ตอนที่ 2: CHAPTER I
byบทที่ 1
ตลอดหกปีที่ผ่านมา จูนไม่เคยนั่งนิ่งได้นานขนาดนี้มาก่อน ร่างผอมบางที่ปกติจะซุกซนและส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่ตลอดเวลากลับนิ่งสนิท มือที่ชอบแกล้งคนอื่นและหาเรื่องวุ่นวายวางราบอยู่บนตัก แม้แต่ปากที่เคยพูดไม่หยุดก็เงียบกริบ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่สุด ส่วนเดียวที่ยังเคลื่อนไหวคือดวงตาสีเทาเป็นประกายคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองโลกใบที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
ทั้งวันนั้นเหมือนอยู่ในมนตร์สะกด เริ่มตั้งแต่ตอนตื่นนอนที่เขาพบว่าเครื่องยนต์ของเรือกลไฟลำยักษ์ซึ่งเขาอาศัยอยู่มาสิบเจ็ดวันได้หยุดทำงาน และเรือกำลังทอดสมออยู่ริมชายฝั่งญี่ปุ่น เซกิซัง พี่เลี้ยงชาวญี่ปุ่นที่ดูแลเขามาตั้งแต่แบเบาะ ตื่นเต้นที่จะได้มองออกไปนอกหน้าต่างเรือจนแทบจะละเลยหน้าที่ ผลก็คือจูนต้องขึ้นไปยืนบนโซฟาเพื่อช่วยเกี่ยวตะขอชุดของแม่และช่วยติดเข็มกลัดที่หลังคอในขณะที่เซกิซังจัดกระเป๋าจนเสร็จ แม้จูนจะยังแต่งตัวเองไม่ได้ แต่เขารู้เรื่องตะขอและเข็มกลัดเป็นอย่างดี เวลาแม่รีบเธอมักจะทำของหาย และประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่า การช่วยติดเข็มกลัดให้เข้าที่นั้นง่ายกว่าการต้องใช้เวลาสิบห้านาทีคลานหาบนพื้นมากนัก
ในที่สุด เมื่อกระเป๋าและหีบเดินทางทุกใบพร้อม และเจ้าหน้าที่นำร่องกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขขึ้นมาบนเรือ หลังจากที่ทุกคนรอจนทนไม่ไหว ผู้โดยสารก็ถูกส่งขึ้นฝั่งด้วยเรือยนต์ลำเล็กที่ส่งเสียงดังฟืดฟาด ก่อนจะถูกพากลับไปยังโรงแรมด้วยรถลากแปลกๆ ที่ลากโดยชายตัวเล็กผิวสีน้ำตาล ขาสั้นเปลือยเปล่า สวมหมวกทรงเห็ด และมีป้ายขนาดใหญ่ติดอยู่ที่หลัง
ตั้งแต่นั้นมา จูนก็นั่งอยู่ที่หน้าต่างบานหน้าด้วยความหลงใหลจนพูดไม่ออก เบื้องล่างคือถนนเลียบชายฝั่งที่มีกำแพงกั้น ถัดไปเป็นคลื่นสีขาวที่ซัดสาดอย่างร่าเริงก่อนจะม้วนตัวกลับสู่ผืนน้ำสีคราม ในอ่าวมีเรือสินค้าสีดำลำใหญ่ เรือรบสีขาว เรือประมง และเรือสำปันที่ใช้ไม้พายคดเคี้ยวโคลงเคลง แต่ถนนเบื้องล่างนั้นน่าดึงดูดเกินกว่าจะมองไปไกลกว่านั้น รถลากวิ่งเข้าออกรับส่งผู้โดยสารจากเรือกลไฟ เหล่ากุลีหัวเราะและตะโกนทักทายกันขณะเดินสวนกัน ผู้หญิงและเด็กสาวสวมรองเท้าไม้เดินเสียงดัง กึกกัก โดยมีเด็กทารกหัวล้านตาเรียวหน้าตาน่ารักสะพายอยู่บนหลัง ที่บันไดโรงแรม มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ สวมผ้าโพกศีรษะสีแดงผืนใหญ่ในชุดสีม่วงทองหรูหรากำลังตีลังกา ในขณะที่เด็กชายสองคนในชุดแฟนซีร้องเพลงเสียงขึ้นจมูกและกางพัดรอรับเหรียญเพนนีที่ผู้คนโยนลงมาจากระเบียงด้านบน
ถ้าจินตนาการว่าซินเดอเรลล่า, แจ็คผู้ฆ่ายักษ์, อะลาดิน หรืออาลีบาบา ปรากฏตัวขึ้นตอนนี้ จูนก็คงไม่แปลกใจเลยสักนิด เพราะเขาเชื่อมั่นว่าคนเหล่านั้นต้องอาศัยอยู่ที่นี่แน่นอน ที่นี่เหมือนหนังสือภาพเล่มใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น และเป็นที่ที่นิทานทุกเรื่องที่เขาเคยฟังกลายเป็นความจริง
เขารู้สึกได้ลางๆ ว่าในห้องด้านหลัง เซกิซังกำลังรื้อหีบและกล่องเดินทาง ส่วนแม่ก็เดินไปมาพร้อมสั่งงานอย่างเร่งรีบ มีจังหวะหนึ่งที่เขาได้ยินแม่พูดว่า "อย่าบอกเรื่องนี้กับลูกนะเซกิ ฉันจะบอกเขาเองเมื่อถึงเวลาที่ต้องบอก" แต่ทันใดนั้น มีชายคนหนึ่งเดินผ่านไปพร้อมไม้คานยาวบนบ่าและตะกร้ากลมสองใบที่ปลายไม้ ในตะกร้ามีปลาสีเงินวาววับตัวเล็กๆ ทำให้จูนลืมสิ่งที่แม่พูดไปเสียสนิท
พ่อของจูนเป็นนายทหารหนุ่มประจำการอยู่ที่ฟิลิปปินส์ จูนเกิดที่นั่น แต่ตอนยังเป็นทารกเขาป่วยหนักมากจนหมอส่งตัวเขากลับไปยังสหรัฐอเมริกา และกำชับว่าห้ามกลับมาที่นี่อีกหลายปี การต้องแยกจากกันเป็นความโศกเศร้าของทุกคน แต่กัปตันรอยสตันได้รับอนุญาตให้ลากิจสองครั้งเพื่อกลับมาหาครอบครัว และในฤดูร้อนนี้ จูนกับแม่จึงเดินทางไกลจากแคลิฟอร์เนียมาพบเขาที่ญี่ปุ่น
จริงๆ แล้วจูนไม่ใช่ชื่อจริงของเขา เขาชื่อ โรเบิร์ต โรเจอร์ส รอยสตัน จูเนียร์ แต่แม่บอกว่าสำหรับเธอมีโรเบิร์ตได้เพียงคนเดียว และพ่อก็ไม่ชอบชื่อโรเจอร์สเป็นชื่อกลาง พวกเขาจึงเรียกเขาว่าจูเนียร์ และไม่นานจูเนียร์ก็ถูกเรียกย่อๆ จนกลายเป็นจูน ซึ่งชื่อนี้ก็เหมาะกับเขามาก เพราะไม่มีเด็กคนไหนจะร่าเริงสดใสไปกว่าเขาอีกแล้ว เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอกว่าเด็กคนอื่น และเวลาที่เจ็บคอจนไม่มีเสียง เขาก็จะนั่งตัวตรงบนเตียงแล้วผิวปาก เป็นเสียงผิวปากที่กังวาน ร่าเริง และดูสุขภาพดีที่สุดเท่าที่คุณเคยได้ยิน
ในวันที่ต้องอยู่แต่ในบ้าน เซกิซังมักจะเล่าเรื่องประเทศอันน่ามหัศจรรย์ที่อยู่อีกฟากของทะเลให้ฟัง เล่าถึงบ้านสีน้ำตาลหลังเล็กที่มีสวนดอกไม้บนหลังคา เสียงรองเท้าไม้ที่ดัง กึกกัก อยู่ตลอดเวลา และดอกไม้แสนสวยที่ร่วงหล่นลงมาเหมือนหิมะ
"ดอกไม้อยู่ไหนครับ" เขาถามพลางหันขวับมาในเก้าอี้ "คุณบอกว่ามันจะร่วงลงมาเยอะแยะเป็นสีขาว และผมสามารถปล่อยให้มันตกลงบนหน้าได้"
เซกิซังไม่ได้ตอบ เธอคุกเข่าอยู่ข้างร่างที่ดูเศร้าสร้อยซึ่งนอนฟุบหน้าลงกับหมอนบนเตียง เมื่อจูนพูด แม่ก็ลุกขึ้นนั่งและปัดผมที่ยุ่งเหยิงออก แม่เป็นคนตัวเล็ก ดวงตากลมโต และมีริมฝีปากสีแดงเหมือนจูน เพียงแต่ตอนนี้ดวงตาของเธอแดงก่ำและริมฝีปากสั่นระริก
"เซกิซัง ออกไปรอที่ห้องอื่นก่อนเถอะ" เธอพูด "ฉันอยากคุยกับจูนตามลำพัง"
จูนค่อยๆ ย่องเข้าไปนั่งใกล้ๆ แม่บนเตียง สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเขาคือการเห็นแม่ร้องไห้ มันเหมือนกับแผ่นดินไหวที่สั่นคลอนรากฐานแห่งความสุขทั้งหมดในชีวิตของเขา บางครั้งเวลาบุรุษไปรษณีย์ลืมส่งจดหมาย หรือบางครั้งที่เขาป่วยนานกว่าปกติ แม่ก็จะร้องไห้ แต่นั่นเป็นช่วงเวลาที่มืดมนและน่ากลัวจนเขาพยายามไม่นึกถึง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมน้ำตาต้องไหลออกมาในวันที่ควรจะมีความสุขที่สุดแบบนี้
แม่โอบกอดเขาไว้แน่นเป็นเวลานานก่อนจะเริ่มพูด จูนรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้น ตึก ตึก ของแม่ขณะที่เขาพิงกายเธอ
"จูน" ในที่สุดเธอก็พูด "ลูกอยากเป็นทหารเหมือนพ่อใช่ไหมจ๊ะ"
ดวงตาของจูนเป็นประกาย "ใช่ครับ แล้วผมจะได้พกดาบด้วย!"
"การเป็นทหารต้องมีอะไรที่มากกว่าดาบนะลูก"
"ปืนเหรอครับ"
แม่ส่ายหน้า "ความกล้าหาญต่างหากจ๊ะจูน สิ่งที่แม่ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว ลูกต้องกล้าหาญเผื่อแม่ด้วยนะ"
"ผมไม่กลัวอะไรหรอก" จูนประกาศ "ผมก็นอนในที่มืดได้ ไปไหนมาไหนคนเดียวได้ทุกที่"
"แม่ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น" แม่พูด "แม่หมายถึงการทำสิ่งที่ยากลำบากเพียงเพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เช่น การยอมอยู่ข้างหลังในตอนที่… ตอนที่คนที่ลูกรักมากต้องจากไป"
จูนลุกขึ้นนั่งและจ้องมองเธอ "ใครจะจากไปครับ" เขาถาม
เสียงของแม่สั่นเครือ "พ่อป่วยหนักด้วยไข้จ๊ะจูน มีจดหมายส่งมาถึงที่นี่ จากคุณหมอคนเดิมที่มะนิลา ท่านบอกว่า 'ให้รีบมาด้วยเรือเที่ยวแรก แต่ห้ามนำเด็กมาด้วย'" จูนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังทรุดตัวลงใต้เท้า เขารีบคว้ามือแม่ไว้ "ผมจะไปด้วย!" เขาตะโกนด้วยความตกใจ "ผมจะไม่ยอมถูกทิ้งไว้ที่นี่ ผมทำไม่ได้ครับแม่!"
แม่กอดเขาแน่นขึ้น "แต่แม่ไม่กล้าพาลูกไปจริงๆ จูน ลองคิดถึงอากาศที่ร้อนจัดและไข้ร้ายนั่นสิ ลูกเป็นเด็กชายคนเดียวที่แม่มีในโลก และแม่รักลูกมากเหลือเกิน"
"ผมจะไม่เป็นไข้หรอกครับ" จูนประท้วง "ผมจะเป็นเด็กดี จะเชื่อฟังทุกคำที่เซกิบอกเลย"
"แต่เซกิไม่ได้ไปด้วยนะลูก เธออยากพาลูกกลับบ้านที่เมืองเล็กๆ ริมทะเลในประเทศญี่ปุ่น ที่นั่นมีเรื่องมหัศจรรย์ให้ทำเยอะแยะเลย ลูกจะยอมอยู่กับเธอไหมจ๊ะ ในระหว่างที่แม่ไปหาพ่อ"
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยการอ้อนวอนและความกังวล แต่จูนไม่ฟัง เขาดิ้นหลุดจากอ้อมกอดแล้วทิ้งตัวลงบนพื้น ร้องไห้โฮอย่างหนัก ความสุขในดินแดนมหัศจรรย์หายวับไปสิ้น ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่แม่คิดจะทิ้งเขาไว้ในดินแดนแปลกหน้าและล่องเรือจากเขาไป
"อย่าร้องเลยนะจูน ฟังแม่ก่อน" แม่ปลอบ "แม่ยังไม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาด แม่กำลังพยายามทำในสิ่งที่ดีที่สุด"
แต่จูนไม่ยอมหยุดร้อง เขายืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาจะไม่ยอมอยู่ และยอมเป็นไข้หรือยอมตายเสียดีกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เวลาผ่านไป ห้องทั้งห้องกลับสู่ความเงียบ แม่ไม่พยายามปลอบเขาอีกแล้ว มีเพียงเสียงติ๊กต็อกของนาฬิกาพกบนโต๊ะที่ทำลายความเงียบ จูนแอบมองผ่านง่ามนิ้วไปยังร่างที่นิ่งสนิทบนเก้าอี้ เขาไม่เคยเห็นแม่ดูซีดเซียวและเหนื่อยล้าขนาดนี้มาก่อน รอยยิ้มและลักยิ้มที่แสนสวยหายไปหมดสิ้น เธอหลับตาและเม้มริมฝีปากแน่น จูนค่อยๆ คลานเข้าไปใกล้และสอดมือเข้าไปในมือของแม่ ทันใดนั้น อ้อมกอดของแม่ก็รวบตัวเขาไว้
"แม่ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน" เธอสะอื้น "แม่กลัวที่จะพาลูกไป และก็กลัวที่จะทิ้งลูกไว้ แม่ควรทำยังไงดี"
จูนมั่นใจว่าเขาไม่รู้คำตอบหรอก แต่เวลาที่แม่ดูตัวเล็กและไร้ทางสู้ และมองมาที่คุณราวกับว่าคุณเป็นผู้ใหญ่ คุณก็ต้องคิดหาวิธีให้ได้ เขายืนอยู่ข้างเธอพร้อมโอบแขนรอบคอแม่ และรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอสั่นเทาไปหมด พ่อมักจะเขียนในจดหมายว่า "ดูแลคุณแม่ตัวเล็กๆ ของลูกให้ดีนะ" ซึ่งที่ผ่านมาเขามองว่าเป็นเรื่องตลก แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เขาถอนหายใจและยืดอกขึ้น
"ผมจะอยู่ครับ มัดเดอร์ลี่ (Mudderly)" เขาพูด แล้วกลืนน้ำลายก่อนเสริมว่า "บางทีมันอาจจะช่วยให้ผมเป็นทหารที่เก่งขึ้นตอนโตก็ได้!"

0 Comments