ชายชรา: เรื่องนั้น ไม่มีอยู่จริงหรอก คนเราไม่ได้ทำตามหน้าที่เพราะเห็นแก่ หน้าที่ แต่ทำเพราะถ้า ละเลย มันจะทำให้เขารู้สึก ไม่สบายใจต่างหาก มนุษย์มีหน้าที่เพียง อย่างเดียวเท่านั้น คือหน้าที่ในการทำให้จิตวิญญาณของตนพึงพอใจ หรือทำให้ตัวเองยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ถ้าเขาพบว่าการ ช่วยเหลือเพื่อนบ้านเป็นวิธีที่ตอบโจทย์หน้าที่นี้ได้ดีที่สุด เขาก็จะทำ แต่ถ้าการ โกงเพื่อนบ้านทำให้เขาพึงพอใจได้มากกว่า เขาก็จะทำเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้วคนเราย่อมเห็นแก่ตัวเอง เป็นอันดับแรกเสมอ ส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับคนอื่นนั้นเป็นเรื่อง รอง คนเราชอบแสร้งทำเป็นเสียสละ แต่ในความหมายที่แท้จริงของคำนี้ การเสียสละ ไม่เคยมีอยู่จริงและไม่เคยเกิดขึ้นเลย หลายครั้งคนเรา คิด ไปเองอย่างซื่อสัตย์ว่าตนกำลังเสียสละเพื่อคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วถูกหลอกครับ แรงผลักดันลึกๆ ของเขาคือการตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติและการถูกปลูกฝังมา เพื่อให้จิตวิญญาณของตนได้รับความสงบสุข

    ชายหนุ่ม: ถ้าอย่างนั้น ดูเหมือนว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลว ต่างก็ใช้ชีวิตเพื่อทำให้มโนธรรมของตนพึงพอใจสินะครับ

    ชายชรา: ใช่ นั่นแหละคือชื่อเรียกที่เหมาะสม มโนธรรม—เจ้าผู้ครองอำนาจที่แยกตัวเป็นเอกเทศ ราชาผู้โอหังและเด็ดขาดที่สถิตอยู่ภายในและเป็นนายของมนุษย์ มโนธรรมมีหลากหลายรูปแบบเพราะมนุษย์มีหลากหลายประเภท คุณจะทำให้มโนธรรมของฆาตกรพึงพอใจด้วยวิธีหนึ่ง ของนักบุญด้วยอีกวิธี ของคนขี้เหนียวอีกวิธี และของหัวขโมยก็อีกวิธีหนึ่ง หากไม่นับเรื่อง การถูกปลูกฝัง มโนธรรมของมนุษย์ไม่มีค่าเลยในฐานะ เครื่องนำทาง หรือ แรงจูงใจ ให้ปฏิบัติตามหลักศีลธรรมหรือจริยธรรมที่ถูกกำหนดไว้ ผมรู้จักชาวเคนทักกีใจดีคนหนึ่งที่รู้สึกไม่ยอมรับในตัวเอง—หรือถ้าพูดให้ชัดคือ มโนธรรมกำลังรบกวนจิตใจเขา—เพราะเขาละเลยที่จะฆ่าชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เขาไม่เคยเห็นหน้าด้วยซ้ำ เพียงเพราะชายแปลกหน้าคนนั้นเคยฆ่าเพื่อนของเขาในการต่อสู้ และการถูกปลูกฝังแบบชาวเคนทักกีทำให้เขารู้สึกว่าการฆ่าชายแปลกหน้าคนนั้นคือหน้าที่ เขาละเลยหน้าที่นี้ พยายามหลบเลี่ยง บ่ายเบี่ยง และผัดวันประกันพรุ่ง จนมโนธรรมที่ดื้อรั้นคอยตามหลอกหลอนเขาไม่หยุด ในที่สุด เพื่อให้จิตใจสงบ ได้รับความสบายใจ และยอมรับในตัวเองได้ เขาก็ตามล่าชายแปลกหน้าคนนั้นจนเจอและปลิดชีวิตทิ้งเสีย นี่คือการ เสียสละ อันยิ่งใหญ่ (ตามคำจำกัดความทั่วไป) เพราะเขาไม่ได้อยากทำ และจะไม่มีวันทำเลยถ้าเขาสามารถซื้อความพึงพอใจและความสงบใจได้ด้วยราคาที่ถูกกว่านี้ แต่ธรรมชาติของมนุษย์คือเรายอมจ่าย ทุกอย่าง เพื่อความพึงพอใจนั้น แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของคนอื่นก็ตาม

    ชายหนุ่ม: เมื่อกี้คุณพูดถึงมโนธรรมที่ ถูกปลูกฝัง หมายความว่าเราไม่ได้ เกิดมา พร้อมกับมโนธรรมที่สามารถนำทางเราให้ถูกต้องได้เหรอครับ?

    ชายชรา: ถ้าเป็นอย่างนั้น เด็กๆ หรือคนป่าเถื่อนคงรู้ผิดชอบชั่วดีได้เองโดยไม่ต้องมีใครสอน

    ชายหนุ่ม: แต่เราสามารถ ปลูกฝัง มโนธรรมได้ใช่ไหมครับ?

    ชายชรา: ใช่

    ชายหนุ่ม: แน่นอนว่าต้องผ่านพ่อแม่ ครู ศาสนา และหนังสือ

    ชายชรา: ใช่ สิ่งเหล่านั้นมีส่วนช่วยเท่าที่พวกเขาจะทำได้

    ชายหนุ่ม: แล้วส่วนที่เหลือล่ะครับ เกิดจาก—

    ชายชรา: โอ้… จากอิทธิพลนับล้านที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ทั้งด้านดีและร้าย อิทธิพลเหล่านี้ทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนในทุกขณะที่มนุษย์ตื่น ตั้งแต่เกิดจนตาย

    ชายหนุ่ม: คุณจดบันทึกเรื่องพวกนี้ไว้ด้วยเหรอครับ?

    ชายชรา: หลายเรื่องน่ะใช่

    ชายหนุ่ม: ช่วยอ่านผลลัพธ์ให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ?

    ชายชรา: ไว้คราวหน้าเถอะ เพราะมันต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลย

    ชายหนุ่ม: มโนธรรมสามารถถูกปลูกฝังให้หลีกเลี่ยงความชั่วและเลือกทำความดีได้ใช่ไหมครับ?

    ชายชรา: ใช่

    ชายหนุ่ม: แต่จะเป็นเพราะเหตุผลเรื่องความพึงพอใจของจิตวิญญาณเท่านั้นหรือเปล่า?

    ชายชรา: มัน ไม่สามารถ ถูกปลูกฝังให้ทำสิ่งใดด้วยเหตุผล อื่น ได้เลย เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้

    ชายหนุ่ม: แต่มัน ต้อง มีการกระทำที่เสียสละอย่างแท้จริงและสมบูรณ์ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มนุษย์บ้างสิครับ

    ชายชรา: คุณยังเด็ก มีเวลาอีกหลายปี ลองไปหาดูให้เจอสิ

    ชายหนุ่ม: แต่ผมว่า เวลาที่คนเราเห็นเพื่อนมนุษย์กำลังจมน้ำแล้วกระโดดลงไปช่วยโดยเสี่ยงชีวิตตัวเอง—

    ชายชรา: เดี๋ยวก่อน ลองอธิบาย ตัวคนช่วย และ คนที่กำลังจมน้ำ มาซิ แล้วบอกด้วยว่ามี พยาน อยู่ด้วย หรือว่าพวกเขาอยู่ กันตามลำพัง

    ชายหนุ่ม: เรื่องพวกนี้เกี่ยวอะไรกับการกระทำที่น่ายกย่องแบบนั้นด้วยครับ?

    ชายชรา: เกี่ยวมากเลยล่ะ ลองสมมติเป็นจุดเริ่มต้นว่า ทั้งสองคนอยู่ตามลำพังในที่เปลี่ยวตอนเที่ยงคืนดีไหม?

    ชายหนุ่ม: ก็ได้ครับ

    ชายชรา: และคนที่จมน้ำคือลูกสาวของเขาด้วย?

    ชายหนุ่ม: เอ่อ… ไม่ครับ ลองเปลี่ยนเป็นคนอื่นดู

    ชายชรา: งั้นเป็นพวกขี้เมาสกปรกที่นิสัยแย่ๆ แทนไหม?

    ชายหนุ่ม: ผมเข้าใจแล้ว สถานการณ์เปลี่ยน ผลลัพธ์ก็เปลี่ยน ผมเดาว่าถ้าไม่มีใครเห็นการกระทำนั้น ชายคนนั้นคงไม่ทำ

    ชายชรา: แต่มันก็มีคนที่ ยอมทำ อยู่บ้างประปราย เช่น คนที่ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเด็กจากกองไฟ หรือคนที่ยอมสละเงินยี่สิบห้าเซนต์ให้หญิงชราที่ยากไร้แล้วเดินกลับบ้านท่ามกลางพายุ มีคนแบบนั้นอยู่จริงๆ และทำไมพวกเขาถึงทำ? เพราะพวกเขา ทนไม่ได้ ที่จะเห็นเพื่อนมนุษย์ดิ้นรนอยู่ในน้ำโดยไม่กระโดดลงไปช่วย มันจะทำให้ พวกเขา เจ็บปวด พวกเขาจึงช่วยคนอื่นเพราะเหตุผลนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ พวกเขาก็จะไม่ทำ พวกเขาปฏิบัติตามกฎที่ผมย้ำมาตลอดอย่างเคร่งครัด คุณต้องจำไว้และแยกแยะให้ได้ระหว่างคนที่ ทนไม่ได้ กับคนที่ ทนได้ แล้วคุณจะเข้าใจกรณีที่ดูเหมือนเป็นการ "เสียสละ" หลายๆ อย่าง

    ชายหนุ่ม: ให้ตายสิ ฟังแล้วน่ารังเกียจชะมัด

    ชายชรา: ใช่ และมันคือความจริง

    ชายหนุ่ม: งั้นลองดูเด็กดีที่ยอมทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เพื่อให้แม่มีความสุขดูล่ะครับ

    ชายชรา: เขาทำแบบนั้นเพราะเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของแรงจูงใจคือมันทำให้ เขา พึงพอใจที่ได้ทำให้แม่มีความสุข ลองเปลี่ยนผลประโยชน์ให้ไปทางอื่นดูสิ แล้วเด็กดีคนนั้นจะไม่ทำแน่นอน เขา ต้อง ปฏิบัติตามกฎเหล็กนี้ ไม่มีใครหนีพ้น

    ชายหนุ่ม: แล้วถ้าเป็นกรณีเด็กไม่ดีที่—

    ชายชรา: ไม่ต้องพูดถึงหรอก เสียเวลาเปล่า ไม่ว่าเด็กไม่ดีจะทำอะไร เขาก็มีเหตุผลที่ทำให้จิตวิญญาณพึงพอใจอยู่ดี ถ้าไม่ใช่แบบนั้น แสดงว่าคุณได้รับข้อมูลผิด และเขาไม่ได้ทำสิ่งนั้น

    ชายหนุ่ม: น่าหงุดหงิดจริงๆ เมื่อกี้คุณบอกว่ามโนธรรมไม่ใช่ผู้ตัดสินศีลธรรมโดยกำเนิด แต่ต้องผ่านการสอนและปลูกฝัง ตอนนี้ผมคิดว่ามโนธรรมอาจจะเฉื่อยชาหรือขี้เกียจได้ แต่ผมไม่คิดว่ามันจะผิดเพี้ยนไปได้ ถ้าเราปลุกมันให้ตื่น—

    เรื่องเล่าเล็กๆ

    ชายชรา: ผมจะเล่าเรื่องสั้นๆ ให้ฟัง

    กาลครั้งหนึ่ง มีคนนอกรีตคนหนึ่งได้ไปพักในบ้านของแม่ม่ายคริสเตียน ซึ่งมีลูกชายตัวน้อยที่ป่วยหนักใกล้ตาย คนนอกรีตคนนี้มักจะเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงและชวนเด็กคุย และเขาใช้โอกาสนี้ตอบสนองความปรารถนาอันแรงกล้าในใจ—ความปรารถนาที่มนุษย์ทุกคนมี คือการทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นโดยการทำให้เขาคิดเหมือนกับเรา เขาทำสำเร็จ แต่ในวาระสุดท้าย เด็กที่กำลังจะตายกลับตัดพ้อเขาว่า

    “_ผมเคยเชื่อและมีความสุขกับมัน แต่คุณพรากความเชื่อและความสบายใจของผมไป ตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรเลย และต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน เพราะสิ่งที่คุณบอกผม มันแทนที่สิ่งที่ผมสูญเสียไปไม่ได้เลย_”

    ทางด้านผู้เป็นแม่ก็ตัดพ้อคนนอกรีตคนนั้นเช่นกันว่า

    “_ลูกของฉันต้องสูญเสียไปตลอดกาล และหัวใจของฉันก็แตกสลาย คุณทำเรื่องใจร้ายแบบนี้ได้อย่างไร? เราไม่เคยทำร้ายคุณ มีแต่ความเมตตา เราให้คุณใช้บ้านของเราเป็นบ้านของคุณ ให้ทุกอย่างที่เรามี และนี่คือสิ่งตอบแทนที่เราได้รับ_”

    คนนอกรีตคนนั้นรู้สึกสำนึกผิดอย่างรุนแรงกับสิ่งที่ทำลงไป และพูดว่า

    “_มันผิดจริงๆ ผมเข้าใจแล้ว แต่ผมเพียงแค่พยายามช่วยเขา ในมุมมองของผมเขาเข้าใจผิด ผมจึงคิดว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องสอนความจริงแก่เขา_”

    แม่จึงตอบว่า

    “_ฉันสอนเขามาตลอดชีวิตในสิ่งที่ฉันเชื่อว่าเป็นความจริง และเมื่อเขามีความเชื่อ เราทั้งคู่ก็มีความสุข ตอนนี้เขาตายไปแล้ว—และสูญสิ้น—ส่วนฉันก็ทุกข์ระทม ความเชื่อของเราสืบทอดมาหลายศตวรรษผ่านบรรพบุรุษ คุณหรือใครก็ตามมีสิทธิ์อะไรมาทำลายมัน? เกียรติยศและความละอายใจของคุณอยู่ที่ไหน?_”

    ชายหนุ่ม: เขาเป็นคนชั่ว และสมควรตาย!

    ชายชรา: เขาก็คิดแบบนั้น และพูดแบบนั้นด้วย

    ชายหนุ่ม: อ้อ คุณเห็นไหม มโนธรรมของเขาตื่นขึ้นแล้ว!

    ชายชรา: ใช่ ความไม่ยอมรับในตัวเองของเขาตื่นขึ้นต่างหาก เขา เจ็บปวด ที่เห็นแม่คนนั้นทุกข์ทรมาน เขาเสียใจที่ทำสิ่งที่นำความเจ็บปวดมาสู่ ตัวเขาเอง ตอนที่เขาสอนเด็กผิดๆ เขาไม่ได้คิดถึงแม่เลย เพราะตอนนั้นเขากำลังจมอยู่กับ ความสุข ของตัวเอง ความสุขที่ได้ทำตามสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นหน้าที่

    ชายหนุ่ม: จะเรียกอะไรก็ช่าง แต่สำหรับผม นี่คือกรณีของ _มโนธรรมที่ตื่นรู้_ และมโนธรรมที่ตื่นแล้วไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในปัญหาแบบนี้อีก การรักษาแบบนี้เป็นการรักษาที่ ถาวร

    ชายชรา: ขอโทษที ผมยังเล่าไม่จบ เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วย _อิทธิพลภายนอก_ เราไม่ได้สร้าง อะไรขึ้นเองจากภายในเลย เมื่อใดก็ตามที่เราเปลี่ยนแนวคิดหรือเปลี่ยนความเชื่อและการกระทำ แรงผลักดันนั้น มักจะ มาจาก ภายนอก เสมอ ความสำนึกผิดกัดกินใจคนนอกรีตคนนั้นจนความแข็งกร้าวต่อศาสนาของเด็กหายไป เขเริ่มมองมันด้วยความอดทน และต่อมาก็กลายเป็นความเมตตา เพื่อเห็นแก่เด็กและผู้เป็นแม่ ในที่สุดเขาก็เริ่มศึกษาศาสนานั้น และจากจุดนั้น เขาก็พัฒนาไปในแนวทางใหม่ได้อย่างมั่นคงและรวดเร็ว จนกลายเป็นคริสเตียนผู้มีความเชื่อ และตอนนี้ความสำนึกผิดที่พรากความเชื่อและความรอดไปจากเด็กที่กำลังจะตายนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม มันทำให้เขาไม่สงบ ไม่มีความสุข เขา ต้อง ได้รับความสงบและสันติ—เพราะมันคือกฎของธรรมชาติ และดูเหมือนจะมีทางเดียวที่จะทำได้ คือเขาต้องอุทิศตนเพื่อช่วยวิญญาณที่ตกอยู่ในอันตราย เขาจึงกลายเป็นมิชชันนารี เขาเดินทางไปยังประเทศนอกรีตในสภาพที่ป่วยและไร้ที่พึ่ง แม่ม่ายชาวพื้นเมืองคนหนึ่งรับเขาเข้าบ้านที่ต่ำต้อยและดูแลจนเขาหายดี ต่อมาลูกชายของเธอป่วยหนักจนหมดหวัง มิชชันนารีผู้ซาบซึ้งในบุญคุณจึงช่วยดูแลเด็กคนนั้น นี่คือโอกาสแรกที่เขาจะได้ชดเชยความผิดที่เคยทำกับเด็กคนก่อน โดยการทำสิ่งที่มีค่าที่สุดให้เด็กคนนี้ นั่นคือการทำลายความเชื่อโง่ๆ ในเทพเจ้าจอมปลอมของเด็กคนนั้น เขาทำสำเร็จ แต่เด็กที่กำลังจะตายกลับตัดพ้อเขาในวาระสุดท้ายว่า

    “_ผมเคยเชื่อและมีความสุขกับมัน แต่คุณพรากความเชื่อและความสบายใจของผมไป ตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรเลย และต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน เพราะสิ่งที่คุณบอกผม มันแทนที่สิ่งที่ผมสูญเสียไปไม่ได้เลย_”

    และผู้เป็นแม่ก็ตัดพ้อมิชชันนารีคนนั้นว่า

    “_ลูกของฉันต้องสูญเสียไปตลอดกาล และหัวใจของฉันก็แตกสลาย คุณทำเรื่องใจร้ายแบบนี้ได้อย่างไร? เราไม่เคยทำร้ายคุณ มีแต่ความเมตตา เราให้คุณใช้บ้านของเราเป็นบ้านของคุณ ให้ทุกอย่างที่เรามี และนี่คือสิ่งตอบแทนที่เราได้รับ_”

    หัวใจของมิชชันนารีเต็มไปด้วยความสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป และพูดว่า

    “_มันผิดจริงๆ ผมเข้าใจแล้ว แต่ผมเพียงแค่พยายามช่วยเขา ในมุมมองของผมเขาเข้าใจผิด ผมจึงคิดว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องสอนความจริงแก่เขา_”

    แม่จึงตอบว่า

    “_ฉันสอนเขามาตลอดชีวิตในสิ่งที่ฉันเชื่อว่าเป็นความจริง และเมื่อเขามีความเชื่อ เราทั้งคู่ก็มีความสุข ตอนนี้เขาตายไปแล้ว—และสูญสิ้น—ส่วนฉันก็ทุกข์ระทม ความเชื่อของเราสืบทอดมาหลายศตวรรษผ่านบรรพบุรุษ คุณหรือใครก็ตามมีสิทธิ์อะไรมาทำลายมัน? เกียรติยศและความละอายใจของคุณอยู่ที่ไหน?_”

    ความทุกข์ทรมานจากความสำนึกผิดและความรู้สึกว่าตนเองทรยศของมิชชันนารีคนนี้ รุนแรงและกัดกินใจไม่ต่างจากกรณีแรกเลย เรื่องจบแล้ว คุณมีความเห็นอย่างไร?

    ชายหนุ่ม: มโนธรรมของชายคนนี้มันงี่เง่าที่สุด! มันป่วยไข้ และแยกไม่ออกว่าอะไรถูกอะไรผิด

    ชายชรา: ผมดีใจที่ได้ยินคุณพูดแบบนั้น เพราะถ้าคุณยอมรับว่ามโนธรรมของคน คนหนึ่ง แยกไม่ออกว่าอะไรถูกอะไรผิด ก็เท่ากับยอมรับว่ามีคนอื่นที่เป็นแบบนี้ด้วย และการยอมรับเพียงข้อเดียวนี้ก็เพียงพอที่จะล้มล้างความเชื่อที่ว่ามโนธรรมเป็นการตัดสินที่ถูกต้องเสมอ ระหว่างนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้คุณสังเกต

    ชายหนุ่ม: อะไรครับ?

    ชายชรา: ในทั้งสองกรณี การกระทำ ของชายคนนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจทางจิตวิญญาณเลย เขาพึงพอใจและมีความสุขกับมันด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้น เมื่อผลลัพธ์นำความ เจ็บปวด มาสู่ ตัวเขาเอง เขาจึงรู้สึกเสียใจ เสียใจที่มันสร้างความเจ็บปวดให้คนอื่น _แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใดเลย นอกจากความเจ็บปวดของคนอื่นนั้นทำให้เขาเจ็บปวดไปด้วย_ มโนธรรมของเรา ไม่ สนใจความเจ็บปวดของคนอื่น จนกว่าความเจ็บปวดนั้นจะมาถึงจุดที่ทำให้ เรา รู้สึกเจ็บปวดด้วย ใน ทุก กรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น เราจะเพิกเฉยต่อความทุกข์ของผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง จนกว่าความทุกข์นั้นจะทำให้เราไม่สบายใจ คนนอกรีตหลายคนคงไม่เดือดร้อนกับความทุกข์ของแม่คริสเตียนคนนั้นหรอก คุณไม่เชื่อหรือ?

    ชายหนุ่ม: ครับ ผมว่านั่นน่าจะเป็นเรื่องปกติของคนนอกรีต ทั่วไป

    ชายชรา: และมิชชันนารีหลายคนที่ยึดมั่นในหน้าที่อย่างเคร่งครัด ก็คงไม่เดือดร้อนกับความทุกข์ของแม่ชาวพื้นเมืองคนนั้นเช่นกัน อย่างเช่นมิชชันนารีเยซูอิตในแคนาดาสมัยฝรั่งเศสยุคแรกๆ ลองไปดูเหตุการณ์ที่พาร์กแมนอ้างถึงสิ

    ชายหนุ่ม: เอาล่ะ พักเรื่องนี้ไว้ก่อน เราสรุปถึงตรงไหนแล้วครับ?

    ชายชรา: สรุปได้ว่า มนุษย์เราได้ตั้งชื่อเรียกคุณลักษณะต่างๆ ของตัวเองด้วยชื่อที่หลอกลวง ไม่ว่าจะเป็น ความรัก, ความเกลียด, ความเมตตา, ความสงสาร, ความโลภ, ความใจบุญ และอื่นๆ ผมหมายถึงเราให้ ความหมาย ที่ผิดเพี้ยนกับชื่อเหล่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการทำให้ตัวเองพึงพอใจและการตอบสนองความต้องการของตนเอง แต่ชื่อเหล่านั้นพรางตาเราจนเรามองไม่เห็นความจริง และเรายังแอบใส่คำหนึ่งลงในพจนานุกรมซึ่งไม่ควรมีอยู่เลย นั่นคือ "การเสียสละ" เพราะมันบรรยายถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง แต่ที่แย่ที่สุดคือ เราละเลยและไม่เคยพูดถึง "แรงผลักดันเพียงหนึ่งเดียว" ที่บงการและบังคับทุกการกระทำของมนุษย์ นั่นคือความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องทำให้ตนเองยอมรับในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดและไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม สิ่งนี้คือทุกอย่างที่เราเป็น มันคือลมหายใจ หัวใจ และเลือดของเรา มันคือตัวกระตุ้น แส้ และแรงขับเคลื่อนเพียงหนึ่งเดียวที่เรามี หากไม่มีสิ่งนี้ เราคงเป็นเพียงหุ่นนิ่งๆ หรือศพที่ไร้วิญญาณ จะไม่มีใครทำอะไร จะไม่มีความก้าวหน้า และโลกจะหยุดนิ่ง เราควรยืนไว้อาลัยด้วยความเคารพเมื่อมีการเอ่ยถึงชื่อของพลังอันยิ่งใหญ่นี้

    ชายหนุ่ม: ผมยังไม่เชื่อครับ

    ชายชรา: คุณจะเชื่อ เมื่อคุณเริ่มคิด

    III

    ตัวอย่างประกอบ

    ชายชรา: ตั้งแต่ที่เราคุยกันครั้งก่อน คุณได้ลองคิดเรื่อง "พระวรสารแห่งการยอมรับตนเอง" บ้างหรือยัง?

    ชายหนุ่ม: คิดครับ

    ชายชรา: ผมเป็นคนกระตุ้นให้คุณคิด นั่นหมายความว่า อิทธิพลภายนอก เป็นตัวขับเคลื่อนคุณ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองในหัวของคุณ ช่วยจำเรื่องนี้ไว้และอย่าลืมล่ะ

    ชายหนุ่ม: ครับ แต่ทำไมล่ะครับ?

    ชายชรา: เพราะในบทสนทนาต่อๆ ไป ผมต้องการย้ำให้คุณเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคุณ ผม หรือใครก็ตาม ไม่มีใครสร้างความคิดขึ้นมาเองในหัวได้เลย _คนที่พูดความคิดหนึ่งออกมา แท้จริงแล้วกำลังพูดสิ่งที่ได้รับมาจากที่อื่นเสมอ_

    ชายหนุ่ม: โอ๊ย ตอนนี้—

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note