ตอนที่ 3
byสำหรับข้อที่ 12 เราเห็นด้วยและขอชื่นชมในคำสารภาพที่ว่า ผู้ที่เคยหลงผิดสามารถได้รับการอภัยบาปได้เมื่อกลับใจ และคริสตจักรควรให้การอภัยโทษแก่ผู้ที่สำนึกผิด ซึ่งถือเป็นการประณามกลุ่มโนวาเทียน (Novatians) ได้อย่างถูกต้อง เพราะคนกลุ่มนั้นปฏิเสธว่ามนุษย์ไม่สามารถกลับใจซ้ำได้ ซึ่งขัดกับคำสัญญาของศาสดาที่ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณแก่คนบาปไม่ว่าเขาจะโศกเศร้าเสียใจในเวลาใด และยังขัดกับคำสอนอันเปี่ยมด้วยเมตตาของพระคริสต์ผู้ช่วยให้รอดที่ตรัสกับนักบุญปีเตอร์ว่า ให้ให้อภัยพี่น้องที่ทำผิดต่อเราไม่ใช่แค่เจ็ดครั้ง แต่ต้องถึงเจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ดในหนึ่งวัน
อย่างไรก็ตาม เราขอปฏิเสธเนื้อหาในส่วนที่สองของข้อนี้อย่างสิ้นเชิง การที่พวกเขาอ้างว่าการกลับใจมีเพียงสองขั้นตอนนั้น ถือเป็นการต่อต้านความเชื่อของคริสตจักรทั้งหมด เพราะตั้งแต่สมัยอัครสาวก คริสตจักรยึดถือมาตลอดว่าการกลับใจต้องประกอบด้วยสามส่วน คือ ความสำนึกผิด (contrition) การสารภาพบาป (confession) และการชดใช้บาป (satisfaction) ซึ่งเหล่านักปราชญ์ในอดีตอย่าง ออริเจน, ซิปเรียน, คริสซอสตอม, เกรกอรี และออกัสติน ต่างก็สอนไว้โดยอ้างอิงจากพระคัมภีร์ ทั้งเรื่องของดาวิดและมนัสเซห์ รวมถึงบทเพลงสดุดีหลายบท ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 10 จึงทรงตัดสินได้อย่างถูกต้องในการประณามคำสอนของลูเธอร์ที่ว่า "การกลับใจที่มีสามขั้นตอนนั้นไม่มีรากฐานมาจากพระคัมภีร์หรือคำสอนของนักปราชญ์คริสเตียน" ดังนั้น เราจึงไม่สามารถยอมรับส่วนนี้ได้ รวมถึงข้ออ้างที่ว่าความเชื่อเป็นขั้นตอนที่สองของการกลับใจ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าความเชื่อต้องมาก่อนการกลับใจ หากปราศจากความเชื่อ มนุษย์ย่อมไม่คิดกลับใจ
นอกจากนี้ เราไม่ยอมรับการลดทอนความสำคัญของการชดใช้บาปตามหลักศาสนจักร เพราะเป็นการขัดต่อพระวรสาร คำสอนของอัครสาวก บรรดาปิตาจารย์ มติของสภาสังคายนา และคริสตจักรคาทอลิกสากล ดังที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมาเคยประกาศว่า "จงเกิดผลให้สมกับการกลับใจ" และนักบุญเปาโลที่สอนให้เรามอบกายถวายตัวเพื่อความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ รวมถึงการเทศนาให้คนต่างชาติกลับใจมาหาพระเจ้าและสร้างผลลัพธ์ที่พิสูจน์ถึงการกลับใจนั้น แม้แต่พระคริสต์เองก็ทรงเริ่มสั่งสอนว่า "จงกลับใจเสียเถิด เพราะแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว" และทรงกำชับให้อัครสาวกเผยแผ่คำสอนในแนวทางนี้ ซึ่งนักบุญปีเตอร์ก็ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในการเทศนาครั้งแรก
นักบุญออกัสตินเองก็เตือนให้ทุกคนเข้มงวดกับตนเองเพื่อจะได้ไม่ถูกพระเจ้าพิพากษา เช่นเดียวกับที่สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอผู้มหาราชตรัสว่า พระคริสต์ผู้ทรงเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ ได้มอบอำนาจให้ผู้ดูแลคริสตจักรในการกำหนดการบำเพ็ญตบะแก่ผู้ที่สารภาพบาป เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ผ่านการชดใช้บาปได้กลับเข้าสู่พิธีศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ส่วนโบรเซ (Brose) ก็กล่าวว่า ระดับของการบำเพ็ญตบะต้องเหมาะสมกับความหนักเบาของมโนธรรม ด้วยเหตุนี้ สภาสังคายนาแห่งไนเซียจึงได้กำหนดกฎเกณฑ์การบำเพ็ญตบะที่หลากหลายตามลักษณะของการชดใช้บาป ซึ่งต่างจากพวกนอกรีตอย่างโจวิเนียน (Jovinian) ที่เชื่อว่าบาปทุกอย่างเท่ากันและไม่ยอมรับการชดใช้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การชดใช้บาปจึงไม่ควรถูกยกเลิกไปจากคริสตจักร เพราะจะขัดกับพระวรสารและมติของบรรดาปิตาจารย์ ผู้ที่ได้รับการอภัยบาปจากพระสงฆ์ควรปฏิบัติตามการบำเพ็ญตบะที่ได้รับมอบหมาย ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวว่า พระองค์ทรงมอบพระองค์เองเพื่อไถ่เราจากความอธรรมทั้งปวง และชำระเราให้เป็นประชากรที่กระตือรือร้นในการทำความดี พระคริสต์ทรงชดใช้บาปแทนเรา เพื่อให้เรามุ่งมั่นทำความดีและบรรลุการชดใช้ตามที่กำหนดไว้
สำหรับข้อที่ 13 เรายอมรับได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ในส่วนที่ระบุว่าพิธีศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเพียงเครื่องหมายแสดงความศรัทธาในหมู่มนุษย์ แต่เป็นสัญญาณและพยานถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเรา อย่างไรก็ตาม เราขอให้พวกเขายืนยันหลักการนี้ให้ชัดเจนว่าครอบคลุมถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดประการของคริสตจักร และขอให้กำชับให้ผู้ใต้ปกครองปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ในข้อที่ 14 ที่พวกเขายอมรับว่าไม่มีใครควรเผยแผ่พระวจนะของพระเจ้าหรือประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ในคริสตจักรหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องนั้น เราเห็นด้วย แต่ต้องเข้าใจตรงกันว่า "การแต่งตั้งอย่างถูกต้อง" หมายถึงการแต่งตั้งตามกฎหมาย ข้อบังคับ และกฤษฎีกาของศาสนจักรที่ยึดถือปฏิบัติกันมาทั่วโลกคริสเตียน ไม่ใช่การแต่งตั้งตามอำเภอใจแบบเยโรโบอัม (Jeroboam) หรือเกิดจากความวุ่นวายและการบีบบังคับของฝูงชน เพราะแม้แต่นักบุญอาโรนก็ไม่ได้ถูกแต่งตั้งด้วยวิธีเช่นนั้น ดังนั้นเราจึงยอมรับคำสารภาพในส่วนนี้ แต่ขอเตือนให้ยึดมั่นและห้ามมิให้ใครเข้ามาเป็นศิษยาภิบาลหรือนักเทศน์ในดินแดนของตนหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องตามระเบียบ
ส่วนข้อที่ 15 เรายอมรับคำสารภาพที่ว่า ควรปฏิบัติตามพิธีกรรมทางศาสนาตราบเท่าที่ไม่ก่อให้เกิดบาป และเป็นประโยชน์ต่อความสงบเรียบร้อยของคริสตจักร ทั้งนี้ ขอให้บรรดาเจ้าเมืองและผู้ปกครองดูแลให้มีการปฏิบัติตามพิธีกรรมของคริสตจักรคาทอลิกสากล รวมถึงพิธีกรรมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาด้วยความศรัทธาในแต่ละท้องถิ่น หากพิธีใดถูกละเลยไปก็ขอให้ฟื้นฟูกลับมา และกำชับให้ทุกอย่างในคริสตจักรดำเนินไปตามแบบแผนโบราณ อย่างไรก็ตาม ต้องตัดส่วนเพิ่มเติมของข้อนี้ทิ้งทั้งหมด เพราะไม่เป็นความจริงที่ว่ากฎเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อขอขมาพระเจ้าหรือชดใช้บาปนั้นขัดต่อพระวรสาร ซึ่งเราจะอธิบายรายละเอียดเรื่องการบนบานและการเลือกอาหารในลำดับถัดไป
สำหรับข้อที่ 16 เรื่องผู้ปกครองฝ่ายบ้านเมือง เรายินดีรับไว้เพราะสอดคล้องกับทั้งกฎหมายแพ่ง กฎหมายศาสนจักร พระวรสาร พระคัมภีร์ และบรรทัดฐานความเชื่อสากล ดังที่อัครสาวกกำชับให้ทุกคนยอมจำนนต่อผู้มีอำนาจ เพราะอำนาจทั้งปวงมาจากพระเจ้า ใครที่ต่อต้านอำนาจรัฐก็เท่ากับต่อต้านคำสั่งของพระเจ้าและจะต้องได้รับโทษ และขอชื่นชมบรรดาเจ้าเมืองที่ประณามพวกอนาบัพติสต์ (Anabaptists) ผู้ที่พยายามล้มล้างกฎระเบียบทางแพ่งและห้ามคริสเตียนรับตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหากไม่มีตำแหน่งเหล่านี้ รัฐย่อมไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้ายในข้อที่ 17 เรายอมรับคำสารภาพนี้ เพราะคริสตจักรคาทอลิกทั้งหมดทราบดีจากหลักข้อเชื่อของอัครสาวกและพระคัมภีร์ว่า พระคริสต์จะเสด็จกลับมาในวันสุดท้ายเพื่อพิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย ดังนั้นจึงเป็นการถูกต้องแล้วที่พวกเขาประณามพวกอนาบัพติสต์ที่เชื่อว่าการลงโทษคนบาปและปีศาจจะมีวันสิ้นสุด และเพ้อฝันถึงอาณาจักรของคนชอบธรรมตามแบบยิวในโลกปัจจุบันก่อนการฟื้นคืนชีพของคนตาย โดยเชื่อว่าคนชั่วจะถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น
เข้าสู่ข้อที่ 18…

0 Comments