ตอนที่ 3
byหากสิ่งเหล่านี้เป็นจริง ทำไมมนุษย์ทุกคนถึงไม่สามารถแสดงออกถึงพลังชีวิต ความรัก และความงดงามของจิตวิญญาณสากล (Universal Spirit) ได้ล่ะ? คำตอบของคำถามนี้ซ่อนอยู่ใน "กฎแห่งความตระหนักรู้" เพราะเราไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งใดได้เลย หากเราไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งนั้นกับตัวเรา สิ่งนั้นต้องส่งผลกระทบต่อเราในทางใดทางหนึ่ง มิเช่นนั้นเราย่อมไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่ และเราจะนิยามความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งนั้นตามลักษณะที่มันส่งผลต่อเรา การตระหนักรู้ถึงตนเองผ่านความสัมพันธ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางจิตวิญญาณ สติปัญญา หรือทางกายภาพ นี่เองคือสิ่งที่ประกอบกันเป็น "การรับรู้ถึงชีวิต"
ด้วยหลักการนี้ เพื่อให้ "จิตผู้สร้าง" (Originating Mind) สามารถ ตระหนักถึงความมีชีวิต ของตนเองได้ จึงจำเป็นต้องสร้าง "ศูนย์กลางแห่งชีวิต" ขึ้นมา เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การตระหนักรู้นี้ และแน่นอนว่าการตระหนักรู้นี้จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อปัจเจกบุคคลมีอิสระอย่างเต็มที่ในการที่จะ "ปฏิเสธ" หรือ "ไม่ยอมรับ" มัน เพราะหากปราศจากทางเลือก การตระหนักรู้นั้นย่อมไม่ใช่ของจริง
ลองยกตัวอย่างเรื่องความรักดูครับ ความรักต้องเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ มิเช่นนั้นมันก็ไม่มีอยู่จริง เราไม่สามารถจินตนาการถึงความรักที่ถูกกระตุ้นด้วยกลไกทางเครื่องจักรได้ เพราะอะไรก็ตามที่ถูกสร้างมาให้ส่งผลลัพธ์โดยอัตโนมัติโดยไม่มีเจตจำนงของตัวเอง สิ่งนั้นเป็นเพียงแค่ "เครื่องจักร" เท่านั้น ดังนั้น หากจิตผู้สร้างต้องการสัมผัสถึงความจริงของความรัก ท่านย่อมต้องสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีอำนาจในการ "ปฏิเสธ" ความรักนั้นได้ เช่นเดียวกับการตระหนักรู้ในรูปแบบชีวิตอื่นๆ ยิ่งชีวิตของปัจเจกเป็นศูนย์กลางการกระทำที่เป็นอิสระ มีทางเลือกว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธมากเท่าไหร่ ชีวิตที่แท้จริงก็ยิ่งถูกสร้างขึ้นมากเท่านั้น
ยิ่งสิ่งที่ถูกสร้างห่างไกลจากการเป็นเพียงกลไกอัตโนมัติมากเท่าไหร่ ระดับของการสร้างสรรค์ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ระบบสุริยะอาจเป็นผลงานการสร้างทางกลไกที่สมบูรณ์แบบ แต่การจะสร้างศูนย์กลางที่สามารถตอบสนองต่อธรรมชาติอันสูงสุดของจิตพระผู้เป็นเจ้า (Divine Mind) ได้นั้น ไม่สามารถใช้กลไกใดๆ ได้เลย ไม่ว่ากลไกนั้นจะสมบูรณ์เพียงใด แต่ต้องใช้ "ศูนย์กลางทางจิต" ที่เป็นแหล่งกำเนิดการกระทำที่เป็นอิสระในตัวเอง ดังนั้น ตามเงื่อนไขนี้ มนุษย์จึงต้องมีความสามารถในการเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับจิตผู้สร้างซึ่งเป็นต้นกำเนิดของตนได้ ทั้งในทางบวกและทางลบ มิเช่นนั้นเราก็เป็นเพียงแค่ตุ๊กตาไขลานตัวหนึ่งเท่านั้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมพลังชีวิต ความรัก และความงดงามของจิตวิญญาณจึงไม่ได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในมนุษย์ทุกคน สิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่ในโลกธรรมชาติเท่าที่กลไกอัตโนมัติจะแสดงออกได้ แต่การสะท้อนภาพที่สมบูรณ์แบบจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี "อิสระ" ที่คล้ายคลึงกับจิตผู้สร้าง ซึ่งหมายความว่าต้องมีอิสระทั้งในการตอบรับและในการปฏิเสธ
แล้วทำไมปัจเจกบุคคลถึงเลือกทางลบ? นั่นเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจกฎแห่งปัจเจกภาพของตนเอง และเชื่อว่ามันคือกฎแห่งข้อจำกัด แทนที่จะมองว่าเป็นกฎแห่งเสรีภาพ เขาไม่คาดคิดว่าจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างสรรค์นั้นถูกจำลองไว้ภายในตัวเขาเอง จึงหันไปใช้ตรรกะทางกลไกเพื่อหาเหตุผลในการดำเนินชีวิต ผลที่ตามมาคือเขาสรุปว่าชีวิตนี้มีข้อจำกัด เพราะเขาตั้งสมมติฐานไว้ตั้งแต่แรกว่ามันถูกจำกัด และตามหลักตรรกะแล้ว เขาย่อมหนีไม่พ้นข้อสรุปนั้น จากนั้นเขาก็เชื่อว่านี่คือ "กฎ" และหัวเราะเยาะความคิดที่จะก้าวข้ามมัน เขาชี้ให้เห็นถึงวงจรของเหตุและผลที่ทำให้ความตาย โรคภัย และภัยพิบัติครอบงำมนุษย์ แล้วบอกว่าวงจรนั้นแหละคือกฎ ซึ่งเขาก็พูดถูกในระดับหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่ "กฎสูงสุด" (THE Law) เมื่อเราเข้าใจเพียงระดับนี้ เรายังต้องเรียนรู้ต่อไปว่า กฎที่สูงกว่าสามารถครอบคลุมกฎที่ต่ำกว่าได้อย่างสมบูรณ์จนกลืนกินมันไปทั้งหมด
ความเข้าใจผิดของข้อโต้แย้งทางลบนี้ คือการทึกทักเอาว่ากฎแห่งข้อจำกัดเป็นสิ่งจำเป็นในทุกระดับของสิ่งมีชีวิต มันเหมือนกับความเชื่อผิดๆ ของช่างต่อเรือสมัยก่อนที่คิดว่าไม่มีทางสร้างเรือเหล็กได้ สิ่งที่จำเป็นจริงๆ คือการเข้าถึง "หลักการ" (PRINCIPLE) ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของกฎในเชิงบวก และนำหลักการนั้นมาปรับใช้ในเงื่อนไขที่สูงกว่าสิ่งที่ธรรมชาติแสดงให้เห็นโดยทั่วไป ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการนำ "องค์ประกอบส่วนบุคคล" เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือสติปัญญาของปัจเจกที่สามารถทำความเข้าใจหลักการนี้ได้
คำถามคือ หลักการใดที่ทำให้เราถือกำเนิดขึ้นมา? ซึ่งนี่เป็นเพียงการประยุกต์คำถามทั่วไปที่ว่า "สิ่งต่างๆ ถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร?" มาใช้กับตัวเราเอง ดังที่ผมได้กล่าวไว้ในบทก่อนหน้า ข้อสรุปสูงสุดจากวิทยาศาสตร์กายภาพคือ การเคลื่อนไหวเริ่มต้นเกิดขึ้นในจิตสากล (Universal Mind) ซึ่งคล้ายกับจินตนาการของเรา และอย่างที่เราเห็นว่า อุดมคติที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือการมีสิ่งมีชีวิตที่สามารถตอบสนองต่อคุณสมบัติ "ทั้งหมด" ของจิตผู้สร้างได้ ดังนั้น โดยธรรมชาติที่ลึกที่สุด มนุษย์จึงเป็นผลผลิตจากจิตพระผู้เป็นเจ้าที่สร้างภาพจำลองของพระองค์เองขึ้นมาในระนาบของ "สิ่งสัมพัทธ์" (relative) เพื่อให้เป็นส่วนเติมเต็มแก่ระนาบของ "สิ่งสัมบูรณ์" (absolute) ของพระองค์เอง
ดังนั้น หากเราหันกลับมามองที่หลักการลึกที่สุดในตัวเรา ซึ่งทั้งปรัชญาและคัมภีร์ต่างระบุว่าถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า แทนที่จะมองเพียงร่างกายหรือเครื่องมือภายนอกที่ใช้ทำงานในระนาบต่างๆ เราจะพบว่ามีหลักการหนึ่งในตัวเราที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวแทนของพระเจ้า" (in loco dei) ต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมรอบตัว หลักการนี้อยู่เหนือทุกสิ่งและเป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านั้น แม้เราจะไม่รู้ตัวก็ตาม และในเชิงสัมพัทธ์ มันคือ "เหตุแรก" (first cause) ของเรา การตระหนักถึงสิ่งนี้คือการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับโลกแห่งสิ่งสัมพัทธ์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่เข้าใจผิดว่าไม่มีสิ่งใดที่สูงกว่านี้อีก เพราะอย่างที่เห็นว่า หลักการภายในหรือ "อัตตา" (ego) นี้เองก็เป็นผลลัพธ์จากเหตุที่เกิดก่อนหน้า นั่นคือกระบวนการสร้างภาพจำลองในจิตพระผู้เป็นเจ้า
เราจึงพบว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลาง ระหว่าง "เหตุแรกที่แท้จริง" ในด้านหนึ่ง และ "โลกแห่งเหตุรอง" ในอีกด้านหนึ่ง และเพื่อให้เข้าใจตำแหน่งนี้ เราต้องกลับไปที่สัจพจน์ที่ว่า จิตสากลจะทำงานในระนาบของสิ่งเฉพาะเจาะจงได้ก็ต่อเมื่อผ่านทางปัจเจกบุคคลเท่านั้น เราจึงเห็นว่าหน้าที่ของปัจเจกคือการ "จำแนก" (DIFFERENTIATE) กระแสพลังของจิตสากลที่ไหลมาอย่างไม่จำกัด ให้แยกย่อยออกไปในทิศทางที่เหมาะสม เพื่อเริ่มต้นวงจรของเหตุรองต่างๆ
ตำแหน่งของมนุษย์ในระเบียบจักรวาลคือ "ผู้กระจาย" พลังของพระเจ้า แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎดั้งเดิมของพลังที่ตนกระจายนั้น เราเห็นตัวอย่างนี้ได้ในวิทยาศาสตร์ทั่วไป คือเราไม่เคย "สร้าง" พลังงานขึ้นมาใหม่ สิ่งที่เราทำได้คือการ "กระจาย" พลังงานที่มีอยู่ คำว่า "Man" (มนุษย์) เองก็มีความหมายว่าผู้กระจายหรือผู้ชั่งตวง ซึ่งสอดคล้องกับรากศัพท์สันสกฤต MN. ที่สื่อถึงการวัด เช่นคำว่า moon, month, mens, mind และ "man" (หน่วยชั่งน้ำหนักของอินเดีย 80 ปอนด์) ด้วยเหตุนี้ ในคัมภีร์จึงเรียกมนุษย์ว่าเป็น "ผู้ดูแล" (steward) หรือผู้ส่งมอบของประทานจากพระเจ้า เมื่อจิตใจของเราเปิดรับความหมายที่แท้จริงของตำแหน่งนี้ เราจะเห็นถึงความเป็นไปได้อันมหาศาล รวมถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับมันด้วย

0 Comments