ตอนที่ 2
by“ในที่สุดเราก็โหลดของเสร็จและจัดลูกเรือขึ้นเรือ มีกะลาสีฝีมือดีแปดคนกับเด็กอีกสองคน เย็นวันหนึ่งเราลากเรือไปจอดที่ทุ่นตรงประตูท่าเรือ เตรียมตัวจะออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ส่วนคุณนายเบียร์ดมีกำหนดขึ้นรถไฟเที่ยวค่ำเพื่อกลับบ้าน พอเรือจอดนิ่งสนิท เราก็ล้อมวงกินน้ำชากัน บรรยากาศบนโต๊ะค่อนข้างเงียบเชียบ มีแค่ผม มาฮอน และคู่สามีภรรยาชรา ผมกินเสร็จก่อนใครเพื่อนเลยปลีกตัวออกไปสูบบุหรี่ เพราะห้องพักของผมอยู่ในเรือนดาดฟ้าติดกับท้ายเรือพอดี ตอนนั้นน้ำขึ้นสูง ลมพัดแรงและมีฝนปรอยๆ ประตูท่าเรือคู่ถูกเปิดออก เรือบรรทุกถ่านหินพลังไอน้ำแล่นเข้าออกในความมืดพร้อมแสงไฟสว่างจ้า เสียงใบพัดตีน้ำดังสนั่น เสียงรอกดังระรัว และมีเสียงตะโกนโต้ตอบกันวุ่นวายตามท่าเรือ ผมกำลังมองดูขบวนแสงไฟนำทางที่ลอยเด่นอยู่ด้านบนและแสงสีเขียวที่วูบไบอยู่ด้านล่าง ทันใดนั้น แสงสีแดงวาบหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหาผม หายไป แล้วก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งก่อนจะค้างอยู่อย่างนั้น หัวเรือของเรือกลไฟลำหนึ่งโผล่มาใกล้มาก ผมรีบตะโกนบอกลงไปในห้องพักว่า ‘ขึ้นมาเร็ว เข้า!’ แล้วก็ได้ยินเสียงตกใจตะโกนมาจากที่ไกลๆ ในความมืดว่า ‘หยุดเรือครับท่าน!’ เสียงกระดิ่งดังขึ้น ตามด้วยอีกเสียงที่ร้องเตือนว่า ‘เรากำลังจะพุ่งชนเรือบาร์กนั่นแล้วครับ!’ คำตอบที่ได้รับกลับมาคือเสียงห้าวๆ ว่า ‘ไม่เป็นไร’ และวินาทีต่อมาก็เกิดเสียงโครมสนั่น เมื่อหัวเรือกลไฟพุ่งเฉี่ยวเข้ากับเสากระโดงหน้าของเรือเรา
เกิดความวุ่นวายขึ้นชั่วขณะ มีทั้งเสียงตะโกนและคนวิ่งกันพล่าน เสียงไอน้ำพ่นดังสนั่น แล้วก็มีคนตะโกนว่า ‘ทางสะดวกครับท่าน’… ‘พวกคุณไม่เป็นไรใช่ไหม’ เสียงห้าวๆ นั้นถาม ผมรีบกระโดดไปดูความเสียหายแล้วตะโกนตอบว่า ‘คิดว่าไม่เป็นไรครับ’ ‘ถอยหลังช้าๆ’ เสียงนั้นสั่ง พร้อมเสียงกระดิ่งดังขึ้น ‘เรือกลไฟบ้าอะไรกันเนี่ย!’ มาฮอนแผดเสียงร้อง ตอนนั้นเรือลำนั้นกลายเป็นเพียงเงาทึบขนาดมหึมาที่กำลังบังคับเลี้ยวออกไปห่างๆ พวกเขาตะโกนชื่อเรือบอกเรา เป็นชื่อผู้หญิง น่าจะเป็น มิรันดา หรือ เมลิสซา หรืออะไรประมาณนั้น ‘แบบนี้ได้ติดแหง็กอยู่ในรูโสโครกนี่ต่ออีกเดือนแน่’ มาฮอนบ่นกับผม ขณะที่เราใช้ตะเกียงส่องดูราวกันตกที่แตกเป็นเสี่ยงๆ และเชือกยึดที่ขาดวิ่น ‘แล้วกัปตันล่ะหายไปไหน’
ตลอดเวลาที่เกิดเรื่อง เราไม่เห็นและไม่ได้ยินข่าวคราวของเขาเลย เราจึงเดินไปดูที่ท้ายเรือ ทันใดนั้นก็มีเสียงโหยหวนตะโกนมาจากกลางท่าเรือว่า ‘Judea ได้ยินไหม!’… ให้ตายเถอะ เขาไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง… ‘ทางนี้!’ พวกเราตะโกนตอบ ‘ผมลอยเท้งเต้งอยู่ในเรือบด ไม่มีไม้พาย!’ เขาตะโกนกลับมา มีคนพายเรือผ่านมาพอดี มาฮอนเลยตกลงจ่ายเงินครึ่งคราวน์เพื่อให้เขาช่วยลากกัปตันกลับมาที่เรือ แต่คนที่ปีนบันไดขึ้นมาเป็นคนแรกกลับเป็นคุณนายเบียร์ด ทั้งคู่ลอยคออยู่กลางท่าเรือท่ามกลางฝนที่ตกพรำและอากาศหนาวเหน็บมาเกือบชั่วโมง ผมไม่เคยตกใจอะไรขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ปรากฏว่าตอนที่กัปตันได้ยินผมตะโกนว่า ‘ขึ้นมาเร็ว’ เขาเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เลยรีบคว้าตัวภรรยา วิ่งข้ามดาดเรือ แล้วกระโดดลงเรือบดที่ผูกติดกับบันไดไว้ ไม่เลวนะสำหรับคนอายุหกสิบ ลองนึกภาพตาแก่นั่นอุ้มหญิงชราผู้เป็นยอดดวงใจไว้ในอ้อมแขนอย่างฮีโร่สิ เขาประคองเธอให้นั่งลงบนม้านั่งในเรือ และกำลังจะปีนกลับขึ้นเรือ แต่จู่ๆ เชือกผูกเรือดันหลุด ทั้งคู่เลยลอยละล่องไปด้วยกัน แน่นอนว่าท่ามกลางความวุ่นวาย เราไม่ได้ยินเสียงเขาตะโกนเลย กัปตันดูหน้าเสียเล็กน้อย ส่วนคุณนายเบียร์ดพูดอย่างร่าเริงว่า ‘สงสัยคราวนี้ฉันคงไม่ต้องกังวลเรื่องตกรถไฟแล้วใช่ไหมคะ’ ‘ไม่หรอก เจนนี่—คุณลงไปข้างล่างทำให้ร่างกายอบอุ่นเถอะ’ เขาคำรามตอบ ก่อนจะหันมาบอกพวกเราว่า ‘กะลาสีไม่ควรมีเมีย—ผมว่านะ ดูสิ ผมต้องมาตกเรือแบบนี้ แต่เอาเถอะ ครั้งนี้ไม่มีใครเจ็บตัว ไปดูดีกว่าว่าไอ้เรือกลไฟโง่ๆ ลำนั้นทำอะไรพังบ้าง’
ความเสียหายไม่ได้รุนแรงนัก แต่ก็ทำให้เราเสียเวลาไปสามสัปดาห์ พอถึงกำหนดเดินทาง กัปตันต้องติดธุระกับตัวแทนเดินเรือ ผมจึงเป็นคนถือกระเป๋าของคุณนายเบียร์ดไปส่งที่สถานีรถไฟ และช่วยให้เธอนั่งในตู้โดยสารชั้นสามอย่างสบายๆ เธอเลื่อนหน้าต่างลงแล้วพูดว่า ‘เธอเป็นเด็กดีนะ ถ้าเจอจอห์น—กัปตันเบียร์ด—แล้วเห็นเขาไม่พันผ้าพันคอตอนกลางคืน ฝากเตือนเขาแทนฉันด้วยว่าให้พันคอให้มิดชิด’ ‘ได้ครับคุณนายเบียร์ด’ ผมตอบ ‘เธอเป็นเด็กดีจริงๆ ฉันสังเกตเห็นว่าเธอใส่ใจจอห์น—กัปตัน—มากเลยนะ…’ ทันใดนั้นรถไฟก็เคลื่อนตัวออก ผมถอดหมวกทำความเคารพหญิงชรา และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เจอเธอ… ส่งขวดเหล้ามาให้หน่อย
วันรุ่งขึ้นเราก็ออกเรือ เมื่อตอนที่เรามุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เราออกจากลอนดอนมาได้สามเดือนแล้ว ทั้งที่ตอนแรกคาดว่าน่าจะใช้เวลาแค่สองสัปดาห์ หรืออย่างมากก็ไม่เกินนั้น
ตอนนั้นเป็นเดือนมกราคม อากาศสวยงามมาก เป็นฤดูหนาวที่แดดจัดและมีเสน่ห์ยิ่งกว่าฤดูร้อนเสียอีก เพราะมันเป็นความงามที่ไม่ได้คาดหวัง อากาศสดชื่น และเรารู้ดีว่ามันจะอยู่ไม่นาน เหมือนกับลาภลอยหรือของขวัญจากสวรรค์ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว
อากาศดีแบบนี้ติดตามเราไปตลอดทางในทะเลเหนือและช่องแคบอังกฤษ จนกระทั่งเราล่องไปทางตะวันตกของแหลมลิซาร์ดได้ประมาณสามร้อยไมล์ ลมก็เริ่มเปลี่ยนทิศเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้และเริ่มแรงขึ้น ภายในสองวันมันก็กลายเป็นพายุรุนแรง เรือ Judea ต้องหยุดเดินเรือและโคลงเคลงอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหมือนกล่องใส่เทียนเก่าๆ พายุพัดกระหน่ำวันแล้ววันเล่า พัดอย่างบ้าคลั่ง ต่อเนื่อง ไร้ความปรานี และไม่มีวันหยุดพัก โลกทั้งใบเหลือเพียงคลื่นยักษ์สีขาวโพลนที่โถมเข้าใส่เรา ภายใต้ท้องฟ้าที่ต่ำจนแทบจะเอื้อมมือถึงและหม่นหมองเหมือนเพดานที่โดนเขม่าควัน ในพื้นที่พายุรอบตัวเรามีละอองน้ำปลิวว่อนจนแทบไม่มีอากาศให้หายใจ วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า รอบเรือไม่มีอะไรเลยนอกจากเสียงลมหวีดหวิว ความปั่นป่วนของท้องทะเล และเสียงน้ำที่สาดซัดท่วมดาดฟ้า เรือไม่มีวันได้พัก และเราก็เช่นกัน เรือโคลงเคลง เหวี่ยงไปมา พลิกคว่ำพลิกหงาย หมุนเคว้ง และส่งเสียงครวญคราง เราต้องยึดดาดฟ้าไว้ให้แน่น และกอดเตียงนอนไว้ให้มั่นเมื่ออยู่ข้างล่าง ร่างกายต้องต่อสู้และจิตใจต้องแบกรับความกังวลอยู่ตลอดเวลา
คืนหนึ่ง มาฮอนพูดกับผมผ่านหน้าต่างบานเล็กของห้องนอน ซึ่งเปิดตรงมาที่เตียงพอดี ผมนอนไม่หลับและยังสวมรองเท้าบูทอยู่ รู้สึกเหมือนไม่ได้นอนมาเป็นปีๆ และต่อให้พยายามก็นอนไม่หลับ เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก—
‘มาร์โลว์ นายเอาแท่งวัดระดับน้ำไว้ในนี้หรือเปล่า ฉันสูบน้ำออกไม่ได้แล้ว ให้ตายเถอะ! นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย’
ผมส่งแท่งวัดระดับน้ำให้เขาแล้วล้มตัวลงนอนต่อ พยายามคิดเรื่องอื่น แต่ในหัวกลับมีแต่เรื่องเครื่องสูบน้ำ พอผมขึ้นไปบนดาดฟ้า พวกเขาก็ยังคงทำงานกันอยู่ และถึงเวลาที่เวรของผมต้องไปเปลี่ยนที่เครื่องสูบน้ำ ภายใต้แสงตะเกียงที่นำมาใช้ตรวจวัดระดับน้ำ ผมเห็นใบหน้าที่เหนื่อยล้าและเคร่งเครียดของเพื่อนร่วมงาน เราสูบน้ำออกตลอดสี่ชั่วโมง สูบทั้งคืน ทั้งวัน และตลอดทั้งสัปดาห์ สลับเวรกันไปเรื่อยๆ ตัวเรือเริ่มหลวมและรั่วอย่างหนัก แม้จะไม่ถึงขั้นจมทันที แต่ก็หนักพอที่จะฆ่าเราให้ตายด้วยงานสูบน้ำ และในขณะที่เราสูบน้ำ เรือก็ค่อยๆ พังทลายลงทีละส่วน ราวกันตกหลุดหาย เสาค้ำถูกฉีกขาด ช่องระบายอากาศพังยับ ประตูห้องพักถูกกระแทกจนแตก ไม่มีที่ไหนในเรือที่แห้งสนิท เรือถูกกัดกินไปทีละนิด แม้แต่เรือบดลำยาวที่ผมผูกไว้อย่างดีด้วยความภูมิใจว่ามันจะทนทานต่อความโหดร้ายของทะเลได้ ก็กลายเป็นเศษไม้ในพริบตาเหมือนมีเวทมนตร์ แต่เราก็ยังคงสูบน้ำต่อไป พายุไม่มีทีท่าจะสงบ ทะเลกลายเป็นสีขาวโพลนเหมือนฟองสบู่ หรือเหมือนหม้อต้มน้ำนมที่กำลังเดือดพล่าน เมฆหนาทึบจนไม่มีช่องว่างให้เห็นแสงเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะกี่วินาทีก็ตาม สำหรับเราแล้วไม่มีท้องฟ้า ไม่มีดวงดาว ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีจักรวาล มีเพียงเมฆที่โกรธเกรี้ยวและทะเลที่บ้าคลั่ง เราสูบน้ำสลับเวรกันเพื่อเอาชีวิตรอด มันยาวนานราวกับเป็นเดือน เป็นปี หรือชั่วนิรันดร์ ราวกับว่าเราตายแล้วและตกนรกสำหรับกะลาสี เราลืมวันในสัปดาห์ ลืมชื่อเดือน ลืมปี และลืมไปแล้วว่าการได้เหยียบแผ่นดินเป็นอย่างไร ใบเรือถูกพัดปลิวหายไป เรือนอนตะแคงอยู่ใต้ผ้ากันลม น้ำทะเลสาดท่วมตัวเรือ แต่เราไม่สนใจ เราหมุนคันโยกสูบน้ำด้วยสายตาที่ว่างเปล่าเหมือนคนโง่ ทันทีที่คลานขึ้นมาบนดาดฟ้าได้ ผมจะใช้เชือกผูกตัวเองไว้กับเพื่อนร่วมงาน เครื่องสูบน้ำ และเสากระโดงหลัก แล้วเราก็หมุน หมุนไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ท่ามกลางน้ำที่สูงถึงเอว ถึงคอ และท่วมหัว ทุกอย่างมันกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เราลืมไปแล้วว่าความรู้สึกตอนตัวแห้งเป็นอย่างไร
แต่ในส่วนลึกของใจ ผมกลับคิดว่า: ให้ตายสิ! นี่มันคือการผจญภัยที่สุดยอดไปเลย เหมือนกับที่เคยอ่านในหนังสือ และนี่คือการเดินเรือครั้งแรกในฐานะต้นหนที่สองของผม ในวัยเพียงยี่สิบปี และผมก็ทนมันได้ดีพอๆ กับคนอื่นๆ แถมยังคอยให้กำลังใจลูกน้องได้ด้วย ผมรู้สึกภูมิใจ ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรผมก็จะไม่ยอมทิ้งประสบการณ์นี้ มีบางขณะที่ผมรู้สึกปลาบปลื้มใจ ทุกครั้งที่เรือเก่าๆ ที่พังยับเยินลำนี้โคลงเคลงจนท้ายเรือชี้ขึ้นฟ้า ผมรู้สึกเหมือนมันกำลังตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ท้าทาย หรือกรีดร้องใส่หมู่เมฆที่ไร้ความปรานี ด้วยข้อความที่เขียนไว้ที่ท้ายเรือว่า: ‘Judea, London. Do or Die’ (จูเดีย ลอนดอน สู้หรือตาย)
โอ้ ความเป็นวัยเยาว์! ทั้งพละกำลัง ความเชื่อมั่น และจินตนาการ! สำหรับผม เธอไม่ใช่แค่เรือบรรทุกถ่านหินเก่าๆ ที่แล่นไปทั่วโลกเพื่อเงินค่าระวาง แต่เธอคือความพยายาม คือบททดสอบ และคือการพิสูจน์ชีวิต ผมนึกถึงเธอด้วยความสุข ความรัก และความอาลัย เหมือนเวลาที่เรานึกถึงคนที่เรารักซึ่งจากไปแล้ว ผมจะไม่มีวันลืมเธอเลย… ส่งขวดเหล้ามาให้หน่อย

0 Comments