ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นคือ ภายใต้เงื่อนไขใหม่นี้ "ปัจเจกนิยม" จะมีความเสรี สง่างาม และเข้มข้นกว่าที่เป็นอยู่มาก ผมไม่ได้กำลังพูดถึงปัจเจกนิยมในจินตนาการของเหล่านักกวีที่เคยกล่าวถึง แต่ผมหมายถึงปัจเจกนิยมที่แท้จริงซึ่งแฝงอยู่ในศักยภาพของมนุษย์ทุกคน เพราะที่ผ่านมา การยอมรับในระบบทรัพย์สินส่วนบุคคลได้ทำลายและบดบังปัจเจกนิยมลง โดยการทำให้เราสับสนว่า "ตัวตน" ของคนคนหนึ่งคือ "สิ่งที่เขามีครอบครอง" มันนำพาปัจเจกนิยมให้หลงทาง เปลี่ยนเป้าหมายจากการ "เติบโต" เป็นการ "ตักตวง" จนมนุษย์คิดว่าสิ่งที่สำคัญคือการมีครอบครอง โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ คือการเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ ความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขามีอะไร แต่อยู่ที่ว่าเขาเป็นใครต่างหาก

    ทรัพย์สินส่วนบุคคลได้บดขยี้ปัจเจกนิยมที่แท้จริง และสร้างปัจเจกนิยมจอมปลอมขึ้นมาแทน มันกีดกันคนกลุ่มหนึ่งไม่ให้เป็นตัวของตัวเองด้วยการทำให้พวกเขาอดอยาก และกีดกันคนอีกกลุ่มด้วยการผลักให้เดินผิดทางและสร้างภาระผูกพันจนรุงรัง อันที่จริง ตัวตนของมนุษย์ถูกกลืนกินโดยทรัพย์สินจนหมดสิ้น ถึงขนาดที่กฎหมายอังกฤษลงโทษผู้ที่ละเมิดทรัพย์สินรุนแรงกว่าการละเมิดร่างกาย และยังใช้ทรัพย์สินเป็นเกณฑ์ตัดสินความเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์

    นอกจากนี้ ความบ้าคลั่งในการหาเงินยังบั่นทอนจิตใจอย่างยิ่ง ในสังคมแบบเราที่ทรัพย์สินนำมาซึ่งเกียรติยศ สถานะทางสังคม และความนับถือ มนุษย์ซึ่งมีความทะเยอทะยานโดยธรรมชาติจึงมุ่งแต่จะสะสมทรัพย์สิน และตรากตรำสะสมมันต่อไปอย่างน่าเบื่อหน่าย ทั้งที่ได้มาเกินความต้องการ เกินกว่าจะใช้ หรือแม้แต่เกินกว่าจะรู้ว่ามีอะไรบ้าง มนุษย์ยอมทำงานหนักจนตัวตายเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อมองถึงผลประโยชน์มหาศาลที่มันมอบให้ แต่น่าเสียดายที่สังคมถูกสร้างขึ้นบนรากฐานที่บีบให้มนุษย์ต้องเดินตามร่องที่กำหนด จนไม่สามารถพัฒนาสิ่งที่มหัศจรรย์และน่าหลงใหลในตัวตนออกมาได้อย่างอิสระ และพลาดโอกาสที่จะสัมผัสกับความสุขและความรื่นรมย์ที่แท้จริงของการมีชีวิต

    ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน มนุษย์มีความไม่มั่นคงอย่างยิ่ง พ่อค้าที่ร่ำรวยมหาศาลอาจต้องตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ในทุกวินาที เพียงแค่ลมเปลี่ยนทิศ สภาพอากาศแปรปรวน หรือเรื่องเล็กน้อยเพียงนิดเดียว เรืออาจล่ม การเก็งกำไรอาจผิดพลาด และเขาก็จะกลายเป็นคนจนที่สูญเสียสถานะทางสังคมไปในพริบตา ทั้งที่จริงแล้ว ไม่ควรมีสิ่งใดทำร้ายมนุษย์ได้นอกจากตัวเขาเอง และไม่ควรมีสิ่งใดพรากสิ่งที่เขาเป็นไปได้เลย เพราะสิ่งที่มนุษย์มีอยู่จริงคือสิ่งที่อยู่ภายในตัว ส่วนสิ่งที่อยู่ภายนอกนั้นไม่ควรมีความสำคัญอะไรเลย

    ดังนั้น เมื่อเรายกเลิกทรัพย์สินส่วนบุคคล เราจะได้เห็นปัจเจกนิยมที่แท้จริง สวยงาม และสมบูรณ์ จะไม่มีใครต้องเสียเวลาทั้งชีวิตไปกับการสะสมสิ่งของหรือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง แต่เราจะได้ "ใช้ชีวิต" อย่างแท้จริง ซึ่งการได้ใช้ชีวิตคือสิ่งที่หายากที่สุดในโลก เพราะคนส่วนใหญ่เพียงแค่ "มีชีวิตอยู่" ให้รอดไปวันๆ เท่านั้น

    น่าสงสัยว่าเราเคยเห็นตัวตนที่แสดงออกได้อย่างเต็มที่จริงๆ หรือไม่ นอกเสียจากในโลกจินตนาการของศิลปะ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงเราไม่เคยเห็นเลย มอมเซน (Mommsen) กล่าวว่า ซีซาร์ คือมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ซีซาร์กลับมีความไม่มั่นคงอย่างน่าเศร้า เพราะที่ใดมีผู้ใช้อำนาจ ที่นั่นย่อมมีผู้ต่อต้าน ซีซาร์อาจจะสมบูรณ์แบบ แต่ความสมบูรณ์นั้นกลับต้องเดินทางบนเส้นทางที่อันตรายเกินไป หรืออย่าง มาร์คัส ออเรลเลียส (Marcus Aurelius) ที่เรนัน (Renan) ยกย่องว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ใช่ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่คนนี้สมบูรณ์แบบจริง แต่เขาต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งจนแทบไม่ไหว เขาตระหนักดีว่ามนุษย์เพียงคนเดียวไม่สามารถแบกรับน้ำหนักของจักรวรรดิที่กว้างใหญ่ราวกับยักษ์ไททันได้

    สิ่งที่ผมเรียกว่า "มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ" คือผู้ที่ได้พัฒนาตนเองภายใต้เงื่อนไขที่สมบูรณ์ ไม่ถูกทำร้าย ไม่ต้องกังวล ไม่ถูกทำให้พิการ หรือตกอยู่ในอันตราย ที่ผ่านมา ตัวตนของคนส่วนใหญ่ถูกบีบให้ต้องเป็นขบถ และต้องสูญเสียพลังไปกับการต่อสู้ดิ้นรน อย่างเช่น ไบรอน (Byron) ที่ต้องเสียพลังชีวิตไปอย่างมหาศาลในการต่อสู้กับความโง่เขลา ความจอมปลอม และความคับแคบของชาวอังกฤษ การต่อสู้เช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้แข็งแกร่งขึ้นเสมอไป แต่บ่อยครั้งกลับตอกย้ำจุดอ่อน ทำให้ไบรอนไม่สามารถมอบสิ่งที่เขามีศักยภาพจะให้ได้มากกว่านี้

    เชลลีย์ (Shelley) นั้นโชคดีกว่า เขาหนีออกจากอังกฤษให้เร็วที่สุดเหมือนไบรอน แต่เขาไม่ได้โด่งดังเท่า ถ้าชาวอังกฤษรู้ว่าเขาเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาคงรุมทึ้งและทำให้ชีวิตเขาเป็นนรกอย่างที่สุด แต่เพราะเขาไม่ใช่บุคคลโดดเด่นในสังคม เขาจึงรอดพ้นมาได้ในระดับหนึ่ง ถึงกระนั้น ในตัวเชลลีย์ก็ยังมีกลิ่นอายของการขบถที่รุนแรงเกินไป เพราะตัวตนที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่การขบถ แต่คือ "ความสงบ"

    เมื่อเราได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ มันจะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก มันจะเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติและเรียบง่าย เหมือนดอกไม้ที่ผลิบานหรือต้นไม้ที่เติบโต จะไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีการโต้เถียงหรือพิสูจน์สิ่งใด แต่จะรู้แจ้งในทุกสิ่ง โดยไม่ต้องวุ่นวายกับการแสวงหาความรู้ เพราะเขามี "ปัญญา" คุณค่าของเขาจะไม่ถูกวัดด้วยวัตถุ เขาจะไม่มีอะไรเลย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็จะมีทุกสิ่ง และไม่ว่าใครจะพรากอะไรไป เขาก็ยังคงมีความมั่งคั่งในตัวตนอยู่เสมอ เขาจะไม่ก้าวก่ายผู้อื่น หรือบังคับให้ใครต้องเป็นเหมือนตน แต่จะรักผู้อื่นเพราะความแตกต่าง และแม้จะไม่ก้าวก่าย แต่เขาจะช่วยเหลือทุกคน เหมือนกับที่สิ่งสวยงามช่วยปลอบประโลมเราเพียงแค่การดำรงอยู่ของมัน ตัวตนของมนุษย์จะมหัศจรรย์ยิ่งนัก มหัศจรรย์เหมือนกับตัวตนของเด็กน้อย

    ในการพัฒนานี้ ศาสนาคริสต์อาจเข้ามาช่วยส่งเสริมหากมนุษย์ต้องการ แต่ถึงแม้จะไม่ต้องการ ตัวตนนี้ก็จะพัฒนาไปได้อย่างแน่นอน เพราะเขาจะไม่กังวลกับอดีต ไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น จะไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ใดนอกเหนือจากกฎของตนเอง และไม่ยอมรับอำนาจใดนอกเหนือจากอำนาจของตน แต่เขาก็จะรักและระลึกถึงผู้ที่เคยช่วยส่งเสริมให้เขาเติบโต ซึ่งพระคริสต์ก็ทรงเป็นหนึ่งในนั้น

    ในโลกยุคโบราณ มีคำจารึกไว้ที่ประตูว่า "จงรู้จักตนเอง" แต่สำหรับโลกยุคใหม่ ประตูนั้นจะจารึกว่า "จงเป็นตัวของตัวเอง" และสารที่พระคริสต์มอบให้แก่มนุษย์ก็คือ "จงเป็นตัวของตัวเอง" นั่นเอง ซึ่งนี่คือความลับของพระคริสต์

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note