพลังงาน เปรียบได้กับไฟฟ้าที่ผลิตจากสถานีกลาง แล้วส่งผ่านศูนย์กระจายไฟฟ้าไปยังจุดต่างๆ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปแบบที่ต่างกัน บางแห่งใช้ส่องสว่างในห้อง บางแห่งใช้ส่งข้อความ และบางแห่งใช้ขับเคลื่อนรถราง ในทำนองเดียวกัน พลังของ "จิตสากล" (Universal Mind) จะปรากฏในรูปแบบเฉพาะผ่านจิตของแต่ละบุคคล พลังนี้ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงตัวตนของเรา แต่ทำงานสอดประสานไปกับตัวตนนั้น ทำให้เราเป็นตัวของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มันไม่ใช่พลังที่บังคับข่มขู่ แต่เป็นพลังที่ขยายและส่องสว่าง ยิ่งเราตระหนักถึงการส่งผลซึ่งกันและกันระหว่างจิตสากลกับตัวเรามากเท่าไหร่ ชีวิตของเราก็จะยิ่งเต็มเปี่ยมมากขึ้นเท่านั้น

    นอกจากนี้ เราไม่จำเป็นต้องกังวลกับเงื่อนไขในอนาคต เพราะเรารู้ว่าพลังผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่งกำลังทำงานผ่านเราและเพื่อเรา และตามกฎที่พิสูจน์ได้จากการสร้างสรรค์ทั้งหมด พลังนี้จะสร้างทุกเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้ชีวิต ความรัก และความงามได้ปรากฏออกมา เราจึงเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่ว่าทางออกจะเปิดกว้างขึ้นในขณะที่เราก้าวเดินไป คำสอนของมหาครูที่ว่า "อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้" ซึ่งหากแปลให้ถูกต้องคือ "อย่าปล่อยให้ความวิตกกังวลครอบงำเรื่องวันพรุ่งนี้" คือการประยุกต์ใช้ปรัชญาที่ถูกต้องที่สุดในทางปฏิบัติ แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องพยายาม เราต้องทำหน้าที่ในส่วนของเรา และไม่ควรคาดหวังให้พระเจ้าทำ "แทน" เรา ในสิ่งที่พระองค์ทำได้เพียงผ่าน "ตัวเรา" เท่านั้น เราต้องใช้สามัญสำนึกและศักยภาพที่มีจัดการกับเงื่อนไขปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องไม่ฝืนหรือพยายามผลักดันให้เกินกว่าที่สถานการณ์ปัจจุบันจะเอื้ออำนวย แต่จงปล่อยให้สิ่งต่างๆ เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ภายใต้การนำทางของปัญญาแห่งการสร้างสรรค์สากล

    หากทำตามวิธีนี้ เราจะเริ่มชินกับการมองว่า "ทัศนคติทางจิต" คือกุญแจสำคัญสู่ความก้าวหน้าในชีวิต เพราะทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากจุดนั้น และเราจะค้นพบว่าทัศนคติของเราถูกกำหนดโดยวิธีที่เรามอง "จิตศักดิ์สิทธิ์" ในท้ายที่สุด เราจะเห็นว่าจิตศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจาก ชีวิต ความรัก และความงาม ซึ่งความงามนั้นก็คือสิ่งเดียวกับปัญญา หรือการปรับส่วนประกอบต่างๆ ให้เข้ากับส่วนรวมได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเราจะเห็นว่าตัวเราคือศูนย์กระจายพลังงานหลักเหล่านี้ และเป็นศูนย์กลางแห่งพลังสร้างสรรค์ในระดับรองลงมา

    เมื่อความรู้นี้ก้าวหน้าขึ้น เราจะพบว่าเราสามารถก้าวข้ามกฎแห่งข้อจำกัดทีละชั้น โดยการค้นพบกฎที่สูงกว่า ซึ่งกฎที่ต่ำกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎที่สูงกว่านั้น จนกระทั่งเราเห็นเป้าหมายสูงสุดได้อย่างชัดเจน นั่นคือ "กฎแห่งเสรีภาพที่สมบูรณ์" (Perfect Law of Liberty) ซึ่งไม่ใช่เสรีภาพที่ไร้กฎเกณฑ์จนกลายเป็นความโกลาหล แต่เป็นเสรีภาพที่ดำเนินตามกฎ ด้วยวิธีนี้เราจะพบว่าคำกล่าวของอัครสาวกนั้นเป็นความจริงที่ตรงตัว เมื่อท่านกล่าวว่าเราจะเป็นเหมือนพระองค์เมื่อเราเห็นพระองค์ "ในแบบที่พระองค์ทรงเป็น" เพราะกระบวนการสร้างตัวตนของเราคือการสะท้อนภาพที่มีอยู่ในจิตศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

    เมื่อเราเรียนรู้กฎแห่งการดำรงอยู่ของตนเอง เราจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบที่เราไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อน แต่เช่นเดียวกับกฎธรรมชาติทั่วไป การประยุกต์ใช้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเรายังไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานของกฎนั้นอย่างถ่องแท้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ศึกษาจึงควรพยายามทำความเข้าใจทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติเกี่ยวกับกฎความสัมพันธ์ระหว่างจิตสากลและจิตบุคคล ซึ่งก็คือ "การส่งผลซึ่งกันและกัน" (RECIPROCAL action) หากเข้าใจความจริงเรื่องการส่งผลซึ่งกันและกันนี้ เราจะเข้าใจว่าทำไมบางคนถึงไม่สามารถแสดงออกถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิตที่จิตวิญญาณเป็น และทำไมบางคนถึงทำได้ เช่นเดียวกับกฎที่อธิบายว่าทำไมเหล็กถึงจมน้ำ และทำไมเหล็กถึงถูกทำให้ลอยน้ำได้ การทำให้จิตสากลกลายเป็นปัจเจก โดยการตระหนักถึงการส่งผลซึ่งกันและกันนี้เอง คือความลับของการดำรงอยู่และการเติบโตของตัวตนเรา

    **ความคิดใหม่และระเบียบใหม่**

    ในสองการบรรยายที่ผ่านมา ผมพยายามให้เห็นภาพว่า "จิตวิญญาณผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่ง" คืออะไร และมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งนั้นอย่างไร เท่าที่เราจะจินตนาการได้ เราจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือหลักการสากลที่ใช้ได้กับธรรมชาติทั้งหมด และในระดับมนุษย์ ก็ใช้ได้กับทุกคน สิ่งเหล่านี้คือกฎทั่วไปที่จำเป็นต้องยอมรับก่อนจะก้าวหน้าต่อไป เพราะความก้าวหน้าไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธกฎธรรมชาติ (ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้) แต่เกิดจากการประยุกต์ใช้กฎนั้นผ่านการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้หลักการเดิมทำงานได้โดยมีข้อจำกัดน้อยลง

    เมื่อเราเข้าใจภาพรวมของสองสิ่งนี้ คือ สิ่งสากลและสิ่งปัจเจก รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันแล้ว ตอนนี้ขอให้เราพิจารณากระบวนการ "ประยุกต์ใช้" (specialization) การประยุกต์ใช้กฎธรรมชาติคืออะไร? มันคือการทำให้กฎหรือหลักการนั้นสร้างผลลัพธ์ที่ปกติจะไม่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขทั่วไปที่ธรรมชาติจัดให้ การเลือกเงื่อนไขที่เหมาะสมนี้คือหน้าที่ของ "สติปัญญา" (Intelligence) ซึ่งเป็นกระบวนการจัดระเบียบสิ่งต่างๆ อย่างมีสติเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ใหม่

    ตัวหลักการนั้นไม่มีวันใหม่ เพราะหลักการเป็นสิ่งนิรันดร์และเป็นสากล แต่ความรู้ที่ว่าหลักการเดิมจะสร้างผลลัพธ์ใหม่ได้เมื่อทำงานภายใต้เงื่อนไขใหม่ คือกุญแจสู่การเปิดเผยความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด ดังนั้น สิ่งที่เราต้องพิจารณาคือการทำงานของสติปัญญาในการสร้างเงื่อนไขเฉพาะเพื่อให้หลักการสากลทำงาน และนำไปสู่ผลลัพธ์ใหม่ที่ก้าวข้ามประสบการณ์เดิมๆ ของเรา กระบวนการนี้ไม่ใช่การนำสิ่งใหม่เข้ามา แต่เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาผสมผสานกันในรูปแบบใหม่ เปรียบได้กับบรรพบุรุษของเราที่ไม่เคยจินตนาการถึงรถที่วิ่งได้โดยไม่ต้องใช้ม้า แต่ด้วยการนำองค์ประกอบที่มีอยู่แล้วมาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม รถยนต์จึงกลายเป็นสิ่งปกติบนท้องถนนในปัจจุบัน แล้วเราจะนำพลังของสติปัญญามาใช้กับกฎความสัมพันธ์ระหว่างจิตปัจเจกและจิตสากลอย่างไร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราเคยได้รับมาจนถึงตอนนี้?

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note