ตอนที่ 2: CHAPTER 1
byบทที่ 1
ทำไมเจ้าหญิงถึงมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง
กาลครั้งหนึ่ง มีเจ้าหญิงตัวน้อยผู้มีพระบิดาเป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยขุนเขาและหุบเขา พระราชวังของพระองค์ถูกสร้างขึ้นบนยอดเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความโอ่อ่าและงดงามเป็นอย่างยิ่ง เจ้าหญิงผู้มีนามว่าไอรีนประสูติที่นั่น แต่หลังจากประสูติได้ไม่นาน เนื่องจากพระมารดามีพระพลานามัยไม่แข็งแรงนัก เธอจึงถูกส่งไปให้ชาวบ้านช่วยดูแลในบ้านหลังใหญ่ที่มีลักษณะกึ่งปราสาทกึ่งบ้านไร่ ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาอีกลูกหนึ่ง ในระดับความสูงประมาณครึ่งทางระหว่างตีนเขากับยอดเขา
เจ้าหญิงเป็นเด็กน้อยที่น่ารักมาก ในตอนที่เรื่องราวของผมเริ่มต้นขึ้น เธอมีอายุประมาณแปดขวบ แต่เธอก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเธอผุดผ่องและจิ้มลิ้ม ดวงตาทั้งสองข้างเหมือนเศษเสี้ยวของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวละลายอยู่ในสีน้ำเงินเข้ม หากใครได้เห็นคงคิดว่าดวงตาคู่นั้นรู้ดีว่าตนเองมาจากที่ใด เพราะเธอมักจะแหงนมองขึ้นไปบนฟ้านั้นอยู่บ่อยครั้ง แม้แต่เพดานห้องนอนของเธอก็ถูกทาสีฟ้าและวาดรูปดาวให้เหมือนท้องฟ้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ผมสงสัยว่าเธอแทบจะไม่เคยเห็นท้องฟ้าและดวงดาวของจริงเลย ซึ่งเหตุผลในเรื่องนี้ ผมคิดว่าควรจะบอกให้ทราบเสียตอนนี้เลยจะดีกว่า
ภายใต้ภูเขาเหล่านี้เต็มไปด้วยโพรงขนาดใหญ่ มีถ้ำมหึมาและเส้นทางคดเคี้ยว บางแห่งมีสายน้ำไหลผ่าน บางแห่งส่องประกายระยิบระยับเป็นสีรุ้งเมื่อมีแสงไฟส่องเข้าไป เรื่องราวของถ้ำเหล่านี้คงไม่เป็นที่รู้จักนัก หากที่นี่ไม่มีเหมืองแร่ ซึ่งเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ที่มีโถงและทางเดินยาวแยกย่อยออกไปเพื่อขุดหาแร่ธาตุที่มีอยู่มากมายในภูเขา ในระหว่างการขุดเจาะเหล่านักขุดแร่จึงได้ค้นพบถ้ำธรรมชาติเหล่านี้เข้า และมีบางแห่งที่มีทางออกเปิดสู่ไหล่เขาหรือหุบเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป
ในถ้ำใต้ดินเหล่านี้เอง เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตประหลาดเผ่าพันธุ์หนึ่ง บางคนเรียกพวกเขาว่าโนม บางคนเรียกโคโบลด์ และบางคนก็เรียกว่าก็อบลิน มีตำนานเล่าขานกันในดินแดนแห่งนี้ว่า ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยอาศัยอยู่บนดินและมีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่งมีทฤษฎีในตำนานแตกต่างกันไป บ้างก็ว่ากษัตริย์ในสมัยนั้นเก็บภาษีหนักเกินไป บ้างก็ว่าบังคับให้ทำตามกฎระเบียบที่พวกเขาไม่ชอบ หรือเริ่มปฏิบัติกับพวกเขาอย่างรุนแรงและออกกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น ผลที่ตามมาคือพวกเขาหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ตามตำนานเล่าว่า แทนที่จะย้ายไปประเทศอื่น พวกเขากลับเลือกลี้ภัยลงมาอยู่ในถ้ำใต้ดิน และจะไม่ยอมออกมาข้างนอกยกเว้นในเวลากลางคืน ซึ่งถึงอย่างนั้นก็แทบจะไม่ปรากฏตัวพร้อมกันเป็นกลุ่มใหญ่ และไม่เคยปรากฏตัวให้คนจำนวนมากเห็นพร้อมกัน ว่ากันว่าพวกเขาจะรวมตัวกันกลางแจ้งในยามค่ำคืนเฉพาะในจุดที่ลึกลับและเข้าถึงยากที่สุดของภูเขาเท่านั้น
ผู้ที่เคยเห็นพวกเขาเล่าว่า รูปร่างหน้าตาของพวกเขานั้นเปลี่ยนไปมากตามกาลเวลา ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะพวกเขาต้องใช้ชีวิตห่างไกลจากแสงอาทิตย์ อยู่ในที่ที่หนาวเย็น เปียกชื้น และมืดมิด ปัจจุบันพวกเขาไม่ได้แค่ดูน่าเกลียดธรรมดา แต่มีรูปลักษณ์ที่น่าสยดสยองหรือบิดเบี้ยวจนดูตลกขบขันทั้งใบหน้าและร่างกาย ว่ากันว่าไม่มีจินตนาการที่หลุดโลกเพียงใด หรือปลายปากกาและพู่กันด้ามไหนจะวาดภาพความประหลาดของพวกเขาได้ครบถ้วน แต่ผมสงสัยว่าคนที่พูดแบบนั้นอาจจะจำสลับระหว่างตัวก็อบลินกับสัตว์เลี้ยงของพวกเขา ซึ่งเรื่องนี้ผมจะเล่าให้ฟังในภายหลัง ความจริงแล้วพวกก็อบลินไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์ขนาดนั้น และในขณะที่ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูป พวกเขากลับมีความรู้และความฉลาดหลักแหลมเพิ่มขึ้น จนสามารถทำในสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปมองว่าเป็นไปไม่ได้
ทว่ายิ่งฉลาดก็ยิ่งเจ้าเล่ห์ และยิ่งเจ้าเล่ห์ก็ยิ่งซุกซน ความสุขสูงสุดของพวกเขาคือการคิดหาวิธีกลั่นแกล้งผู้คนที่อาศัยอยู่บนพื้นดินเหนือหัวพวกเขา พวกเขายังคงมีความรักใคร่กลมเกลียวกันเองพอที่จะไม่โหดร้ายทารุณต่อผู้ที่ผ่านทางมาอย่างไร้เหตุผล แต่พวกเขาก็ยังคงฝังใจเจ็บกับความแค้นของบรรพบุรุษที่มีต่อผู้ที่เข้ามาครอบครองที่ดินเดิมของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกหลานของกษัตริย์ผู้ขับไล่พวกเขาออกไป พวกเขาจึงหาทุกโอกาสที่จะทรมานคนเหล่านั้นด้วยวิธีการที่พิลึกพิลั่นพอๆ กับตัวผู้คิด และแม้จะมีร่างกายแคระแกร็นบิดเบี้ยว แต่พวกเขาก็มีพละกำลังมหาศาลพอๆ กับความเจ้าเล่ห์ เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็มีกษัตริย์และรัฐบาลเป็นของตัวเอง ซึ่งหน้าที่หลักนอกเหนือจากเรื่องภายในแล้ว คือการคิดแผนสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน
ตอนนี้คงเห็นภาพชัดเจนแล้วว่า ทำไมเจ้าหญิงตัวน้อยถึงไม่เคยเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืน เพราะทุกคนกลัวพวกก็อบลินมากเกินกว่าจะปล่อยให้เธอออกจากบ้านในเวลานั้น แม้จะมีผู้ติดตามห้อมล้อมมากมายเพียงใดก็ตาม และพวกเขาก็มีเหตุผลที่ดีพอที่จะกลัว ซึ่งเราจะได้เห็นกันในเร็วๆ นี้

0 Comments