จิตวิญญาณนี้มองเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในศูนย์กลางแห่งชีวิตและพลังงานที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละแห่งก็มีรูปแบบที่เหมาะสมของตนเอง แต่ในขั้นแรก การสะท้อนเหล่านี้ไม่อาจดำรงอยู่ได้เลยนอกเหนือจากในจิตดั้งเดิม (Originating Mind) สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากการเป็นภาพในมโนภาพ ดังนั้น นอกจากพลังแห่งสติปัญญาและการคัดสรรแล้ว เราต้องตระหนักด้วยว่า "จินตนาการ" ก็เป็นส่วนหนึ่งของจิตศักดิ์สิทธิ์ และเราต้องมองว่าพลังเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจเริ่มต้นคือ ความรักและความงาม

    นี่คือจิตวิญญาณที่เราจำเป็นต้องเข้าถึง และวิธีการเข้าถึงนั้นเป็นไปตามหลักตรรกะที่ชัดเจน เช่นเดียวกับวิธีการที่ใช้ในการก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทุกแขนง นั่นคือ เริ่มจากการสังเกตว่ากฎบางอย่างทำงานอย่างไรภายใต้เงื่อนไขที่ธรรมชาติสร้างขึ้น จากนั้นจึงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าการทำงานตามธรรมชาตินั้นบ่งบอกถึงหลักการใด และสุดท้ายจึงสรุปว่าหลักการเดียวกันนี้จะทำงานอย่างไรภายใต้เงื่อนไขที่เรากำหนดขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

    ความก้าวหน้าของการต่อเรือเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ในสมัยก่อนเราใช้ไม้แทนเหล็ก เพราะไม้ลอยน้ำแต่เหล็กจม ทว่าปัจจุบันกองทัพเรือทั่วโลกกลับสร้างจากเหล็ก เพราะการคิดวิเคราะห์อย่างละเอียดทำให้เราพบว่า กฎของการลอยตัวคือ สิ่งใดก็ตามที่มีน้ำหนักเบากว่ามวลของของเหลวที่มันเข้าไปแทนที่ในปริมาตรที่เท่ากัน สิ่งนั้นจะลอยน้ำได้ ดังนั้นเราจึงทำให้เหล็กลอยน้ำได้ด้วยกฎข้อเดียวกับที่ทำให้มันจม เพียงแค่เราใส่ "ปัจจัยส่วนบุคคล" (Personal factor) เข้าไปเพื่อสร้างเงื่อนไขที่ธรรมชาติไม่ได้จัดเตรียมไว้ให้ ตามคติลึกลับที่ว่า "ธรรมชาติที่ปราศจากความช่วยเหลือย่อมล้มเหลว"

    ตอนนี้เราจะนำกระบวนการเปลี่ยน "กฎทั่วไป" ให้กลายเป็น "กฎเฉพาะ" มาใช้กับกฎข้อแรกสุด นั่นคือแนวโน้มในการมอบชีวิตที่เป็นสากลของจิตวิญญาณ หากปราศจากองค์ประกอบของ "ความเป็นปัจเจกบุคคล" (Individual Personality) จิตวิญญาณจะทำงานในระดับจักรวาลได้เพียงแค่ตามกฎทั่วไปเท่านั้น แต่กฎนี้สามารถพัฒนาให้มีความเฉพาะเจาะจงได้สูงกว่านั้นมาก ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการนำปัจจัยส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การจะนำปัจจัยนี้มาใช้ได้นั้น บุคคลต้องตระหนักถึง "หลักการ" ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานตามธรรมชาติหรือการทำงานในระดับจักรวาลเสียก่อน

    แล้วเราจะพบหลักการแห่งชีวิตนี้ได้ที่ไหน? แน่นอนว่าไม่ใช่จากการพิจารณาเรื่องความตาย หากเราต้องการให้หลักการใดทำงานในแบบที่เราต้องการ เราต้องสังเกตการทำงานของมันในขณะที่มันกำลังดำเนินไปในทิศทางนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ เราต้องถามว่าทำไมมันถึงดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ไกลถึงเพียงนั้น และเมื่อเรียนรู้แล้ว เราจะสามารถผลักดันให้มันไปได้ไกลยิ่งขึ้น กฎของการลอยตัวไม่ได้ถูกค้นพบจากการเฝ้ามองสิ่งที่จมน้ำ แต่พบจากการสังเกตสิ่งที่ลอยน้ำได้ตามธรรมชาติ แล้วตั้งคำถามอย่างชาญฉลาดว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น

    การจะเข้าใจหลักการใดๆ ได้ เราต้องศึกษาจากการทำงานในเชิงบวกของมัน เมื่อเราเข้าใจ "สิ่งนั้น" เราจึงจะอยู่ในจุดที่สามารถแก้ไขเงื่อนไขเชิงลบที่คอยขัดขวางการทำงานนั้นได้

    ในเมื่อความตายคือการปราศจากชีวิต และโรคภัยคือการปราศจากสุขภาพ การจะเข้าถึงจิตวิญญาณแห่งชีวิต เราจึงต้องพิจารณาสิ่งนั้นในที่ที่มันดำรงอยู่ ไม่ใช่ในที่ที่มันไม่อยู่ เหมือนกับคำถามเก่าที่ว่า "ท่านจะแสวงหาผู้มีชีวิตในหมู่คนตายไปทำไม?" นี่คือเหตุผลที่เราเริ่มการศึกษาด้วยการพิจารณาการสร้างสรรค์ระดับจักรวาล เพราะที่นั่นเราจะพบจิตวิญญาณแห่งชีวิตที่ทำงานผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ไม่ใช่เพียงในฐานะพลังงานที่เป็นอมตะ แต่เป็นการก้าวหน้าไปสู่ระดับชีวิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเราสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณจนทำให้สิ่งที่เป็นธรรมชาติของมัน ปรากฏขึ้นในตัวเราได้อย่างแท้จริง งานชิ้นเอก (Magnum opus) ของชีวิตก็จะสำเร็จลง ซึ่งหมายถึงการตระหนักว่าชีวิตของเราถูกดึงมาจากจิตดั้งเดิมโดยตรง และหากเราเข้าใจว่า ความคิดหรือจินตนาการของจิตวิญญาณคือความจริงแท้แห่งการดำรงอยู่ ส่วนข้อเท็จจริงทางวัตถุเป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนถึงกัน ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือการรักษาตำแหน่งแห่งที่ของปัจเจกบุคคลในความคิดของจิตผู้สร้าง (Parent Mind)

    เราได้เห็นแล้วว่าการทำงานของจิตดั้งเดิมต้องเป็นแบบ "ทั่วไป" (Generic) คือเป็นไปตามรูปแบบที่ครอบคลุมปัจเจกจำนวนมหาศาล รูปแบบนี้คือภาพสะท้อนของจิตสร้างสรรค์ในระดับของ "อัจฉริยภาพ" (Genius) เฉพาะด้าน และในระดับมนุษย์ มันคือ "มนุษย์" ในอุดมคติที่สมบูรณ์ ไม่ใช่ในฐานะผู้ที่ผูกติดกับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง

    ดังนั้น ยิ่งเราเรียนรู้ที่จะแยกตัวตนของเราออกจากสถานการณ์เฉพาะหน้า และหันมาพึ่งพิงธรรมชาติที่แท้จริง (Absolute nature) ในฐานะภาพสะท้อนของอุดมคติศักดิ์สิทธิ์ เราก็จะสะท้อนภาพแนวคิดดั้งเดิมของจิตศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงออกผ่านมนุษย์ต้นแบบกลับไปสู่จินตนาการศักดิ์สิทธิ์นั้น และด้วยกฎแห่งเหตุและผลตามธรรมชาติ ผู้ที่ตระหนักถึงทัศนคติทางจิตเช่นนี้จะเข้าสู่จิตวิญญาณแห่งชีวิตอย่างถาวร และชีวิตนั้นจะกลายเป็นน้ำพุแห่งชีวิตที่พุ่งพล่านขึ้นมาภายในตัวเขาอย่างไม่สิ้นสุด

    เมื่อนั้นเขาจะพบว่าตนเองเป็น "พระฉายาและพระสิริของพระเจ้า" ดังที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ เขาได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของกระบวนการสร้างสรรค์ และเมื่อจิตวิญญาณพบศูนย์กลางส่วนบุคคลในตัวเขา การสร้างสรรค์ครั้งใหม่ (de nova) ก็จะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาใหญ่ที่ว่า จะทำให้สิ่งที่เป็นสากล (Universal) ลงมาทำงานโดยตรงในระดับของสิ่งเฉพาะเจาะจง (Particular) ได้อย่างไร

    ในแง่นี้เองที่มนุษย์ถูกเรียกว่าเป็น "จุลจักรวาล" (Microcosm) หรือจักรวาลจำลอง เพราะมนุษย์เป็นศูนย์กลางที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นใหม่ของจิตวิญญาณสร้างสรรค์ และนี่คือความหมายของหลักคำสอนลึกลับเรื่อง "อ็อกเทฟ" (Octave) ซึ่งผมอาจจะได้กล่าวถึงโดยละเอียดในโอกาสหน้า

    หากพิจารณาหลักการที่กล่าวมานี้อย่างถี่ถ้วน จะพบว่ามันช่วยให้เรื่องที่เคยคลุมเครือกระจ่างชัดขึ้น และจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับบทความต่อๆ ไป

    ดังนั้น จึงขอให้ผู้อ่านลองขบคิดเรื่องนี้ด้วยตนเองอย่างละเอียด และสังเกตความเชื่อมโยงกับหัวข้อในบทความถัดไป

    ความเป็นปัจเจก (INDIVIDUALITY)

    ความเป็นปัจเจกคือส่วนเติมเต็มที่จำเป็นของจิตวิญญาณสากล ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราพิจารณากันเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ปัญหาทั้งหมดของชีวิตคือการค้นหาความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างปัจเจกบุคคลกับจิตวิญญาณสากลผู้สร้าง และก้าวแรกในการค้นหาสิ่งนี้คือการตระหนักว่า จิตวิญญาณสากลในตัวมันเองนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเราได้ทำไปบ้างแล้ว และข้อสรุปที่เราได้คือ:

    หนึ่ง แก่นแท้ของจิตวิญญาณคือ ชีวิต ความรัก และความงาม

    สอง แรงจูงใจหรือแรงขับเคลื่อนหลัก คือการแสดงออกซึ่งชีวิต ความรัก และความงามที่มันเป็น

    สาม สิ่งที่เป็นสากลไม่สามารถทำงานในระดับของสิ่งเฉพาะเจาะจงได้ เว้นแต่จะกลายเป็นสิ่งเฉพาะเจาะจงนั้นเสียเอง นั่นคือการแสดงออกผ่านปัจเจกบุคคล

    หากเข้าใจสัจพจน์ทั้งสามข้อนี้อย่างชัดเจน เราก็จะมีรากฐานที่มั่นคงในการเริ่มต้นพิจารณาหัวข้อของวันนี้

    คำถามแรกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติก็คือ…

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note