ตอนที่ 3: II. (part 1)
byII.
การไปเยี่ยมบ้านคุณเมสัน
“ลูกรัก แม่มีเรื่องจะบอก รับรองว่าหนูต้องดีใจแน่ๆ” วันหนึ่งคุณแม่พูดกับฟีบี
“จริงเหรอคะแม่ บอกหนูเดี๋ยวนี้เลยค่ะ หนูเดาไม่ถูกเลยว่าเป็นเรื่องอะไร” ฟีบีตอบด้วยความตื่นเต้น
“ก็เมื่อเช้านี้คุณนายเมสันมาหาแม่จ้ะ ท่านใจดีมาก ชวนให้หนูไปพักอยู่ที่บ้านท่านสักสองสามวัน แม่เลยบอกไปว่าถ้าหนูเป็นเด็กดี แม่จะให้ไปวันอังคารนี้ หนูอยากไปไหมจ๊ะ ฟีบี?”
“อยากไปที่สุดเลยค่ะแม่! หนูจะทำตัวเป็นเด็กดีที่สุดเลย แต่โหย… อีกตั้งนานกว่าจะถึงวันอังคาร ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ แล้วก็อังคาร หนูอยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ จังเลยค่ะ ต้องมีความสุขมากแน่ๆ แล้วบ้านคุณนายเมสันไม่เหมือนบ้านเราใช่ไหมคะแม่?”
“ไม่เหมือนหรอกจ้ะ แม่เชื่อว่าหนูจะได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ต่างจากที่บ้านเราอย่างสิ้นเชิงเลยล่ะ”
“ว้าว ดีจังเลยค่ะ!” ฟีบีอุทาน “นอกจากจะได้เห็นของสวยๆ งามๆ แล้ว หนูไม่ต้องนั่งเรียนหนังสือ ไม่ต้องถูกเรียกไปทำงานบ้านน่าเบื่อๆ ที่คอยขัดจังหวะเวลาเล่น และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีพี่วิลเลียมมาคอยแกล้ง หนูคงสบายใจขึ้นเยอะเลย”
“นี่หนูคิดว่าถ้าไม่มีพี่วิลเลียมแล้วจะมีความสุขกว่าเดิมจริงๆ เหรอจ๊ะฟีบี? แม่เสียใจนะที่หนูคิดแบบนั้น” คุณแม่กล่าว
“โอ๊ย หนูชอบเวลาพี่เขาอยู่ด้วยบางครั้งนะคะแม่ ถ้าพี่เขาไม่แกล้งหนูบ่อยๆ ก็คงดี อย่างวันก่อนที่พี่เขาเข้ามาในห้องเด็กเล่น ตอนนั้นหนูเพิ่งแต่งตัวให้ตุ๊กตาด้วยชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตา ดูน่ารักมาก แต่แทนที่จะชมอย่างที่หนูหวัง พี่วิลเลียมกลับหิ้วขาตุ๊กตาขึ้นมาแล้วหัวเราะเยาะ บอกว่าไม่รู้หนูจะสนุกอะไรกับการตัดเสื้อผ้าให้ท่อนไม้! แล้วเมื่อคืนนี้ยิ่งแย่กว่านั้นอีกค่ะแม่ พี่เขาเอาตุ๊กตาขี้ผึ้งของหนูไปลนไฟจากเทียน บอกว่าอยากจะประทับตราจดหมายถึงลูกพี่ลูกน้องโธมัส ดีที่พ่ออยู่ในห้องพอดีเลยดุพี่เขา (ซึ่งหนูสะใจมากค่ะ) พ่อบอกว่าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงแกล้งเด็กตัวเล็กๆ แบบนี้ แล้วพี่วิลเลียมก็แก้ตัวว่าไม่ได้ ตั้งใจ จะทำจริงๆ เพราะขี้ผึ้งตัวนี้มันไม่ใช่แบบที่ใช้ประทับตรา แต่หนูมั่นใจว่าถ้าพ่อไม่อยู่ พี่เขาทำแน่ๆ แบบนี้พี่วิลเลียมผิดมากเลยใช่ไหมคะแม่?”
“แม่รู้ว่าเขาแกล้งหนูบ่อย ลูกรัก เพราะเด็กผู้ชายมักชอบแกล้งน้องสาวอยู่แล้ว แต่แม่ว่าหนูไม่ควรดีใจเวลาเขาถูกดุนะ เพราะจริงๆ แล้วพี่เขาเป็นคนใจดี และพร้อมจะทำทุกอย่างที่หนูต้องการเลยล่ะ”
“ก็จริงค่ะ น่าสงสารพี่เขาเหมือนกัน” ฟีบีตอบ “หนูก็ไม่ได้อยากให้พี่เขาถูกดุหรอกค่ะ แค่กลัวว่าพี่เขาจะทำตุ๊กตาหนูพัง แต่เรากลับมาคุยเรื่องบ้านคุณนายเมสันต่อเถอะค่ะแม่ หนูเดาว่าที่นั่นหนูคงได้อยู่จนถึงมื้อค่ำทุกคืน และน่าจะได้นอนห้องส่วนตัว ไม่ต้องนอนในห้องเด็กเล่น ทุกอย่างต้องวิเศษกว่าที่นี่แน่ๆ”
“ฟีบีลูกรัก” คุณแม่พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “เด็กผู้หญิงที่อยู่ในบ้านแสนสบาย มีพ่อแม่ที่ใจดี มีพี่น้องที่ดี และมีของเล่นมากมายขนาดนี้ แต่ยังหาเรื่องให้ไม่พอใจได้ตั้งเยอะ แม่ไม่รับประกันเลยนะว่าต่อให้ไปบ้านคุณนายเมสัน หนูจะเจอทุกอย่างดั่งใจหวังไปเสียหมด”
“หนูไม่ได้ไม่พอใจ ขนาดนั้น หรอกค่ะแม่ แค่คิดว่าถ้าหนูโตเป็นผู้ใหญ่และสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ มีบางอย่างที่หนูอยากจะเปลี่ยนนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“แม่ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้หญิงคนไหน สามารถ ทำทุกอย่างได้ตามใจชอบเลยนะฟีบี และแม่เกรงว่าพอหนูโตเป็นผู้ใหญ่ หนูจะยังเจอคนที่คอยกวนใจอยู่ดี ต่อให้พี่วิลเลียมจะย้ายไปอยู่ไกลหลายไมล์ หรือต่อให้ไม่มีพ่อกับแม่คอยสั่งให้ทำงานบ้านน่าเบื่อเวลาที่หนูอยากเล่นก็ตาม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ชอบหงุดหงิดและไม่พอใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มักจะมีเรื่องเล็กๆ ให้ต้องหงุดหงิดอยู่เสมอแหละจ้ะ”
ทุกครั้งที่ฟีบีนึกถึงวันที่ไม่มีพ่อกับแม่ น้ำตาของเธอจะคลอเบ้าเสมอ เพราะเธอรักท่านทั้งสองมาก และหากครั้งไหนที่เธอรู้สึกไม่อยากเลิกเล่นเวลาคุณแม่เรียก เธอจะเตือนตัวเองว่าเธอจะเสียใจ มากแค่ไหน เมื่อ วันนั้น มาถึง และนึกถึงว่าคุณแม่ไม่เคยเห็นเธอเป็นเด็กดื้อหรือใจร้าย เลยแม้แต่น้อย จากนั้นเธอก็จะหยุดเล่นและเดินไปหาคุณแม่ด้วยความร่าเริง แม้ว่าตอนนั้นเธอกำลังเล่นสนุกอยู่ก็ตาม
“แต่ว่านะแม่” ฟีบีที่ยังอยากคุยต่อพูดขึ้น “หนูนึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่ทำให้หนูรู้สึกไม่สบายใจตอนอยู่ที่บ้านคุณนายเมสันได้”
“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็หวังว่าหนูจะมีความสุขตลอดการเดินทางนะลูกรัก และจำไว้ว่าตอนกลับมา แม่จะถามหนูว่ามีความสุขจริงหรือเปล่า”
“ถามเลยค่ะแม่ อย่าลืมนะคะ!” ฟีบีตอบ โดยแอบคิดในใจว่า ครั้งนี้แหละที่คุณแม่จะต้องทายผิดแน่นอน
คุณแม่ของฟีบีพูดถูกที่ว่าฟีบีจะได้เจอสิ่งที่ต่างจากบ้านตัวเองมาก เพราะพ่อแม่ของฟีบีอาศัยอยู่ในบ้านอิฐสีแดงหลังงามใจกลางเมืองใหญ่ หลังบ้านมีสวนแต่ไม่กว้างนักและมีกำแพงอิฐสูงล้อมรอบ หากจะออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และทุ่งหญ้าสีเขียวขจี พวกเขาต้องเดินผ่านถนนที่เต็มไปด้วยควันไฟหลายสายเสียก่อน แต่บ้านของคุณเมสันเป็นบ้านสีขาวดูสดใส ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งกว้าง รายล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ มองจากหน้าต่างบานหนึ่งจะเห็นลานฟาร์มที่มีทั้งวัว หมู เป็ด ห่าน และสัตว์อีกหลายชนิดที่ฟีบีไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนคุณและคุณนายเมสันเป็นผู้สูงอายุที่ดูเรียบง่าย ต่างจากพ่อแม่ของฟีบีโดยสิ้นเชิง แต่ท่านทั้งสองเป็นคนน่ารักมาก และฟีบีมักได้ยินพ่อแม่บอกเสมอว่าท่านทั้งสองเป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่ง ท่านไม่มีลูกหลานเป็นของตัวเองแต่รักเด็กมาก โดยเฉพาะคุณนายเมสันที่ใจดีกับเด็กๆ เป็นพิเศษ และมักจะหัวเราะให้กับทุกเรื่องที่เด็กๆ เล่า
ทุกวันที่ผ่านไป ฟีบีจะคอยถามเรื่องการเดินทางครั้งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอรู้สึกว่าวันอังคารช่างยาวนานเหลือเกิน แต่ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง หลังจากมื้อเที่ยง รถม้าก็มารอที่หน้าประตู ทันทีที่เธอนั่งลงอย่างสบายใจระหว่างพ่อกับแม่ รถก็ออกเดินทาง และฟีบีก็เริ่มรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง
“เป็นไงจ๊ะฟีบี มีความสุขเต็มที่หรือยัง?” คุณพ่อถามหลังจากเดินทางไปได้สักพัก
“ค่ะพ่อ ขอบคุณค่ะ… คือหนูจะมีความสุขมากเลยค่ะ ถ้าแสงแดดไม่ส่องเข้าตาพอดีแบบนี้ แล้วหนูก็ต้องคอยจับหมวกไว้ตลอดเลย เพราะกลัวลมจะพัดปลิว จนตอนนี้เริ่มปวดแขนแล้วค่ะ”
“เห็นไหมลูกรัก มันมักจะมีอะไรบางอย่างมาขัดขวางไม่ให้เรามีความสุข อย่างสมบูรณ์ เสมอเลย” คุณพ่อกล่าว
“ค่ะ แต่หนูจะมีความสุขแน่ๆ พอถึงบ้านคุณนายเมสันค่ะพ่อ” ฟีบีตอบ
“บ้านสวยจังเลยค่ะ!” เธออุทานเมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าประตูบ้านคุณเมสัน “แล้วสวนหน้าบ้านก็น่ารักมากด้วย!”
พวกเขาถูกนำทางไปยังห้องรับแขกที่ดูอบอุ่นและสดใส มีหน้าต่างบานใหญ่ที่เกือบจะถึงพื้น มองเห็นสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ และถัดจากสวนไปเป็นทุ่งหญ้ากว้างที่มีลูกแกะตัวน้อยกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง คุณและคุณนายเมสันให้ความสนใจฟีบีเป็นอย่างมาก และสัญญาว่าเธอจะได้ทำทุกอย่างที่อยากทำตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่
‘พรุ่งนี้ฉันจะวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าให้สะใจเลย’ ฟีบีคิด ‘แล้วพอเข้ามาในบ้าน ก็นั่งมองลูกแกะในห้องรับแขกสวยๆ แบบนี้ คงจะวิเศษที่สุด’
หลังจากมื้อน้ำชา พ่อกับแม่ก็ต้องลาเธอกลับ พร้อมกำชับหลายครั้งให้เป็นเด็กดี ฟีบีไม่เคยมาเที่ยวที่ไหนลำพังมาก่อน เธอเกือบจะร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นรถม้าของพ่อแม่ลับสายตาไป ทิ้งให้เธออยู่ลำพังห่างจากบ้านถึงห้าไมล์ ไม่นานท้องฟ้าก็เริ่มมืดและฟีบีเริ่มรู้สึกเหนื่อย คุณเมสันกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนคุณนายเมสันหยิบงานถักนิตติ้งขึ้นมาทำ แต่ฟีบีไม่มีอะไรให้ทำเลย เธอจึงเริ่มอยากให้ถึงเวลานอนเร็วๆ
“ลูกรัก อยากเข้านอนก่อนมื้อค่ำไหมจ๊ะ?” คุณนายเมสันถามเมื่อเห็นเธอเริ่มง่วง
“ไม่ค่ะคุณป้า หนูอยากอยู่รอทานมื้อค่ำมากกว่า” ฟีบีตอบพร้อมกับหาวหวอดๆ
“ป้าก็ไม่รู้จะหาอะไรมาให้หนูทำแก้เบื่อดีเหมือนกัน” คุณนายเมสันกล่าว “เพราะป้าไม่มีของเล่นเลย เกรงว่าหนูจะเบื่อแย่… อ้อ ลองดูซิ ป้านึกได้ว่ามีกล่องโดมิโน่อยู่ที่ไหนสักแห่ง ถ้าหาเจอหนูน่าจะชอบนะ… อ๊ะ เจอแล้วจ้ะ! หนูชอบไหมลูก?”
ฟีบีไม่ได้ชอบโดมิโน่นัก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีใครเล่นด้วย แต่เธอก็พยายามใช้มันช่วยพยุงเปลือกตาให้เปิดอยู่ได้จนถึงมื้อค่ำ และทันทีที่ทานเสร็จเธอก็รีบเข้านอน พร้อมกับคิดว่า ช่วงเย็น ที่บ้านคุณนายเมสันไม่ได้น่ารื่นรมย์อย่างที่เธอคาดไว้ นอกจากนี้เธอไม่เคยนอนคนเดียวมาก่อน พอซูซานนำเทียนออกไป เธอก็รู้สึกเหงาจนอยากจะหลับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟีบีตื่นมาด้วยความสดใสและลุกจากเตียงทันทีที่ซูซานมาเรียก เธอเดินตรงไปยังห้องรับแขก แต่ต้องแปลกใจที่เห็นว่าบานหน้าต่างยังไม่ได้เปิดออก
“ไม่ใช่ทางนี้ค่ะคุณหนู เชิญทางนี้ค่ะ” ซูซานบอกพร้อมกับเปิดประตูอีกด้านของทางเดิน
“ตายจริง” ฟีบีอุทานด้วยความตกตะลึงเมื่อก้าวเข้าไปในห้องครัวขนาดใหญ่สไตล์โบราณที่พื้นโรยด้วยทรายสีแดง และพบว่าพวกเขาจะทานมื้อเช้ากันที่นี่ “หนูไม่รู้เลยว่ามีคนที่อาศัยอยู่ในห้องครัวด้วย หนูคิดว่าห้องครัวมีไว้สำหรับคนรับใช้เท่านั้น ที่บ้านหนูไม่มีใครอยู่ในครัวเลยค่ะ”
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นจ้ะ” คุณนายเมสันตอบ “แต่หนูชอบห้องครัวนี้ไหมลูก?”
“ชอบค่ะ ชอบมากเลย” ฟีบีตอบ “แต่หนูว่าห้องรับแขกน่าอยู่กว่าเยอะเลยค่ะ อีกอย่าง พื้นอิฐมันเย็นเท้าจัง ที่บ้านหนูมีพรมปูทุกห้องยกเว้นห้องครัว และหนูมั่นใจว่าถ้าเราต้องอยู่ในครัว เราคงปูพรมด้วย พรมหนาๆ นุ่มๆ ที่เขาเรียกว่าพรมตุรกี (turkey carpets) น่ะค่ะ หนูบอกเลยว่ามันสบายที่สุดในโลก”
“อืม ใครที่ชอบก็คงว่าอย่างนั้นแหละ แต่ปู่มีความสุขดีแม้ไม่มีพรมนะแม่หนูน้อย” คุณเมสันกล่าว ซึ่งท่านมีเหตุผลดีๆ ในใจว่าทำไมห้องครัวของท่านถึงไม่ควรมีพรมตุรกี
“แต่หนูสงสัยจังเลยค่ะว่าทำไมคุณปู่คุณป้าไม่ไปอยู่ในห้องรับแขกกัน หนูคิดไม่ออกเลยว่าจะมีห้องนั้นไว้ทำไม” ฟีบีพูดเจื้อยแจ้ว ซึ่งเป็นนิสัยปกติของเธอเวลาที่ไม่มีคุณแม่คอยคุม
“เราก็ใช้เป็นบางครั้งเวลาที่จำเป็นจ้ะลูก” คุณนายเมสันตอบ “แต่ปกติป้าชอบอยู่ในครัวมากกว่า”
“อ๋อ หนูเดาว่าคงใช้เฉพาะเวลาที่มีแขกมาเยี่ยมใช่ไหมคะ” ฟีบีสรุป “นั่นคือเหตุผลที่เมื่อคืนเราไปอยู่ที่นั่นตอนพ่อกับแม่มาเยี่ยม หนูจะบอกพ่อกับแม่เรื่องนี้ตอนกลับบ้านค่ะ”
“แม่หนูคงไม่อยากฟังเรื่องนี้หรอกจ้ะลูก” คุณนายเมสันกล่าว “สำหรับป้า มันไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องจำเลย”
“ต้องบอกแน่นอนค่ะ!” ฟีบียืนยัน “หนูมั่นใจว่าแม่ต้องขำแน่ๆ ที่คุณปู่คุณป้าอาศัยอยู่ในห้องครัว”
ในตอนนั้นเอง ฟีบีอดคิดไม่ได้ว่า เธอยอม “ทำงานบ้านน่าเบื่อๆ” หรือยอมให้พี่วิลเลียมแกล้ง ดีกว่าต้องมาอาศัยอยู่ในห้องครัวตลอดเวลา โดยเฉพาะห้องครัวที่ไม่มีพรมปูพื้นแบบนี้
ระหว่างมื้อเช้า ฟีบีใช้เวลาสำรวจทุกซอกทุกมุมในห้องครัว และตั้งข้อสังเกตหลายอย่าง ซึ่งบางเรื่องก็ดูเสียมารยาทไปบ้าง แม้คุณและคุณนายเมสันจะหัวเราะกับความไร้เดียงสาของเธอ แต่ถ้ามีคนอื่นได้ยินเข้า พวกท่านคงจะรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
“ว้าว มีปืนด้วย!” เธออุทานเมื่อสังเกตเห็นช่องสี่เหลี่ยมบนเพดาน ซึ่งเป็นที่เก็บอาวุธปืนของคุณเมสัน
“ใช่จ้ะ อยากให้ปู่หยิบลงมาให้ดูไหมลูก?” คุณเมสันถาม
“ไม่ค่ะ ไม่เอาเด็ดขาด!” ฟีบีรีบปฏิเสธ “หนูกลัวค่ะ” ฟีบีจำได้ว่าคุณแม่เคยบอกพี่วิลเลียมว่าปืนเป็นของอันตรายสำหรับเด็ก เพราะบางครั้งมันอาจลั่นขึ้นมาโดยไม่คาดคิด ดังนั้น ไม่ว่าคุณเมสันจะพยายามปลอบอย่างไร ตลอดมื้อเช้าฟีบีก็เอาแต่ชำเลืองมองเพดานด้วยความกังวล ราวกับว่าเธอพร้อมจะถูกยิงได้ทุกวินาที
เมื่อมื้อเช้าจบลง ฟีบีรู้สึกดีใจมากที่ไม่ต้องเรียนหนังสือ แม้จะโหยหาใครสักคนที่มาเล่นด้วยก็ตาม เธอเดินเตร่ในสวนอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดก็รวบรวมความกล้าเดินออกไปยังทุ่งหญ้าที่ติดกับสวน ‘ตายจริง’ เธอคิด ‘ถ้าแม่เห็นหนูตอนนี้ แม่ต้องคิดว่าหนูกล้าหาญมากแน่ๆ ที่เดินในทุ่งกว้างคนเดียวโดยไม่มีความกลัวเลยสักนิด’
ทุ่งหญ้าแห่งนั้นเต็มไปด้วยดอกคาวสลิป เดซี่ และบัตเตอร์คัพ ฟีบีเก็บดอกไม้จนเต็มตัก พร้อมกับดอกพริมโรสและไวโอเล็ตที่ขึ้นตามแนวรั้ว จากนั้นเธอก็นั่งลงบนตอไม้ใกล้กับประตูรั้วไม้ที่ปลายทุ่ง และเริ่มนำดอกไม้มาจัดเป็นช่อใหญ่ ขณะที่เธอกำลังจะทำเสร็จ เธอก็ได้ยินเสียงลมหายใจดังฟืดฟาดอยู่ใกล้ๆ เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอก็พบกับวัวตัวผู้ตัวมหึมาหน้าตาน่ากลัว ยืนจ้องเธออยู่จากอีกฝั่งของรั้วไม้ ฟีบีไม่เสียเวลาคิดเลยว่าวัวแค่จ้องมองจะทำอันตรายอะไรได้ เธอทิ้งดอกไม้ทั้งหมดแล้วโกยแน่บกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่หันกลับไปมองข้างหลังเลยจนกระทั่งถึงประตูสวน “ช่วยด้วย! วัว!” ฟีบีตะโกนเสียงหลงจนแทบพูดไม่เป็นคำ
“พุทโธ่คุณหนู! ไปทำอะไรมาคะเนี่ย!” ซูซานอุทานทันทีที่เห็นเธอ “ก็หนูนั่งอยู่ตรงรั้วไม้ แล้วพอเงยหน้าขึ้นมา ก็เจอวัวตัวเบ้อเริ่มจ้องหนูเขม็งเลยค่ะ หนูตกใจมาก แล้วตอนนี้ก็ร้อนแล้วก็เหนื่อยจากการวิ่งด้วย โอ๊ย ช่วยด้วย!” ฟีบีคร่ำครวญ
“เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น!” คุณนายเมสันรีบวิ่งมาหาด้วยความตกใจ เพราะได้ยินเสียงร้องของฟีบีจึงเกรงว่าจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น
“โถ่ คุณนายคะ!” ซูซานหัวเราะร่า “คุณหนูวิ่งหน้าตั้งมาจากทุ่งหญ้าฝั่งโน้นสุดชีวิต เพียงเพราะเห็นวัวจ้องหน้าเข้าให้ ดูสิคะ ตัวร้อนจี๋เลย สงสารจัง”

0 Comments