Chapter Index

    คนนอกคอกแห่งหมู่เกาะ (An Outcast of the Islands)

    โดย โจเซฟ คอนราด

    Pues el delito mayor Del hombre es haber nacito คัลเดรอน

    ถึง เอ็ดเวิร์ด แลนเซล็อต แซนเดอร์สัน

    บันทึกจากผู้เขียน

    “คนนอกคอกแห่งหมู่เกาะ (An Outcast of the Islands)” คือนิยายเรื่องที่สองของผมในความหมายที่แท้จริง ทั้งในแง่ของแนวคิด การลงมือเขียน และแก่นแท้ของเรื่อง ระหว่างเรื่องนี้กับ “ความโง่เขลาของอัลเมเยอร์ (Almayer’s Folly)” ไม่มีอะไรคั่นกลางเลย ไม่ว่าจะเป็นความลังเล แผนการที่ยังไม่สมบูรณ์ ความคิดที่คลุมเครือ หรือแม้แต่ความฝันลมๆ แล้งๆ สิ่งเดียวที่ผมกังวลหลังจาก “ความโง่เขลาของอัลเมเยอร์” ตีพิมพ์ออกไป คือผมยังควรจะเขียนอะไรให้ออกมาเป็นตัวหนังสืออีกหรือไม่

    วันเวลาเหล่านั้นตอนนี้เลือนลางไปมาก แต่ก็มีช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจอยู่ไม่น้อย ในตอนนั้นทั้งใจและความคิดของผมยังไม่เคยละทิ้งท้องทะเลเลย อันที่จริงผมโหยหามันอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งบ้าคลั่งมากขึ้นเพราะผมรู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมกับท้องทะเลมันเปลี่ยนไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อ “ความโง่เขลาของอัลเมเยอร์” จบลง อารมณ์ร่วมในตอนนั้นก็หายไปด้วย แต่มันได้ทิ้งความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์บางอย่างที่ทั้งในแง่ความคิดและอารมณ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับท้องทะเลเลย ผมคิดว่าตัวตนในส่วนที่ยึดมั่นในความสม่ำเสมอของผมคงถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ผมตกเป็นเหยื่อของแรงผลักดันที่ขัดแย้งกันจนทำให้ชีวิตหยุดนิ่ง ผมปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเฉื่อยชา และเมื่อไม่สามารถเลือกเดินไปทางใดทางหนึ่งได้ ผมจึงเลือกที่จะไม่เผชิญหน้ากับอะไรเลย การค้นพบคุณค่าใหม่ๆ ในชีวิตเป็นประสบการณ์ที่วุ่นวายมาก มันเต็มไปด้วยการปะทะ ความสับสน และความรู้สึกมืดมนชั่วขณะ ผมปล่อยให้จิตวิญญาณล่องลอยไปตามความโกลาหลนั้น

    ความจริงแล้ว หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นได้เพราะประโยคหนึ่งของ เอ็ดเวิร์ด การ์เนตต์ เขาเป็นเพื่อนคนแรกที่ผมได้รู้จักผ่านปลายปากกา จึงไม่แปลกที่ในตอนนั้นผมจะระบายความในใจให้เขาฟัง เย็นวันหนึ่งหลังจากที่เราทานมื้อค่ำด้วยกัน และเขาได้ฟังเรื่องความสับสนของผม (ซึ่งผมเกรงว่าเขาคงเริ่มจะเบื่อแล้ว) เขาบอกผมว่าไม่จำเป็นต้องตัดสินอนาคตของตัวเองให้เด็ดขาดขนาดนั้น แล้วเขาก็เสริมว่า “คุณมีสไตล์ มีพรสวรรค์ ทำไมไม่ลองเขียนอีกสักเรื่องล่ะ?” ผมเชื่อว่าในฐานะที่คนคนหนึ่งอยากจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของอีกคน เอ็ดเวิร์ด การ์เนตต์ ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ผมเขียนหนังสือต่อไป ในตอนนั้นและหลังจากนั้น เขามีความอดทนและอ่อนโยนกับผมเสมอ แต่สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งที่สุดในประโยคที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่คือความฉลาดที่ได้ผลชะงัด เพราะถ้าเขาบอกว่า “ทำไมไม่เขียนต่อไปล่ะ” ผมคงกลัวจนไม่กล้าแตะปากกาอีกเลย แต่การแนะนำให้ “เขียนอีกสักเรื่อง” กลับไม่มีอะไรน่ากลัวหรือน่าต่อต้าน และนั่นทำให้จุดที่หยุดนิ่งในชีวิตของผมถูกก้าวข้ามไปอย่างแนบเนียน คำว่า “อีกสักเรื่อง” นี่แหละที่เปลี่ยนทุกอย่าง ในคืนที่อากาศดีคืนหนึ่งในลอนดอน ช่วงเวลาประมาณห้าทุ่ม ผมกับเอ็ดเวิร์ดเดินคุยกันไปตามถนนที่ยาวสุดลูกหูลูกตา และผมจำได้ว่าเมื่อกลับถึงบ้าน ผมนั่งลงและเขียน “คนนอกคอกแห่งหมู่เกาะ” ไปได้ประมาณครึ่งหน้าก่อนจะหลับไป นั่นคือการผูกมัดตัวเองเข้ากับหนังสืออีกเล่มหนึ่งอย่างชัดเจน ดูเหมือนในตัวผมจะมีบางอย่างที่ไม่อนุญาตให้ทิ้งงานที่เริ่มทำไปแล้วอย่างเด็ดขาด ผมเคยละทิ้งงานที่เริ่มไว้หลายชิ้น ทิ้งไปด้วยความเศร้า ความขยะแขยง ความโกรธ ความหดหู่ หรือแม้แต่ความสมเพชตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นลึกๆ ผมก็รู้ดีว่าวันหนึ่งผมต้องกลับไปหามัน

    “คนนอกคอกแห่งหมู่เกาะ” เป็นหนึ่งในนิยายที่ผมไม่เคยละทิ้ง และแม้ว่ามันจะทำให้ผมถูกตราหน้าว่าเป็น “นักเขียนแนวแปลกถิ่น (exotic writer)” แต่ผมคิดว่าข้อหานั้นไม่ยุติธรรมเลย

    ผมไม่เห็นว่าจะมีกลิ่นอายของความแปลกถิ่นอยู่ในแนวคิดหรือสไตล์ของนิยายเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แต่มันเป็นเรื่องที่ให้บรรยากาศแบบ เขตร้อน ที่สุดในบรรดานิยายตะวันออกของผม ฉากและบรรยากาศส่งผลต่อผมมากในขณะที่เขียน ซึ่งอาจเป็นเพราะ (ผมขอยอมรับตามตรงว่า) ตัวเนื้อเรื่องเองไม่ได้มีความผูกพันทางใจกับผมมากนัก

    มันดึงดูดจินตนาการของผมมากกว่าความรู้สึก ส่วนความรู้สึกที่มีต่อ วิลเลมส์ ก็เป็นเพียงความผูกพันที่ผู้สร้างมีต่อสิ่งที่ตนสร้างขึ้น ผมไม่อาจเพิกเฉยต่อชายที่ผมนำพาความเลวร้ายมาสู่ชีวิตเขาเพียงเพราะจินตนาการให้เขาเป็นอย่างที่ปรากฏในนิยาย โดยที่มีพื้นฐานมาจากเรื่องจริงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    ชายที่เป็นต้นแบบของวิลเลมส์ไม่ใช่คนที่น่าสนใจอะไรนัก แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจคือสถานะที่ต้องพึ่งพาคนอื่น ความคลุมเครือในฐานะชาวยุโรปที่ถูกระแวง ไม่เป็นที่รัก และหมดสภาพ โดยต้องอาศัยความอดทนอย่างฝืนใจของชุมชนที่ซ่อนตัวอยู่ในใจกลางป่าลึก ตามลำน้ำที่มืดมนซึ่งเรือของเราเป็นเรือของคนขาวลำเดียวที่เคยไปเยือน เขาเป็นชายที่มีแก้มตอบ โกนหนวดเคราสะอาดสะอ้าน ยกเว้นหนวดสีเทาหนา และดวงตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เขามักสวมชุดนอนสะอาดสะอ้านที่มีกระดุมเรียงรายด้านหน้า เปิดคอให้เห็นลำคอผอมแห้ง และสวมรองเท้าสานเดินเท้าเปล่า เขาเดินเงียบๆ ท่ามกลางบ้านเรือนในตอนกลางวัน ดูหงิมเหมือนสัตว์ และดูเหมือนคนไร้บ้านยิ่งกว่านั้น ผมไม่รู้ว่าตอนกลางคืนเขาทำอะไร เขาคงมีที่พักสักแห่ง อาจเป็นกระท่อมหรือเพิงใบมะพร้าวซอมซ่อที่ใช้เก็บมีดโกนและชุดนอนสำรอง เขามีบรรยากาศของความลึกลับที่ไร้ความหมาย ไม่ถึงกับมืดมนแต่ดูน่าเกลียดอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลเดียวที่ผมได้จากคนอื่นคือ เขาเป็นคนที่ “นำพวกอาหรับเข้ามาในแม่น้ำ” ซึ่งคงเกิดขึ้นหลายปีก่อนหน้านั้น แต่เขาพามาได้อย่างไร? คงไม่ได้อุ้มมาเหมือนลูกแมวแน่ๆ ผมรู้ว่าอัลเมเยอร์นับจุดเริ่มต้นของความโชคร้ายทั้งหมดจากวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น แต่ครั้งแรกที่เราทานมื้อค่ำกับอัลเมเยอร์ วิลเลมส์กลับนั่งร่วมโต๊ะกับเรา เหมือนเป็นโครงกระดูกในงานเลี้ยงที่ทุกคนพากันเมินเฉย ไม่มีใครพูดด้วย และสิ่งที่เขาได้รับจากการมีตัวตนอยู่คือสายตาอาฆาตจากอัลเมเยอร์เป็นระยะ ซึ่งผมมองด้วยความประหลาดใจ ตลอดทั้งคืนเขาพูดเพียงประโยคเดียวซึ่งผมฟังไม่ถนัดเพราะเขาออกเสียงไม่ชัด เหมือนคนที่ลืมวิธีพูดไปแล้ว ผมเป็นคนเดียวที่ดูเหมือนจะได้ยินเสียงนั้น จากนั้นวิลเลมส์ก็เงียบไป และปลีกตัวออกไปโดยที่ไม่มีใครสนใจ—อาจจะเข้าป่าไป? ป่าอันกว้างใหญ่ตั้งอยู่ห่างจากระเบียงบ้านเพียงสามร้อยหลา พร้อมจะกลืนกินทุกอย่าง อัลเมเยอร์ที่กำลังคุยกับกัปตันเรือของผมไม่ได้หยุดพูด แต่เขามองตามหลังวิลเลมส์ไปด้วยความโกรธแค้น ชายคนนั้นแหละที่นำพวกอาหรับเข้ามาในแม่น้ำ! ถึงอย่างนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นวิลเลมส์ก็ปรากฏตัวที่ระเบียงบ้านของอัลเมเยอร์ จากสะพานเรือกลไฟ ผมเห็นทั้งสองคนนั่งทานมื้อเช้าด้วยกันแบบสองต่อสอง และผมเดาว่าคงอยู่ในความเงียบกริบ คนหนึ่งดูเหมือนไม่สนใจโลกนี้อีกต่อไป ส่วนอีกคนคอยชำเลืองมองด้วยความรังเกียจอย่างรุนแรง

    ชัดเจนว่าในตอนนั้นวิลเลมส์อาศัยความเมตตาของอัลเมเยอร์ แต่เมื่อผมกลับมาที่ซัมเบียร์ในอีกสองเดือนต่อมา ผมได้ยินว่าเขาออกเดินทางขึ้นเหนือตามลำน้ำ โดยคุมเรือกลไฟของพวกอาหรับเพื่อไปค้นหาอะไรบางอย่าง เนื่องจากทุกคนดูจะไม่อยากพูดถึงวิลเลมส์ ผมจึงไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ อีกทั้งผมยังเป็นคนมาใหม่และอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม ซึ่งผมสงสัยว่าคงยังไม่ได้รับความไว้วางใจให้รู้ความลับทั้งหมด ผมไม่ได้ใส่ใจกับการถูกกีดกันนั้นเท่าไหร่ กลิ่นอายของแผนการและความลับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอัลเมเยอร์ทำให้ผมรู้สึกสนุกดี อัลเมเยอร์ดูจะได้รับผลกระทบอย่างมาก ผมเชื่อว่าเขาคิดถึงวิลเลมส์อย่างยิ่ง เขามีท่าทางกังวลอย่างมีเลศนัยและกระซิบกระซาบกับกัปตันเรือของผม ผมจับใจความได้เพียงบางคำเท่านั้น จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมเดินบนดาดฟ้าเรือเพื่อไปนั่งที่โต๊ะอาหาร อัลเมเยอร์ก็หยุดพูดเสียงต่ำของเขา กัปตันเรือทำหน้าเฉยเมยจนเดาไม่ออกว่าคิดอะไร มีช่วงเวลาที่เงียบงันอย่างลึกซึ้ง แล้วจู่ๆ อัลเมเยอร์ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยน้ำเสียงดุดันว่า:

    “เรื่องหนึ่งที่แน่นอนคือ ถ้ามันเจออะไรที่มีค่าข้างบนนั้น พวกนั้นจะวางยาฆ่ามันเหมือนหมาแน่นอน”

    แม้จะเป็นประโยคที่โพล่งออกมาลอยๆ แต่ในแง่ของการชวนให้คิด มันเป็นคำพูดที่น่าสนใจทีเดียว เราออกจากแม่น้ำในอีกสามวันต่อมา และผมไม่เคยกลับไปที่ซัมเบียร์อีกเลย แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับวิลเลมส์ตัวจริง ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าผมได้มอบจุดจบที่ดูดีกว่าความเป็นจริงให้แก่เขาในนิยายเรื่องนี้

    เจ. ซี. 1919

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note