ตอนที่ 1
byมหัศจรรย์เมืองออซ (The Magic of Oz)
บันทึกการผจญภัยอันน่าทึ่งของโดโรธี, ทรอต และพ่อมดแห่งออซ พร้อมด้วยสิงโตผู้ขี้ขลาด, เสือผู้หิวโหย และกัปตันบิล ในภารกิจตามหาของขวัญวันเกิดอันวิเศษและงดงามเพื่อมอบให้แก่เจ้าหญิงออซมาแห่งเมืองออซ
โดย แอล. แฟรงก์ บอม
"นักประวัติศาสตร์หลวงแห่งออซ"
สารบัญ
–ถึงผู้อ่าน–
1. ภูเขามันช์
2. เหยี่ยว
3. คนไม่ดีสองคน
4. เหล่าผู้สมคบคิด
5. มุมแห่งความสุขในออซ
6. ของขวัญวันเกิดของออซมา
7. ป่ากูกู
8. ความวุ่นวายจากพวก ลี-มอน-อี็กส์
9. เกาะดอกไม้วิเศษ
10. ติดแหง็ก
11. เหล่าสัตว์แห่งป่ากูกู
12. กิกิใช้เวทมนตร์
13. กระเป๋าสีดำที่หายไป
14. พ่อมดเรียนรู้คำวิเศษ
15. เป็ดผู้โดดเดี่ยว
16. แมวแก้วหากระเป๋าสีดำจนเจอ
17. การเดินทางที่น่าทึ่ง
18. เวทมนตร์ของพ่อมด
19. โดโรธีกับเหล่าผึ้งบัมเบิลบี
20. ความลำบากของเหล่าลิง
21. วิทยาลัยศิลปะการกีฬา
22. งานเลี้ยงวันเกิดของออซมา
23. น้ำพุแห่งการลืมเลือน
ถึงผู้อ่านที่รัก
น่าแปลกที่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน "โลกภายนอก" ของเราในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่มหัศจรรย์และสร้างแรงบันดาลใจเสียจนผมไม่กล้าหวังว่าเรื่องเล่าจากดินแดนออซจะเทียบเคียงได้
อย่างไรก็ตาม "มหัศจรรย์เมืองออซ" เล่มนี้ยังคงมีความแปลกประหลาดและไม่ธรรมดายิ่งกว่าทุกสิ่งที่ผมเคยอ่านหรือเคยได้ยินมาในฝั่งนี้ของทะเลทรายทรายยักษ์ที่กั้นเราออกจากดินแดนออซ แม้จะเป็นช่วงปีที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็ตาม ผมจึงหวังว่าเรื่องนี้จะถูกใจผู้ที่รักความแปลกใหม่ทุกท่าน
เนื่องจากอาการป่วยเรื้อรังที่ทำให้ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน ผมจึงไม่สามารถตอบจดหมายดีๆ ที่ส่งมาถึงผมได้ครบทุกฉบับ (ยกเว้นฉบับที่แนบแสตมป์ตอบกลับมาด้วย) แต่จากนี้ไป ผมหวังว่าจะสามารถใส่ใจและตอบจดหมายทุกฉบับที่ผู้อ่านมอบความกรุณาส่งมาให้ได้อย่างรวดเร็ว
ผมขอยืนยันว่าความรักที่ผมมีให้พวกคุณไม่เคยลดน้อยลงเลย และหวังว่าหนังสือชุดออซจะสร้างความสุขให้แก่ทุกท่านตราบเท่าที่ผมยังสามารถเขียนมันได้
ด้วยความรัก
แอล. แฟรงก์ บอม
"นักประวัติศาสตร์หลวงแห่งออซ"
โอซคอต, ฮอลลีวูด, แคลิฟอร์เนีย
1919
1. ภูเขามันช์
ที่ขอบตะวันออกของดินแดนออซ ในเขตประเทศมันช์กิน มีภูเขาสูงลูกใหญ่ชื่อว่า ภูเขามันช์ ด้านหนึ่งของตีนเขานี้จรดกับทะเลทรายทรายมรณะที่ตัดขาดดินแดนมหัศจรรย์แห่งออซออกจากโลกภายนอกทั้งหมด ส่วนอีกด้านหนึ่งของภูเขาโอบล้อมด้วยประเทศมันช์กินที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์
ทว่าชาวมันช์กินทำได้เพียงยืนมองภูเขามันช์อยู่ห่างๆ และแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย เพราะเมื่อปีนขึ้นไปได้ประมาณหนึ่งในสาม ทางจะเริ่มชันเกินกว่าจะปีนต่อได้ และหากมีใครอาศัยอยู่บนยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าลูกนั้นจริงๆ ชาวมันช์กินก็ไม่มีทางล่วงรู้เลย
แต่ในความเป็นจริง มีคนอาศัยอยู่ที่นั่นจริงๆ ยอดของภูเขามันช์มีลักษณะเหมือนจานใบใหญ่ที่ทั้งกว้างและลึก ภายในนั้นมีทุ่งนาที่ปลูกพืชพรรณธัญญาหาร มีฝูงสัตว์ที่ได้รับการเลี้ยงดู มีลำธารไหลผ่าน และมีต้นไม้ที่ออกผลหลากหลายชนิด มีบ้านเรือนตั้งอยู่ประปราย ซึ่งแต่ละหลังเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวชาว "ไฮยัพ" ตามที่พวกเขาเรียกตัวเอง ชาวไฮยัพแทบไม่เคยลงจากเขาด้วยเหตุผลเดียวกับที่ชาวมันช์กินไม่เคยปีนขึ้นมา นั่นคือทางลาดชันเกินไปนั่นเอง
ในบ้านหลังหนึ่งมีชาวไฮยัพผู้เฒ่าที่ชาญฉลาดชื่อ บินี อารู ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพ่อมดผู้เก่งกาจ แต่เจ้าหญิงออซมา ผู้ปกครองทุกชีวิตในดินแดนออซ ได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ใครฝึกฝนเวทมนตร์ในดินแดนของพระองค์ ยกเว้นกลินดาผู้ใจดีและพ่อมดแห่งออซเท่านั้น เมื่อกลินดาส่งคำสั่งหลวงนี้มาถึงชาวไฮยัพผ่านนกอินทรีปีกทรงพลัง บินี อารู ก็หยุดใช้เวทมนตร์ทันที เขาทำลายผงวิเศษและอุปกรณ์เวทมนตร์ทิ้งไปมากมาย และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้เขาจะไม่เคยเห็นหน้าเจ้าหญิงออซมา แต่เขารู้ว่าพระองค์คือผู้ปกครองที่เขาต้องเชื่อฟัง
มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเสียดาย คือเขาได้ค้นพบวิธีการแปลงกายแบบลับๆ ซึ่งเป็นวิธีใหม่ที่พ่อมดคนอื่นไม่เคยรู้จัก แม้แต่กลินดาผู้ใจดี พ่อมดแห่งออซ ดอกเตอร์พิพท์ หรือมอมบีผู้เฒ่า รวมถึงใครก็ตามที่คลุกคลีกับศาสตร์มืดก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ มันเป็นความลับเฉพาะตัวของบินี อารู ซึ่งหากรู้วิธีออกเสียงคำวิเศษว่า "เพิร์ซควิกเกิล" (Pyrzqxgl) การจะเปลี่ยนใครให้กลายเป็นสัตว์ นก ปลา หรืออะไรก็ตาม แล้วเปลี่ยนกลับคืนมานั้น เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดในโลก
บินี อารู ใช้ความลับนี้หลายครั้ง แต่ไม่ใช่เพื่อสร้างความเดือดร้อนหรือความทุกข์ให้ใคร เวลาที่เขาเดินทางไกลจนหิวโซ เขาจะพูดว่า "ฉันอยากเป็นวัว—เพิร์ซควิกเกิล!" ทันใดนั้นเขาก็จะกลายเป็นวัวเพื่อเล็มหญ้าประทังความหิว เนื่องจากสัตว์และนกทุกตัวในดินแดนออซพูดได้ เมื่อวัวตัวนั้นหายหิวแล้ว มันก็จะพูดว่า "ฉันอยากกลับเป็นบินี อารู อีกครั้ง—เพิร์ซควิกเกิล!" และเมื่อออกเสียงคำวิเศษได้อย่างถูกต้อง เขาก็จะกลับคืนสู่ร่างเดิมในทันที
แน่นอนว่าผมคงไม่กล้าเขียนคำวิเศษนี้ลงไปตรงๆ หากคิดว่าผู้อ่านจะออกเสียงได้ถูกต้องจนสามารถแปลงร่างตัวเองหรือคนอื่นได้ แต่ความจริงก็คือจนถึงตอนที่เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้น ไม่มีใครในโลกนอกจากบินี อารู ที่สามารถออกเสียง "เพิร์ซควิกเกิล!" ได้ถูกต้อง ดังนั้นผมจึงคิดว่าเขียนลงไปก็น่าจะปลอดภัย อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่อ่านเรื่องนี้ออกเสียง ขอให้ระวังอย่าออกเสียงคำว่าเพิร์ซควิกเกิลให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับนี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
บินี อารู ผู้ค้นพบความลับของการแปลงกายฉับพลัน ซึ่งไม่ต้องใช้เครื่องมือ ผงวิเศษ สารเคมี หรือสมุนไพรใดๆ และได้ผลสมบูรณ์แบบเสมอ รู้สึกไม่อยากให้การค้นพบที่ยอดเยี่ยมนี้สูญหายไปจากความรู้ของมนุษย์ เขาตัดสินใจเลิกใช้มันเพราะคำสั่งของเจ้าหญิงออซมา แต่เขาก็คิดว่าเจ้าหญิงยังเป็นเด็ก วันหนึ่งพระองค์อาจเปลี่ยนใจอนุญาตให้ราษฎรใช้เวทมนตร์ได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น บินี อารู จะได้แปลงร่างตัวเองและคนอื่นได้ตามใจชอบอีกครั้ง—เว้นเสียแต่ว่าเขาจะลืมวิธีออกเสียงคำว่าเพิร์ซควิกเกิลไปเสียก่อน
หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เขาจึงตัดสินใจเขียนคำวิเศษนี้พร้อมวิธีออกเสียงไว้ในที่ลับตา เพื่อที่เขาจะสามารถกลับมาหาเจอได้ในอีกหลายปีข้างหน้า โดยที่คนอื่นไม่มีวันหาเจอ
มันเป็นไอเดียที่ฉลาด แต่ปัญหาของพ่อมดเฒ่าคือการหา "ที่ลับ" นั้น เขาเดินสำรวจไปทั่วบริเวณยอดเขาที่เหมือนจานใบใหญ่ แต่ก็ไม่พบที่ไหนที่มั่นใจได้ว่าคนอื่นจะไม่บังเอิญมาเจอเข้า ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจว่าต้องเขียนไว้ในบ้านของตัวเอง
บินี อารู มีภรรยาชื่อ มอปซี อารู ผู้โด่งดังเรื่องการทำพายฮักเคิลเบอร์รี่รสเลิศ และมีลูกชายชื่อ กิกิ อารู ซึ่งไม่ได้โด่งดังเรื่องอะไรเลย กิกิเป็นที่รู้จักในฐานะเด็กขี้หงุดหงิดและเข้ากับใครไม่ได้ เพราะเขาไม่มีความสุข สิ่งที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้นคือเขาอยากลงจากเขาไปท่องโลกกว้างเบื้องล่าง แต่พ่อไม่ยอมให้ไป ไม่มีใครสนใจกิกิ อารู นัก เพราะเขาก็ดูเป็นเด็กที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง
ปีละครั้งจะมีการจัดเทศกาลบนภูเขามันช์ซึ่งชาวไฮยัพทุกคนจะมาร่วมงาน งานนี้จัดขึ้นใจกลางพื้นที่รูปจาน เป็นวันที่ทุกคนจะได้เฉลิมฉลองและรื่นเริงกันอย่างเต็มที่ คนหนุ่มสาวจะเต้นรำและร้องเพลง พวกผู้หญิงจะจัดเตรียมอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ ส่วนพวกผู้ชายจะเล่นเครื่องดนตรีและเล่านิทานปรัมปรา
ปกติกิกิ อารู จะไปงานเทศกาลกับพ่อแม่ แต่เขามักจะนั่งหน้าบึ้งอยู่นอกวง ไม่ยอมเต้นรำ ร้องเพลง หรือแม้แต่จะคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน งานเทศกาลจึงไม่ได้ทำให้เขามีความสุขไปกว่าวันปกติ และครั้งนี้เขาจึงบอกบินี อารู และมอปซี อารู ว่าเขาจะไม่ไป เขาอยากอยู่บ้านและจมอยู่กับความทุกข์เพียงลำพัง ซึ่งพ่อแม่ก็ยินดีปล่อยให้เขาอยู่บ้านตามใจ
แต่พอถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง กิกิกลับตัดสินใจแอบเข้าไปในห้องส่วนตัวของพ่อ ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกสั่งห้ามเข้าเด็ดขาด เพื่อดูว่าพอจะเจออุปกรณ์เวทมนตร์ที่พ่อเคยใช้สมัยยังเป็นพ่อมดบ้างไหม ตอนที่เดินเข้าไป กิกิเดินสะดุดแผ่นไม้กระดานแผ่นหนึ่ง เขาค้นหาจนทั่วแต่ไม่พบร่องรอยเวทมนตร์ของพ่อเลย ทุกอย่างถูกทำลายไปหมดแล้ว
ด้วยความผิดหวัง เขาจึงเตรียมจะเดินออกจากห้อง แต่แล้วเขาก็สะดุดแผ่นไม้แผ่นเดิมอีกครั้ง นั่นทำให้เขาเริ่มฉุกคิด เมื่อพิจารณาแผ่นไม้นั้นใกล้ๆ กิกิพบว่ามันเคยถูกงัดขึ้นมาแล้วตอกกลับลงไปใหม่ในลักษณะที่สูงกว่าแผ่นอื่นๆ เล็กน้อย พ่อของเขาจะงัดแผ่นไม้นี้ขึ้นมาทำไมกัน? หรือว่าพ่อจะซ่อนอุปกรณ์เวทมนตร์บางอย่างไว้ใต้พื้นบ้าน?
กิกิไปเอาสิ่วมางัดแผ่นไม้นั้นขึ้น แต่กลับไม่พบอะไรอยู่ข้างใต้เลย ในขณะที่เขากำลังจะวางแผ่นไม้กลับที่เดิม ไม้นั้นก็หลุดมือและพลิกคว่ำลง ทำให้เขาเห็นบางอย่างเขียนไว้ที่ด้านใต้ของแผ่นไม้ เนื่องจากแสงในห้องค่อนข้างสลัว เขาจึงนำแผ่นไม้ไปที่หน้าต่างเพื่อตรวจดูให้ชัดเจน และพบว่าข้อความนั้นอธิบายวิธีออกเสียงคำวิเศษ "เพิร์ซควิกเกิล" ไว้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นคำที่สามารถแปลงร่างใครให้เป็นอะไรก็ได้ในทันที และเปลี่ยนกลับคืนมาได้เพียงแค่พูดคำเดิมซ้ำอีกครั้ง

0 Comments