บทที่ 1 ฉากในโบสถ์ศตวรรษที่ 15

    เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวัน All Saints’ ปี 1479 ขณะที่พิธีเวสเปอร์ในมหาวิหารแห่งเมืองตูร์กำลังจะสิ้นสุดลง อาร์ชบิชอป เอลี เดอ บูร์เดยส์ กำลังลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อประทานพรแก่เหล่าคริสต์ศาสนิกชน บทเทศนาในวันนั้นยาวนานจนความมืดเริ่มปกคลุมไปทั่วโบสถ์อันสง่างาม ซึ่งในขณะนั้นหอคอยยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ทำให้บางมุมของวิหารตกอยู่ในความมืดมิด อย่างไรก็ตาม ยังมีแสงเทียนจำนวนมากที่จุดถวายแด่เหล่านักบุญบนถาดเชิงเทียนรูปสามเหลี่ยม รวมถึงแสงไฟจากแท่นบูชาและเชิงเทียนในบริเวณที่นั่งของคณะนักร้องประสานเสียง แสงสว่างเหล่านี้ส่องกระทบป่าเสาและซุ้มโค้งที่ค้ำจุนโถงกลางทั้งสามของมหาวิหารอย่างไม่สม่ำเสมอ ทอดเงาตะคุ่มเป็นรูปร่างแปลกตา ยิ่งขับให้ส่วนโค้ง เพดาน และห้องสวดมนต์ด้านข้างดูสลัวลาง แม้จะเป็นเวลาเที่ยงวันก็ตาม

    ภาพของผู้คนที่มารวมตัวกันนั้นดูมีเสน่ห์และน่าค้นหา บางร่างเลือนรางอยู่ในแสงเงาจนดูเหมือนวิญญาณ ในขณะที่บางคนยืนเด่นอยู่ท่ามกลางแสงสว่างราวกับตัวละครหลักในภาพเขียน รูปปั้นบางองค์ดูเหมือนมีชีวิต ส่วนผู้คนบางคนกลับดูนิ่งงันราวกับกลายเป็นหิน มีสายตาแอบมองจากร่องเสา พื้นหินอ่อนสะท้อนเงาผู้คน เสียงถอนหายใจดังก้องใต้เพดานโค้ง ราวกับว่าตัวอาคารทั้งหลังมีลมหายใจ

    ไม่มีฉากใดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติจะดูเคร่งขรึมและสง่างามไปกว่านี้ สำหรับคนหมู่มาก ความเคลื่อนไหวอาจสร้างความสุนทรีย์ได้ แต่ในชั่วโมงแห่งศรัทธาที่ความมั่งคั่งทางโลกหลอมรวมกับความยิ่งใหญ่ทางสวรรค์ ความเงียบกลับสร้างความรู้สึกที่เหนือคำบรรยาย ความกลัวปรากฏอยู่ในเข่าที่คุกเข่าลง และความหวังอยู่ในมือที่ประสานกัน ความรู้สึกที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวขณะที่ทุกดวงวิญญาณมุ่งสู่เบื้องบนสร้างพลังทางจิตวิญญาณที่อธิบายไม่ได้ ความปิติทางศาสนาผลักดันให้ผู้ที่มีจิตใจอ่อนไหวถูกพัดพาไปในกระแสแห่งศรัทธาและความรัก คำอธิษฐานเปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่ยกระดับธรรมชาติของมนุษย์ให้สูงขึ้น การรวมตัวของเจตจำนงที่หมอบราบกับพื้นดินและทะยานสู่สวรรค์พร้อมกันนี้เอง คือความลับของมนต์ขลังจากบทเพลงของนักบวช เสียงออร์แกน กลิ่นกำยาน และความโอ่อ่าของแท่นบูชา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ในยุคกลาง ความรักอันเร่าร้อนมักเริ่มต้นขึ้นในโบสถ์หลังจากช่วงเวลาแห่งความปีติทางศาสนา ซึ่งบ่อยครั้งความรักเหล่านั้นไม่ได้จบลงด้วยความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นผู้หญิงที่ต้องเป็นฝ่ายชดใช้กรรมตามระเบียบ ในสมัยนั้น ความศรัทธาในศาสนามีความใกล้ชิดกับความรักอย่างยิ่ง ไม่เป็นแรงผลักดันก็เป็นจุดหมายปลายทาง ความรักยังคงเป็นดั่งศาสนาที่มีทั้งความคลั่งไคล้ ความเชื่อที่ไร้เดียงสา และความทุ่มเทอันสูงส่ง ซึ่งสอดประสานไปกับหลักของคริสต์ศาสนา

    ขนบธรรมเนียมในยุคนั้นช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับความรักได้เป็นอย่างดี ประการแรก สังคมไม่มีสถานที่พบปะอื่นใดนอกจากหน้าแท่นบูชา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเมืองหรือข้ารับใช้ ชายหรือหญิง ทุกคนเท่าเทียมกันแค่ในที่แห่งนี้เท่านั้น ที่นี่จึงเป็นที่เดียวที่คู่รักจะได้สบตาและสื่อสารกัน เทศกาลทางศาสนาจึงเปรียบเสมือนโรงละครของยุคสมัย จิตวิญญาณของผู้หญิงถูกปลุกเร้าในมหาวิหารได้รุนแรงกว่าในงานเต้นรำหรือโอเปร่าในยุคปัจจุบัน และอารมณ์ที่รุนแรงย่อมนำพาผู้หญิงกลับไปหาความรักเสมอ เมื่อศาสนาแทรกซึมอยู่ในทุกย่างก้าวของชีวิต มันจึงกลายเป็นทั้งส่วนหนึ่งของความดีและผู้สมรู้ร่วมคิดในความชั่วร้าย ศาสนาเข้าไปอยู่ในวิทยาศาสตร์ การเมือง วาทศิลป์ อาชญากรรม ไปจนถึงร่างกายของผู้ป่วยและคนยากไร้ ศาสนาขึ้นครองบัลลังก์และอยู่ทุกหนทุกแห่ง ข้อสังเกตเหล่านี้อาจช่วยยืนยันความจริงของการศึกษาครั้งนี้ แม้รายละเอียดบางอย่างอาจทำให้ศีลธรรมอันสมบูรณ์แบบของคนยุคเรา—ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าค่อนข้างเคร่งครัดจนเกินไป—รู้สึกตกใจบ้างก็ตาม

    ในขณะที่เสียงสวดสิ้นสุดลง และโน้ตตัวสุดท้ายของออร์แกนผสานกับเสียง “อาเมน” อันกึกก้องจากอกของเหล่านักบวช ส่งเสียงสะท้อนแผ่วเบาผ่านซุ้มโค้งไกลๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ทุกคนกำลังรอคอยคำอวยพรจากอาร์ชบิชอป มีชาวเมืองคนหนึ่งที่รีบร้อนอยากกลับบ้าน หรืออาจจะกลัวกระเป๋าเงินหายในความวุ่นวายตอนเลิกพิธี จึงแอบปลีกตัวออกไปอย่างเงียบๆ โดยยอมเสี่ยงที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นคาทอลิกที่ไม่ดี ทันใดนั้น ขุนนางหนุ่มคนหนึ่งซึ่งพิงเสาต้นยักษ์รอบบริเวณที่นั่งนักร้องประสานเสียง ก็รีบเข้าไปจับจองที่นั่งที่ว่างลงนั้น เขารีบซ่อนใบหน้าภายใต้ขนนกของหมวกทรงสูงสีเทา และคุกเข่าลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทางสำนึกผิดจนแม้แต่ผู้ไต่สวนศรัทธาก็คงต้องเชื่อ

    คนที่นั่งข้างๆ สังเกตเห็นผู้มาใหม่และดูเหมือนจะจำเขาได้ ก่อนจะกลับไปสวดมนต์ต่อพร้อมกับส่งสัญญาณบางอย่างที่สื่อถึงความคิดเดียวกัน—มันคือความคิดที่เย้ยหยันและเป็นการนินทาอย่างเงียบเชียบ หญิงชราสองคนส่ายหัวและสบตากันด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองเห็นอนาคตที่เลวร้าย

    เก้าอี้ที่ชายหนุ่มแทรกตัวเข้ามานั่งนั้นอยู่ใกล้กับห้องสวดมนต์ส่วนตัวที่ตั้งอยู่ระหว่างเสาสองต้นและกั้นด้วยรั้วเหล็ก ตามธรรมเนียมแล้ว ทางวิหารจะให้ครอบครัวขุนนางหรือชาวเมืองที่ร่ำรวยเช่าสิทธิ์ในการเข้าร่วมพิธีในห้องสวดมนต์ด้านข้างเหล่านี้เป็นการส่วนตัวพร้อมกับคนรับใช้ ซึ่งการซื้อขายสิทธิ์ทางศาสนาแบบนี้ยังมีให้เห็นจนถึงปัจจุบัน ผู้หญิงในยุคนั้นมีห้องสวดมนต์ส่วนตัว เหมือนกับที่พวกเธอมีที่นั่งส่วนตัวในโรงโอเปร่าในยุคนี้ ครอบครัวที่เช่าที่เหล่านี้ต้องตกแต่งแท่นบูชาให้สวยงาม และแต่ละบ้านก็แข่งกันประดับประดาอย่างหรูหรา ซึ่งทางศาสนจักรก็ไม่ได้ห้ามปรามความฟุ้งเฟ้อนี้ ในห้องสวดมนต์ห้องนี้ มีหญิงสาวคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ริมรั้วบนพรมกำมะหยี่สีแดงขลิบทอง ตรงข้ามกับที่นั่งของชาวเมืองที่เพิ่งลุกออกไปพอดี ตะเกียงเงินเลี่ยมทองที่ห้อยลงมาจากเพดานส่องแสงสลัวลงบนหนังสือสวดมนต์ในมือของเธอ และหนังสือเล่มนั้นก็สั่นระริกเมื่อชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้

    “อาเมน!”

    เธอตอบรับด้วยน้ำเสียงหวานต่ำที่สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด แม้จะถูกกลบด้วยเสียงอื้ออึงรอบข้าง แต่เธอก็รีบกระซิบต่อว่า

    “คุณจะทำให้ฉันพินาศ”

    คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาที่ชายผู้มีรสนิยมพึงจะรับฟังและถอยห่าง มันเป็นคำพูดที่ทิ่มแทงเข้าไปถึงหัวใจ แต่ชายแปลกหน้าผู้ถูกครอบงำด้วยแรงปรารถนาจนบดบังมโนธรรม กลับยังคงนั่งอยู่ที่เดิมและเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองเข้าไปในห้องสวดมนต์

    “เขาหลับอยู่!” เขาตอบด้วยเสียงเบาหวิวที่ได้ยินเพียงเธอเท่านั้น ราวกับเสียงสะท้อนที่แผ่วเบา

    หญิงสาวหน้าซีดเผือด เธอละสายตาจากหน้ากระดาษหนังแกะในหนังสือสวดมนต์ชั่วครู่เพื่อมองไปยังชายชราที่ชายหนุ่มเอ่ยถึง สายตานั้นซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวอะไรไว้? เมื่อเธามองดูท่านลอร์ดผู้เฒ่าอย่างระมัดระวัง เธอก็ถอนหายใจยาวและเงยหน้าผากที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าขึ้นมองภาพพระแม่มารี ท่าทางเรียบง่ายและสายตาที่คลอเบ้าเช่นนั้นเปิดเผยชีวิตของเธออย่างซื่อตรงเกินไป หากเธอเป็นคนชั่วร้าย เธอคงจะเสแสร้งได้แนบเนียนกว่านี้

    บุคคลที่ทำให้คู่รักทั้งสองหวาดกลัวคือชายชราตัวเล็ก หลังค่อม ศีรษะเกือบจะล้าน สีหน้าดุร้าย และมีเคราสีขาวซีดที่ตัดแต่งเป็นรูปพัด กางเขนแห่งเซนต์มิเชลส่องประกายบนหน้าอก มือที่หยาบกร้านและแข็งแรงซึ่งเต็มไปด้วยขนสีเทาเคยประสานกัน แต่บัดนี้คลายออกเล็กน้อยเพราะความง่วงงุนที่เขาเผลอปล่อยตัวให้จมดิ่ง มือขวาของเขาเกือบจะแตะโดนด้ามกริชรูปเปลือกหอยเหล็ก หากมือสัมผัสโดนเหล็กเย็นๆ นั้น เขาคงตื่นขึ้นทันทีและหันมามองภรรยา ริมฝีปากที่เหยียดหยามและคางที่ยื่นออกมาอย่างก้าวร้าวบ่งบอกถึงจิตใจที่ร้ายกาจและความฉลาดที่เย็นชา เขาเป็นคนประเภทที่สงสัยทุกอย่างจนสามารถคาดเดาได้ทุกเรื่อง หน้าผากสีเหลืองของเขามีรอยย่นเหมือนคนที่ไม่มีวันเชื่ออะไรโดยง่าย แต่จะชั่งน้ำหนักทุกสิ่ง เหมือนคนขี้เหนียวที่นับเหรียญทองเพื่อหาค่าที่แท้จริงของการกระทำของมนุษย์ แม้ร่างกายจะผิดรูปแต่ก็ดูแข็งแรงและว่องไว สรุปสั้นๆ คือเขาดูเหมือนยักษ์แคระที่น่ากลัว ดังนั้นอันตรายจึงรอหญิงสาวอยู่เสมอเมื่อใดที่ท่านลอร์ดผู้นี้ตื่นขึ้น สามีที่ขี้หึงรุนแรงย่อมมองเห็นความแตกต่างระหว่างชาวเมืองชราผู้ไม่มีพิษมีภัย กับชายหนุ่มผู้มาใหม่ที่รูปร่างโปร่งและสง่างาม

    “Libera nos a malo (ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยให้ข้าพเจ้าพ้นจากความชั่วร้าย)” เธอพูดเพื่อพยายามให้ชายหนุ่มเข้าใจถึงความกลัวของเธอ

    ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาของเขาคลอด้วยน้ำตา—น้ำตาแห่งความรักและความสิ้นหวัง เมื่อเห็นดังนั้น หญิงสาวก็ตัวสั่นและเผลอเผยความรู้สึกออกมา ทั้งคู่คงอดทนต่อสู้กับความรักที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่อาจเอาชนะได้ ความรักที่หล่อเลี้ยงด้วยความกลัวและเสริมพลังด้วยความหนุ่มสาว หญิงสาวมีความงามในระดับปานกลาง แต่ผิวที่ซีดเซียวบอกเล่าถึงความทุกข์ทรมานที่เป็นความลับซึ่งทำให้เธอดูมีเสน่ห์น่าสนใจ เธอยังมีรูปร่างที่สง่างามและมีเส้นผมที่สวยที่สุดในโลก การถูกเฝ้าโดย “เสือ” ทำให้เธอต้องเสี่ยงชีวิตเพียงเพื่อกระซิบคำพูดหนึ่งคำ รับสายตาหนึ่งครั้ง หรือยอมให้สัมผัสมือเพียงเบาๆ อาจไม่มีความรักใดลึกซึ้งไปกว่าหัวใจสองดวงนี้ และไม่มีความรักใดจะหอมหวานไปกว่านี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีความรักใดจะอันตรายไปกว่านี้เช่นกัน

    เป็นเรื่องง่ายที่จะเดาว่า สำหรับคนสองคนนี้ สิ่งที่คนอื่นมองว่าธรรมดา เช่น กระแสลม เสียง หรือเสียงฝีเท้า กลับมีความหมายพิเศษที่พวกเขาสามารถแยกแยะได้ บางทีความรักอาจทำให้พวกเขาพบผู้รับฟังที่ไว้ใจได้ในรูปของบาทหลวงผู้เย็นชาที่พวกเขาไปสารภาพบาปและรับศีลมหาสนิท ความรักที่ลึกซึ้ง! ความรักที่กรีดลึกลงในวิญญาณราวกับแผลเป็นบนร่างกายที่ต้องแบกรับไปตลอดชีวิต! เมื่อคนหนุ่มสาวคู่นี้สบตากัน ฝ่ายหญิงดูเหมือนจะบอกว่า “เรามารักกันแล้วตายไปด้วยกันเถอะ” ส่วนอัศวินหนุ่มตอบกลับว่า “เรามารักกันและมีชีวิตอยู่ต่อไปเถอะ” จากนั้นเธอส่งสัญญาณให้เขาดูแม่นมชราและมหาดเล็กสองคน แม่นมหลับอยู่ ส่วนมหาดเล็กทั้งสองยังเด็กและดูไม่ใส่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเจ้านาย ไม่ว่าจะดีหรือร้าย

    “ตอนออกจากโบสถ์ไม่ต้องตกใจนะ ทำตามที่ผมบอกก็พอ”

    ทันทีที่ขุนนางหนุ่มกระซิบจบ มือของท่านลอร์ดผู้เฒ่าก็ตกลงบนด้ามกริช เมื่อสัมผัสได้ถึงเหล็กที่เย็นเฉียบเขาก็ตื่นขึ้น และดวงตาสีเหลืองก็จ้องเขม็งไปที่ภรรยาทันที ด้วยความสามารถพิเศษที่หาได้ยากแม้ในหมู่คนอัจฉริยะ เขาตื่นขึ้นมาด้วยสติที่แจ่มใสและมีความคิดที่ชัดเจนราวกับไม่ได้หลับเลย ชายคนนี้มีความคลั่งไคล้ในการหึงหวง ชายหนุ่มผู้เป็นชู้ซึ่งคอยระวังทั้งคนรักและสามี จึงรีบลุกขึ้นและหลบหลังเสาในจังหวะที่มือของชายชราตกลงพอดี ก่อนจะหายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับนก หญิงสาวรีบก้มหน้ามองหนังสือและพยายามทำตัวให้ปกติ แต่เธอไม่สามารถห้ามใบหน้าที่แดงระเรื่อและหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติได้ ท่านลอร์ดเห็นสีแดงผิดปกติบนแก้ม หน้าผาก และแม้แต่เปลือกตาของภรรยา เขามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง แต่เมื่อไม่เห็นใครที่น่าสงสัย จึงถามภรรยาว่า

    “คิดอะไรอยู่หรือ ยอดรัก?”

    “กลิ่นกำยานทำให้ฉันรู้สึกคลื่นไส้ค่ะ” เธอตอบ

    “วันนี้กลิ่นมันแรงเป็นพิเศษงั้นหรือ?” เขาถามกลับ

    แม้จะเป็นคำถามที่ประชดประชัน แต่ชายชราเจ้าเล่ห์แสร้งทำเป็นเชื่อคำแก้ตัวนั้น ทว่าเขาสงสัยว่ามีการทรยศเกิดขึ้น และตัดสินใจว่าจะเฝ้า “สมบัติ” ของเขาให้ระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม

    เมื่อการประทานพรสิ้นสุดลง โดยไม่รอให้บทสวด “Soecula soeculorum” จบลง ฝูงชนก็หลั่งไหลออกจากประตูโบสถ์ราวกับกระแสน้ำ ท่านลอร์ดผู้เฒ่ายังคงทำตามความเคยชิน คือรอจนกว่าความวุ่นวายจะสงบลง จากนั้นจึงออกจากห้องสวดมนต์ โดยให้แม่นมและมหาดเล็กที่ถือตะเกียงเดินนำหน้า แล้วเขาจึงยื่นแขนให้ภรรยาคล้อง และสั่งให้มหาดเล็กอีกคนเดินตามหลังไป

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note