ตอนที่ 2
byผมบอกเขาว่าไม่รู้สึกหนาว ไม่หิว และไม่กระหายน้ำ สำหรับเด็กอย่างผมในตอนนั้น ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์มีเพียงเท่านี้ นอกเสียจากความเจ็บปวดเวลาถูกทุบตี
"เอาละ จอร์จ" เขาพูด "เธอต้องไปที่บ้านไร่ที่อากาศบริสุทธิ์เพื่อฟื้นฟูร่างกาย อยู่ที่นั่นให้ได้สัมผัสอากาศภายนอกให้มากที่สุด ใช้ชีวิตกลางแจ้งจนกว่าจะมีคนไปรับ และจำไว้ว่าอย่าพูดมาก—ที่จริงคือระวังอย่าหลุดปากพูดเรื่องที่พ่อแม่เธอตายด้วยอะไร เพราะทางนั้นเขาอาจจะไม่ยอมรับเธอเข้าบ้าน ถ้าทำตัวดี ฉันจะส่งเธอเข้าโรงเรียน ใช่! ฉันจะส่งเธอเรียน แม้ว่าฉันจะไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ตาม เพราะฉันคือผู้รับใช้ของพระเจ้า จอร์จ และฉันก็เป็นผู้รับใช้ที่ดีมาตลอดสามสิบห้าปี พระเจ้าทรงทราบดีว่าฉันซื่อสัตย์ต่อพระองค์เพียงใด"
ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาพูดหมายถึงอะไร และก็ไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มตระหนักตอนไหนว่าเขาเป็นสมาชิกคนสำคัญของนิกายหรือกลุ่มทางศาสนาที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ซึ่งสมาชิกในกลุ่มนั้นมักจะชอบเทศนาสั่งสอนกันเอง และเขาถูกเรียกว่า "พี่ฮอว์คยาร์ด" สำหรับผมในวันนั้น สิ่งเดียวที่สำคัญคือมีรถม้าของชาวไร่จอดรออยู่ที่หัวมุมถนน ผมรีบขึ้นรถทันที เพราะนี่คือการได้นั่งรถครั้งแรกในชีวิต
แรงสั่นสะเทือนของรถทำให้ผมง่วงจนเผลอหลับไป ก่อนหน้านั้นผมเอาแต่จ้องมองถนนในเมืองเพรสตันตราบเท่าที่รถยังวิ่งผ่าน และในใจอาจจะมีความสงสัยเล็กน้อยว่าห้องใต้ดินที่เราเคยอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไร แต่ผมก็ไม่แน่ใจนัก เพราะตอนนั้นผมเป็นเพียง "ปีศาจน้อยที่ห่วงแต่เรื่องปากท้อง" ผมไม่ได้คิดเลยว่าใครจะฝังศพพ่อกับแม่ หรือจะฝังที่ไหน เมื่อไหร่ สิ่งเดียวที่ผมกังวลคือที่บ้านไร่จะมีข้าวกิน มีน้ำดื่ม และมีที่นอนอุ่นๆ เหมือนตอนอยู่ที่สถานสงเคราะห์หรือไม่
ผมตื่นขึ้นเพราะแรงกระแทกของรถบนถนนหินที่ขรุขระ และพบว่าเรากำลังขึ้นเนินสูงซึ่งเป็นทางลูกรังตัดผ่านทุ่งนา เราผ่านซากระเบียงเก่าและอาคารหลังเล็กๆ ที่ดูเหมือนเคยเป็นป้อมปราการมาก่อน จนกระทั่งลอดผ่านซุ้มประตูที่ผุพังเข้าสู่บ้านไร่หลังเก่า ซึ่งตั้งอยู่หลังกำแพงหินหนาทึบ นอกเขตลานกว้างของคฤหาสน์ฮ็อกตันทาวเวอร์ส (Hoghton Towers) ผมมองมันด้วยสายตาว่างเปล่าเหมือนคนป่า ไม่เห็นความพิเศษหรือความเก่าแก่ใดๆ คิดเพียงว่าบ้านไร่ที่ไหนก็คงเหมือนกันหมด และมองว่าความทรุดโทรมที่เห็นนั้นเกิดจากสาเหตุเดียวที่ผมรู้จักดี นั่นคือความยากจน ผมจ้องมองนกพิราบที่บินว่อน วัวในคอก เป็ดในสระ และไก่ที่จิกกินอาหารในลานบ้าน ด้วยความหวังว่าระหว่างที่อยู่ที่นี่จะได้กินพวกมันเป็นมื้อเย็นเยอะๆ ผมสงสัยว่าถ้วยนมที่วางตากแดดอยู่จะใช่ชามใบใหญ่ที่เจ้าของบ้านใช้กินอาหารจนอิ่มแปล้แล้วล้างจนสะอาดเหมือนที่ผมเคยเห็นในสถานสงเคราะห์หรือไม่ และในวันที่ท้องฟ้าฤดูใบไม้ผลิสดใส ผมกลับรู้สึกหวั่นใจว่าเงาที่พาดผ่านยอดเขาสูงนั้นดูเหมือนการขมวดคิ้วที่มองลงมายังสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่น่าสมเพชและน่าสยดสยองอย่างผม
จนถึงตอนนั้น ผมไม่เคยรู้จักคำว่า "หน้าที่" และไม่เคยรู้เลยว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าความสวยงาม เวลาที่ผมแอบย่องจากห้องใต้ดินขึ้นมาบนถนนและจ้องมองเข้าไปในตู้กระจกของร้านค้า ผมทำไปด้วยสัญชาตญาณดิบไม่ต่างจากลูกหมาหรือลูกหมาป่าที่หิวโหย และที่สำคัญคือ ผมไม่เคย "อยู่กับตัวเอง" ในความหมายของการพูดคุยกับจิตใจตนเองอย่างซื่อสัตย์ ผมเพียงแค่โดดเดี่ยว แต่ไม่ใช่การปลีกวิเวกเพื่อทบทวนตัวเอง
นั่นคือสภาพจิตใจของผมในวันที่นั่งกินมื้อค่ำในครัวของบ้านไร่ และเป็นสภาพเดียวกับตอนที่ผมนอนบนเตียงในคืนนั้น ร่างของผมเหยียดตรงอยู่หน้าหน้าต่างบานแคบ ภายใต้แสงจันทร์ที่เย็นเยือก ดูราวกับแวมไพร์วัยเยาว์
บทที่ห้า
ผมรู้อะไรเกี่ยวกับฮ็อกตันทาวเวอร์สบ้าง? แทบไม่มีเลย เพราะผมไม่อยากทำลายความประทับใจแรกที่ได้รับ มันคือบ้านเก่าแก่หลายร้อยปี ตั้งอยู่บนที่สูงห่างจากถนนระหว่างเมืองเพรสตันและแบล็กเบิร์นประมาณหนึ่งไมล์ ที่ซึ่งกษัตริย์เจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ อาจเคยพระราชทานบรรดาศักดิ์บารอนเน็ตให้แก่ผู้ที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับยศถาบรรดาศักดิ์ บ้านหลังนี้เก่าแก่และถูกทิ้งร้างจนผุพัง ป่าและสวนกลายเป็นทุ่งหญ้าหรือถูกไถเพื่อทำนา มีแม่น้ำริบเบิลและดาร์เวนไหลผ่านเบื้องล่าง และมีหมอกควันจางๆ ที่บ่งบอกถึงพลังของเครื่องจักรไอน้ำในอนาคต ซึ่งแม้แต่ญาณหยั่งรู้เหนือธรรมชาติของราชวงศ์สจ๊วตก็คงไม่อาจคาดการณ์ได้
ตอนนั้นผมรู้อะไรเกี่ยวกับฮ็อกตันทาวเวอร์สบ้าง? ในวันที่ผมแอบมองผ่านประตูเข้าไปในลานกว้างที่ไร้ชีวิต และสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นรูปปั้นที่ผุพังปรากฏขึ้นราวกับผีเฝ้าบ้าน เมื่อผมลอบเดินอ้อมหลังบ้านไร่เข้าไปในห้องโบราณที่พื้นและเพดานกำลังพังทลาย คานไม้ห้อยลงมาอย่างน่ากลัว ปูนกะเทาะร่วงหล่นทุกครั้งที่ผมก้าวเดิน แผ่นไม้โอ๊กถูกลอกออก หน้าต่างบางบานถูกก่ออิฐปิดตาย บางบานก็แตกละเอียด เมื่อผมพบระเบียงที่มองลงไปเห็นห้องครัวเก่า มีโต๊ะและม้านั่งไม้ตัวเขื่อง ผมกลัวว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่กึ่งตายกึ่งเป็นเดินเข้ามานั่ง และจ้องมองผมด้วยดวงตาที่น่าสยดสยอง หรืออาจจะไม่มีดวงตาเลยก็ได้ ทั่วทั้งบ้านเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่ทำให้ท้องฟ้าดูเหมือนกำลังจ้องมองผมด้วยความเศร้า นกบินผ่าน เถาไอวี่สั่นไหว และรอยคราบจากสภาพอากาศในฤดูหนาวเปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นไม้ที่เน่าเปื่อย เมื่อผมมองลงไปในหลุมบันไดที่ทรุดตัวลงไปจนมืดมิด ผมเห็นใบไม้สีเขียวสั่นระริก ผีเสื้อขยับปีก และผึ้งบินเข้าออกผ่านประตูที่พังยับเยิน รอบๆ ซากปรักหักพังนั้นอบอวลด้วยกลิ่นหอมและภาพของธรรมชาติที่เขียวขจีและชีวิตที่เกิดใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยฝันถึงมาก่อน—ผมกำลังจะบอกว่า ในขณะที่จิตวิญญาณอันมืดบอดของผมรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้เพียงรางๆ ผมรู้อะไรเกี่ยวกับฮ็อกตันทาวเวอร์สบ้าง?
ที่ผมเขียนว่าท้องฟ้าจ้องมองผมด้วยความเศร้า นั่นคือคำตอบ ผมรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวกำลังมองผมด้วยความเวทนา พวกมันคล้ายจะถอนหายใจหรือกระซิบว่า "โถ… เจ้าปีศาจน้อยที่ห่วงแต่เรื่องปากท้องผู้น่าสงสาร"
มีหนูสองสามตัวอยู่ที่ก้นหลุมบันไดที่พังทลายตอนที่ผมชะโงกหน้าลงไปดู พวกมันกำลังแย่งชิงเหยื่อบางอย่าง และเมื่อพวกมันตกใจแล้วรีบมุดหนีเข้าหากันในความมืด ผมก็นึกถึงชีวิตเก่าๆ ในห้องใต้ดิน (ซึ่งมันกลายเป็นอดีตที่ห่างไกลไปแล้ว)
ทำอย่างไรผมถึงจะไม่เป็นปีศาจน้อยที่ห่วงแต่เรื่องปากท้อง? ทำอย่างไรผมถึงจะไม่รังเกียจตัวเองเหมือนที่รังเกียจหนูพวกนั้น? ผมไปแอบในมุมหนึ่งของห้องเล็กๆ ร้องไห้ด้วยความกลัวในสิ่งที่ตัวเองเป็น (เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เรื่องทางกายภาพ) และพยายามคิดหาคำตอบ ในตอนนั้นผมเห็นคันไถนาเคลื่อนผ่านสายตาพอดี ภาพของม้าสองตัวที่ลากไถไปตามทุ่งนาอย่างสงบและเรียบง่าย ดูเหมือนจะช่วยปลอบประโลมใจผมได้
ในครอบครัวบ้านไร่มีเด็กสาวคนหนึ่งอายุไล่เลี่ยกับผม เธอนั่งตรงข้ามผมที่โต๊ะอาหารตัวแคบ ในมื้อแรกผมแวบคิดว่าเธออาจจะติดไข้จากผมได้ แต่ตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพียงแค่สงสัยว่าถ้าเธอป่วยเธอจะมีสภาพเป็นอย่างไร และจะตายไหม แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่า ผมควรจะป้องกันไม่ให้เธอติดไข้ด้วยการอยู่ห่างจากเธอ ผมรู้ว่าถ้าทำแบบนั้น ผมอาจจะต้องยอมอดมื้อกินมื้อ ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นการกระทำที่ลดความเป็นปีศาจและลดความเห็นแก่ตัวลงได้
ตั้งแต่นั้นมา ทุกเช้าผมจะปลีกตัวไปซ่อนตามมุมลับๆ ของบ้านร้าง และซ่อนตัวอยู่ที่นั่นจนกว่าเธอจะเข้านอน ช่วงแรกๆ เวลาถึงมื้ออาหาร ผมจะได้ยินเสียงเรียก และนั่นทำให้ความตั้งใจของผมเริ่มสั่นคลอน แต่ผมก็ดึงตัวเองให้เข้มแข็งขึ้นด้วยการเดินลึกเข้าไปในซากบ้านจนไม่ได้ยินเสียงเรียก ผมมักจะแอบมองเธอผ่านหน้าต่างที่มัวๆ และเมื่อเห็นว่าเธอยังดูสดใสและมีเลือดฝาด ผมก็รู้สึกมีความสุขมาก
การที่ผมคอยนึกถึงเธอ และการพยายามทำให้ตัวเองมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ทำให้ความรักแบบเด็กๆ ก่อตัวขึ้นในใจ ผมรู้สึกมีเกียรติที่ได้ปกป้องเธอ และภูมิใจที่ได้เสียสละเพื่อเธอ เมื่อหัวใจพองโตด้วยความรู้สึกใหม่นี้ ความรู้สึกที่มีต่อพ่อและแม่ก็เริ่มอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว ราวกับว่าหัวใจที่เคยถูกแช่แข็งมาตลอดกำลังเริ่มละลาย ซากบ้านร้างและสิ่งสวยงามที่วนเวียนอยู่รอบตัว ไม่ได้ดูเศร้าสร้อยเพื่อผมเพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่ดูเศร้าสร้อยเพื่อพ่อและแม่ของผมด้วย นั่นทำให้ผมร้องไห้อีกครั้ง และร้องไห้อยู่บ่อยครั้งหลังจากนั้น

0 Comments