ตอนที่ 3
byบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้อคติกับการขี่ม้าหรอกนะ การขี่ม้าน่ะมันเหมาะกับพวกตำรวจม้า ผู้พันดับเบิลยู. เอฟ. โคดี สมาชิกตระกูลสติกนีย์ หรือพวกที่รับบทเป็น มาเซปปา (Mazeppa) ในละครดังเรื่องนั้น เพราะคนพวกนี้เขาทำเป็นอาชีพ มีความถนัดและชินกับมัน หรือจะให้เป็นรูปปั้นนายพลในสงครามกลางเมืองขี่ม้าก็ยังได้ แต่การขี่ม้าไม่ใช่กิจกรรมที่เหมาะกับคนอ้วนเลย โดยเฉพาะคนอ้วนที่ดึงดันจะขี่ม้าสายพันธุ์ที่วิ่งกระโดดๆ ในสไตล์อังกฤษ ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง มันไม่ใช่การขี่ม้าหรอก แต่มันเหมือนการบำบัดโรคประสาทกลางแจ้งที่ผมเดาว่าคงถูกคิดค้นโดยคนอังกฤษสักคนที่ขี้กังวลและเกลียดการอยู่ที่เดิมนานๆ
ดังนั้น อย่างที่ผมบอก ผมก็นั่งบนม้านั่งในสวนอย่างสบายใจ เฝ้ามองเพื่อนร่วมชะตากรรมของผมที่ขี่ม้ากระเด้งกระดอนผ่านไป แต่ละคนทำหน้าเคร่งเครียดแบบเดียวกับที่ผู้ชายบางคนทำเวลาเต้นวอลทซ์ หรือที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำเวลาต้องต้อนรับญาติทางฝากสามี ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เสพติดการลงทัณฑ์รูปแบบนี้อย่างรุนแรงถึงขั้นเข้าขั้นวิกฤต เขาใช้ม้าตัวสูงที่ดื้อรั้นราวกับหลุดมาจากยุคทิวเดอร์ เป็นม้าที่มีโครงสร้างสูงชะลูดและหลังลาดชันเหมือนหลังคาบ้านโบราณ ผมว่าม้าตัวนี้คงเคยผ่านงานเต้นระบำตลกๆ มาก่อน เพราะทุกครั้งที่มันได้ยินเสียงเพลง หรือแค่คิดว่าได้ยิน มันจะหยุดกะทันหันแล้วเริ่มย่ำเท้าเป็นจังหวะ พอเป็นแบบนั้น เพื่อนผมก็จะโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วกอดคอม้าไว้แน่น ผมคิดว่าเขาคงพยายามกระซิบอ้อนวอนขอให้ม้าหยุดทำแบบนั้น แต่ภาพที่เห็นกลับเหมือนซานตาคลอสที่โกนหนวดเกลี้ยงเกลา นั่งอยู่บนสันหลังคาบ้านที่ชันสุดๆ เท้าห้อยพ้นชายคา แล้วชะโงกหน้าลงไปในปล่องไฟเพื่อดูว่าเด็กๆ หลับหรือยัง ผมว่าถ้าม้าตัวนี้ตายไป คงมีรอยนิ้วมือประทับอยู่ที่คอจนเจ้าหน้าที่ต้องสงสัยว่าเป็นการฆาตกรรมแน่ๆ
ครั้งหนึ่งผมเคยลองขี่ม้าดูบ้าง ผมถูกชักชวนให้ปีนขึ้นไปบนหลังม้าที่รูปร่างเหมือนเทือกเขาแอนดีส เพียงแต่ว่ามันขรุขระและชันกว่าตอนใกล้ถึงยอด มองจากพื้นดินมันดูสูงไม่เกินสิบหกคืบ แต่พอผมขึ้นไปถึงยอดปุ๊บ ผมถึงเพิ่งรู้ว่ามันไม่ใช่สิบหกคืบ แต่มันสูงตั้งสิบหกไมล์! ส่วนที่ผมคิดว่าเป็นแถบสีขาวบนหน้าม้า จริงๆ แล้วมันคือยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมต่างหาก ถ้าเป็นคุณแอนนา เพ็ค เธอคงจะรู้สึกคุ้นเคยเพราะเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาบ้าง แต่สำหรับผม ผมไม่ใช่พวกนักปีนเขา
ก่อนที่ผมจะทันได้หาทางลงจากความสูงที่อากาศเบาบางนั้น ม้าตัวนั้นก็เริ่มโชว์สเต็ปเต้นระบำ มันเริ่มเดินสไลด์ออกด้านข้างด้วยจังหวะที่น่าหงุดหงิดและน่าตกใจ แทนที่จะเดินตรงไปเหมือนม้าปกติ ผมได้แต่เกาะสันหลังมันไว้แน่น นิ้วจิกแน่นอยู่ที่แผงคอ พยายามเดาว่าวินาทีต่อไปมันจะเคลื่อนไปทางไหนเพื่อจะได้ขยับตัวตามให้ทัน และผมตัดสินใจในตอนนั้นเลยว่า ถ้าพระเจ้าทรงเมตตาให้ผมลงจากหลังม้าตัวนี้ได้แบบมีชีวิตรอด ผมจะไม่มีวันทำแบบนี้อีกเป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้พูดความปรารถนานี้ออกมาเป็นคำพูดในตอนนั้น เพราะในนาทีนั้นมีคำภาษาอังกฤษเพียงสองคำที่ผุดขึ้นมาในหัว คือคำว่า "หยุด" กับ "โอ๊ย" และผมก็ตะโกนสลับกันเร็วมากจนมันกลายเป็นคำผสมว่า "หยุด-โอ๊ย!" ซึ่งเป็นคำที่สื่ออารมณ์ได้ดีเยี่ยม และผมขอแนะนำให้คนอื่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผมใช้คำนี้
ในวินาทีนั้น ท่ามกลางสถานที่มากมายในโลกที่ผมพอนึกออก—ซึ่งก็นึกออกเยอะพอสมควร เพราะเหตุการณ์ในอดีตของผมมันไหลย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว เหมือนที่เขาว่ากันว่ามักจะเกิดขึ้นเวลาคนเราเผชิญอันตรายร้ายแรงอย่างเช่นตอนกำลังจะจมน้ำ—ผมขอบอกเลยว่า มีเพียงสองที่ในโลกที่ผมไม่อยากอยู่ที่สุด ที่แรกคือบนหลังม้าตัวนั้น และที่สองคือใต้ตัวม้า แต่ในเมื่อต้องเลือกจากความเลวร้ายสองอย่าง ผมจึงเลือกอย่างที่เลวน้อยกว่า นั่นคือการลงไปอยู่ใต้ตัวมัน ซึ่งผมใช้วิธีที่ง่ายที่สุดที่นึกได้ในตอนนั้น คือการ "ตกม้า" ผมถูกม้าเหยียบซ้ำไปหลายที และพบว่าพื้นดินนั้นแข็งกว่าที่มองเห็นจากความสูงสิบหกไมล์มาก แต่ผมก็รอดชีวิตและยังหายใจได้—หรืออย่างน้อยก็กลับมาหายใจได้หลังจากผ่านไปสักพัก—และผมก็พอใจกับผลลัพธ์นั้น ดังนั้น เมื่อผ่านประสบการณ์นี้มาด้วยตัวเอง ผมจึงเข้าใจความรู้สึกของคนรูปร่างแบบผมทุกคนที่ขี่ม้ากระเด้งกระดอนผ่านไป—ช่างเป็นผู้พลีชีพที่น่าสงสาร ยอมถวายตัวเป็นเครื่องสังเวยบนแท่นบูชาสูงชันของม้าที่รูปร่างเหมือนซากปรักหักพังแบบโกธิค และที่สำคัญ ผมรู้ดีว่าการขี่ม้าไม่ได้ช่วยให้คนอ้วนผอมลงเลย แต่มันช่วยให้ม้าผอมลงต่างหาก
มันเป็นแบบนี้แหละ คนอ้วนมักจะเสียเปรียบเสมอ รูปร่างของเขาเหมือนธงที่ลดลงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยให้กับสัดส่วนที่เคยมีในอดีต กีฬาและอาชีพที่สร้างรายได้ส่วนใหญ่ต่างปิดกั้นเขา เขาเล่นเทนนิสไม่ได้ หรืออย่างน้อยจากที่ผมสังเกต เขาเล่นได้ไม่เกินสองสัปดาห์ครั้ง เพราะหลังจากจบเกม เขาจะต้องเดินกะเผลกๆ ตัวแข็งทื่อเหมือนหุ่นโชว์หมวก และปวดระบมไปทั้งตัวเหมือนนิ้วหัวแม่มือถูกบด เมื่อก่อนเขาอาจจะเคยร่วมเต้นรำในจังหวะวอลทซ์ที่ซับซ้อน ก้าวเท้าอย่างพลิ้วไหวหรือเดินสะดุดบ้างตามโอกาส แต่นั่นมันยุคของการเต้นสแควร์แดนซ์แบบโบราณซึ่งเป็นมิตรกับคนอ้วน หรือยุคของทูสเต็ป ไม่ใช่ยุคนี้ที่การเต้นรำกลายเป็นการผสมผสานระหว่างมวยปล้ำ การดัดตัว และการนั่งรถไฟเหาะ แถมยังมีชื่อเรียกตามชื่อสัตว์ เช่น บันนี่ฮัก (Bunny Hug) หรือ ทารันทูลาไกลด์ (Tarantula Glide) หรือเรียกตามชื่อเมืองอย่าง โมบิลม็อปอัพ (Mobile Mop-Up), ฟาร์ร็อกกะเวย์ร็อก (Far Rockaway Rock) และ เซาท์เบนด์เบนด์ (South Bend Bend) ซึ่งถ้าเขาฝืนเต้น เพื่อนๆ หรือไม่ก็เจ้าหน้าที่คงต้องเข้ามาห้าม
จริงอยู่ที่เขาไปว่ายน้ำได้ แต่ถ้าเขาพลิกตัวลอยคอ คนรอบข้างจะตะโกนว่ามีคนปล่อยแพชูชีพหลุดลอยมา และถ้าเขานอนอาบแดดริมน้ำ เรือต่างๆ ก็จะพยายามเข้ามาจอดเทียบข้างตัวเขา และถ้าเขาอาบแดดบนชายหาดจนผิวไหม้ ด้วยความที่เขามีพื้นที่ผิวเยอะมากจนการผิวไหม้ของเขามันดูเหมือนเกิดไฟไหม้ป่าเลยทีเดียว เขาไม่สามารถล่องแก่ง เล่นพนันไฮโล หรือล่าสัตว์ใหญ่ได้อย่างสะดวกสบาย และเล่นบิลเลียดก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่สามารถเข้าใกล้โต๊ะได้พอที่จะแทงลูก และสุดท้ายเขาก็ใส่ "ไซด์" (English) ให้กับตัวเองจนหมด แทนที่จะใส่ให้ลูกบิลเลียด
ลองพิจารณาเรื่องอาชีพดูสิ มีอาชีพตั้งเท่าไหร่ที่ถูกปิดกั้นสำหรับคนที่อาจจะมีพลังและมีความสามารถ แต่กลับถูกปฏิเสธเพียงเพราะมี "พื้นที่ส่วนเกิน" ตรงหน้าท้อง คนอ้วนไม่สามารถเป็นพระเอกในละครได้ ไม่มีใครอยากได้พระเอกนิยายที่อ้วนท้วน คนอ้วนไม่สามารถไปหัดขับเครื่องบิน ไม่สามารถเป็นนักเดินไส้ลวด หรือนักเดินแบบอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินกรีฑา เดินบนเค้ก เดินละเมอ หรือเดินบนพื้น และเขาก็ไม่เป็นบริกรที่ป๊อปปูลาร์ เพราะไม่มีใครอยากได้บริกรตัวอ้วนๆ ในวันที่อากาศร้อนจัด จริงอยู่ที่คุณอาจจะให้เขาเสิร์ฟอาหารแบบมีฝาครอบ แต่ถึงอย่างนั้น ภาพลักษณ์ของเขาก็ยังทำให้คนนึกถึงเสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสี ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนรู้สึกไม่รื่นรมย์เอาเสียเลย

0 Comments