ตอนที่ 1
byเรียงความและคำบรรยาย (Essays and Lectures)
โดย ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde)
พิมพ์ครั้งที่สี่
โดยสำนักพิมพ์ Methuen & Co. Ltd. ลอนดอน
มอบให้แก่ วอลเตอร์ เลดเจอร์ (Walter Ledger)
โดยผู้จัดการมรดกทางวรรณกรรมของผู้เขียน
สารบัญ
การอุบัติขึ้นของวิจารณญาณทางประวัติศาสตร์ (The Rise of Historical Criticism)
การฟื้นฟูศิลปะในอังกฤษ (The English Renaissance of Art)
การตกแต่งบ้าน (House Decoration)
ศิลปะและช่างฝีมือ (Art and the Handicraftman)
คำบรรยายแก่นักศึกษาศิลปะ (Lecture to Art Students)
นางแบบในลอนดอน (London Models)
กวีนิพนธ์ในร้อยแก้ว (Poems in Prose)
คำนำ
นอกจาก กวีนิพนธ์ในร้อยแก้ว (Poems in Prose) แล้ว เนื้อหาในเล่มนี้ไม่มีส่วนไหนเลยที่ผู้เขียนเคยคิดจะนำมาพิมพ์ซ้ำ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานของเขา การอุบัติขึ้นของวิจารณญาณทางประวัติศาสตร์ (The Rise of Historical Criticism) ก็น่าสนใจตรงที่มันแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสำนวนและขอบเขตทางปัญญาที่กว้างขวาง ซึ่งทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักเขียนยุควิกตอเรียตอนปลายที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลที่สุด โดยอาจจะมีเพียง รัสกิน (Ruskin) เท่านั้นที่เทียบได้ งานชิ้นนี้เขียนขึ้นสมัยที่ไวลด์ยังเรียนอยู่ที่ออกซฟอร์ด ซึ่งเป็นช่วงที่เขาลงแข่งชิงรางวัลเรียงความภาษาอังกฤษของอธิการบดีแต่ไม่ได้รับรางวัล บางทีวิทยาลัยแมกดาเลนที่เคยเจ็บช้ำกับการบ่มเพาะผู้เขียนเรื่อง ราเวนนา (Ravenna) อาจจะรู้สึกยินดีที่รอดพ้นจาก "เกียรติยศ" อันน่าอึดอัดใจที่ต้องเห็นลูกศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ที่สุดในศตวรรษนี้ ได้รับมงกุฎเป็นเพียงช่อพาร์สลีย์ทางวิชาการอันน้อยนิดอีกครั้ง
สำหรับส่วนที่เป็นคำบรรยาย ผมเลือกใส่เฉพาะฉบับที่มีต้นฉบับลายมือเขียนเท่านั้น เพราะรายงานจากหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นเชื่อถือไม่ได้ คำบรรยายเหล่านี้มักจะพูดโดยดูจากโน้ตย่อ และถูกนำไปบรรยายซ้ำตามเมืองต่างๆ ทั้งในอังกฤษและอเมริกา ซึ่งนี่เองคือที่มาของข้อกล่าวหาเรื่องการคัดลอกผลงานที่ วิสเลอร์ (Whistler) มีต่อผู้เขียน ส่วนเรื่องนี้จะสมเหตุสมผลหรือไม่ ผู้อ่านคงต้องตัดสินใจเอง ไวลด์ยอมรับเสมอว่าด้วยความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันมานาน เขาเคยขอความช่วยเหลือจากศิลปินท่านนี้ในครั้งหนึ่งสำหรับคำบรรยายที่เขาเตรียมไม่ทัน ซึ่งผมสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสุนทรพจน์ที่กล่าวแก่นักศึกษาศิลปะของ Royal Academy ในปี 1883 เพราะวิสเลอร์ได้นำเนื้อหาบางส่วนไปใช้ในคำบรรยาย ‘Ten o’clock’ ของตนเองในปี 1885 ส่วนประเด็นที่ว่าไอเดียหนึ่งๆ ควรถูกมองว่าเป็นของขวัญที่ให้ขาดเลย หรือในทางจริยธรรมแล้วเราสามารถเรียกคืนไอเดียได้เหมือนเรียกคืนแหวนหมั้นหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ ผมเพียงแต่อยากชี้ให้เห็นอีกครั้งว่า ผลงานทั้งหมดที่ทำให้ไวลด์มีชื่อเสียงไปทั่วยุโรปนั้น ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เพื่อนทั้งสองทะเลาะกันแล้ว เป็นเรื่องปกติที่ไวลด์จะได้รับอิทธิพลจากคนที่อาวุโสกว่า เช่นเดียวกับที่เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก เพเทอร์ (Pater), รัสกิน (Ruskin), อาร์โนลด์ (Arnold) และ เบิร์น-โจนส์ (Burne-Jones) แต่การพยายามไล่หาต้นตอจากวิสเลอร์ในทุกมุกตลกของไวลด์นั้นดูจะเป็นเรื่องน่าเบื่อ และน่าเสียดายที่จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้นำมุกเหล่านั้นไปนำเสนอต่อสาธารณชนก่อนที่จะถูกไวลด์ชิงตัดหน้าไปเสียก่อน เพราะทั้งคู่ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้เรื่องการสร้างชื่อเสียง บางคำคมของไวลด์ที่ถูกอ้างถึงบ่อยๆ นั้นถูกพูดขึ้นที่ศาลโอลด์เบลีย์ (แม้คนส่วนใหญ่จะลืมที่มา) หรือพูดในขณะที่เขากำลังจะสิ้นใจ
ในความเป็นจริง อัจฉริยภาพของทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไวลด์เป็นนักสร้างอารมณ์ขันและนักมนุษยนิยมเหนือสิ่งอื่นใด มุกตลกที่เฉียบคมที่สุดของเขาไม่ได้มีความดุดันหรือเฉียบขาดเท่ากับศิลปินชาวอเมริกันผู้ชาญฉลาดอย่างวิสเลอร์ ในทางกลับกัน วิสเลอร์ไม่มีทางที่จะได้รับเหรียญทองเบิร์กลีย์สาขาภาษากรีก หรือเขียนเรื่อง ความสำคัญของการเป็นคนดี (The Importance of Being Earnest) และ จิตวิญญาณของมนุษย์ (The Soul of Man) ได้ เช่นเดียวกับที่ไวลด์ ต่อให้มีความสามารถด้านการวาดภาพ ก็คงไม่สามารถแสดงออกถึงความสำรวมที่เหนือชั้นในภาพพอร์ตเทรตอย่าง ‘Miss Alexander’ หรือ ‘Carlyle’ และผลงานชิ้นเอกอื่นๆ ได้ แม้จะไม่เป็นที่รู้กันทั่วไป แต่ในวัยเยาว์ไวลด์ก็พอจะมีทักษะด้านการวาดเส้นอยู่บ้าง
ส่วน กวีนิพนธ์ในร้อยแก้ว (Poems in Prose) นั้น เดิมทีตั้งใจจะเขียนต่อ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องประเภทที่ไวลด์มักจะเล่าบนโต๊ะอาหาร โดยคิดขึ้นสดๆ ในตอนนั้น หรือได้รับแรงบันดาลใจจากการสังเกตเห็นอะไรบางอย่างโดยบังเอิญ หรือพัฒนามาจากวลีในหนังสือที่เขาอ่านระหว่างวัน สำหรับคนที่เคยได้ยินเขาเล่าด้วยตัวเอง การได้อ่านงานเขียนเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะเมื่อเขาเปลี่ยนมาเป็นงานเขียน เขากลับประโคมการตกแต่งคำจนเกินพอดี ซึ่งเพื่อนบางคนก็วิจารณ์เขาตรงๆ แม้เขาจะทำเป็นรำคาญ แต่ผมไม่คิดว่านั่นจะทำให้เขาหยุดเขียนเรื่องอื่นๆ ซึ่งน่าเสียดายที่เรื่องเหล่านั้นหลงเหลืออยู่เพียงในความทรงจำของเพื่อนๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณเอมี่ โลว์เธอร์ (Miss Aimée Lowther) ได้จดบันทึกบางเรื่องไว้ในเล่มที่พิมพ์ใช้เป็นการส่วนตัวได้อย่างยอดเยี่ยม
โรเบิร์ต รอสส์ (ROBERT ROSS)
การอุบัติขึ้นของวิจารณญาณทางประวัติศาสตร์ (THE RISE OF HISTORICAL CRITICISM)
เรียงความฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อส่งเข้าประกวดรางวัลเรียงความภาษาอังกฤษของอธิการบดีที่ออกซฟอร์ดในปี 1879 ในหัวข้อ ‘วิจารณญาณทางประวัติศาสตร์ในหมู่คนโบราณ’ ซึ่งผลปรากฏว่าไม่มีผู้ได้รับรางวัล ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณศาสตราจารย์ เจ. ดับเบิลยู. แมคเคล (Professor J. W. Mackail) ที่ช่วยตรวจทานต้นฉบับ

0 Comments