ตอนที่ 1
byชีวิตและการผจญภัยของ คาลาไมตี เจน
เขียนโดยเจ้าตัว
ชื่อเดิมของฉันคือ มาร์ธี แคนนารี ฉันเกิดที่เมืองพรินซ์ตัน รัฐมิสซูรี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1852 พ่อกับแม่เป็นชาวโอไฮโอ ฉันมีพี่น้องชายสองคนและหญิงสามคน โดยฉันเป็นลูกคนโต ตั้งแต่เด็กฉันรักการผจญภัยและกิจกรรมกลางแจ้งเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องม้า ฉันเริ่มขี่ม้าตั้งแต่ยังเล็กและฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ถึงขั้นที่สามารถควบคุมม้าที่ดุร้ายและพยศที่สุดได้ ซึ่งช่วงวัยเด็กส่วนใหญ่ของฉันก็หมดไปกับเรื่องนี้แหละ
ปี 1865 ครอบครัวเราย้ายจากมิสซูรีมุ่งหน้าสู่เมืองเวอร์จิเนียซิตี้ รัฐมอนทานา โดยเดินทางทางบกซึ่งใช้เวลานานถึงห้าเดือน ตลอดทางฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการล่าสัตว์ร่วมกับพวกผู้ชายในคณะ และมักจะเอาตัวเข้าไปอยู่ในทุกเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นหรือมีการผจญภัยเสมอ พอถึงเมืองเวอร์จิเนียซิตี้ ฉันก็ถูกยอมรับว่าเป็นมือยิงที่แม่นยำและเป็นนักขี่ม้าที่ใจเด็ดเกินวัย ฉันยังจำเหตุการณ์ระหว่างทางจากมิสซูรีไปมอนทานาได้มากมาย หลายครั้งที่ต้องข้ามภูเขาซึ่งเส้นทางแย่มากจนเราต้องใช้เชือกช่วยกันดึงเกวียนลงจากหน้าผาด้วยมือ เพราะทางมันขรุขระจนม้าช่วยอะไรไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังมีช่วงที่ตื่นเต้นตอนข้ามลำธาร เพราะหลายแห่งมีทรายดูดและปลักโคลน ถ้าไม่ระวังให้ดีคงเสียทั้งม้าและคนไปหมดแล้ว หรือบางครั้งน้ำก็หลากเพราะฝนตกหนัก ปกติพวกผู้ชายจะเลือกจุดข้ามที่ปลอดภัยที่สุด แต่มีหลายครั้งที่ฉันขี่ม้าโพนีว่ายน้ำข้ามไปเพียงเพราะอยากสนุก ซึ่งเกือบจะถูกน้ำพัดพาไปตายหลายหน แต่ด้วยความกล้าหาญของเหล่าผู้บุกเบิกในยุคนั้น เราจึงฝ่าฟันทุกอุปสรรคจนถึงเมืองเวอร์จิเนียซิตี้ได้อย่างปลอดภัย
แม่ของฉันเสียชีวิตที่แบล็กฟุต รัฐมอนทานา ในปี 1866 และเราฝังท่านไว้ที่นั่น พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีเดียวกัน ฉันออกจากมอนทานามุ่งหน้าสู่ยูทาห์และถึงเมืองซอลต์เลกซิตี้ในช่วงฤดูร้อน ฉันอยู่ที่นั่นจนถึงปี 1867 ซึ่งเป็นปีที่พ่อเสียชีวิต จากนั้นฉันเดินทางไปยังฟอร์ตบริดเจอร์ เขตไวโอมิง ถึงที่นั่นเมื่อ 1 พฤษภาคม 1868 แล้วจึงย้ายไปที่พีดมอนต์ ไวโอมิง กับทางรถไฟ U.P. ต่อมาในปี 1870 ฉันได้เข้าร่วมกับนายพลคัสเตอร์ในฐานะหน่วยสอดแนมที่ฟอร์ต รัสเซลล์ ไวโอมิง และเริ่มออกเดินทางไปยังแอริโซนาเพื่อร่วมปฏิบัติการปราบปรามอินเดียนแดง จนถึงตอนนั้นฉันยังแต่งตัวแบบผู้หญิงอยู่ แต่พอได้ร่วมงานกับคัสเตอร์ ฉันก็เปลี่ยนมาใส่เครื่องแบบทหาร ช่วงแรกอาจจะดูเกอะกังบ้าง แต่ไม่นานฉันก็เริ่มชินและรู้สึกสบายใจที่ได้ใส่เสื้อผ้าผู้ชาย
ฉันอยู่ที่แอริโซนาจนถึงฤดูหนาวปี 1871 ช่วงนั้นมีเรื่องให้ผจญภัยกับพวกอินเดียนแดงมากมาย ในฐานะหน่วยสอดแนม ฉันต้องทำภารกิจอันตรายหลายครั้ง แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์คับขันบ่อยครั้งแต่ก็รอดมาได้เสมอ เพราะถึงตอนนั้นฉันถูกยอมรับว่าเป็นนักขี่ม้าที่บ้าบิ่นที่สุดและเป็นมือยิงที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในดินแดนตะวันตก
หลังจบภารกิจนั้น ฉันกลับไปที่ฟอร์ตแซนเดอร์ส ไวโอมิง และอยู่ที่นั่นจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1872 เมื่อได้รับคำสั่งให้ไปจัดการเหตุการณ์อินเดียนแดงบุกที่มัสเซิลเชลล์หรือเนอร์ซีย์เพอร์ซีย์ สงครามครั้งนั้นมีนายพลคัสเตอร์, ไมล์ส, เทอร์รี และครูก เข้าร่วมด้วย และลากยาวไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วงปี 1873
และในช่วงภารกิจนี้เองที่ฉันได้รับชื่อว่า "คาลาไมตี เจน" เหตุการณ์เกิดขึ้นที่กูสครีก ไวโอมิง (ซึ่งปัจจุบันคือเมืองเชอริแดน) โดยมีกัปตันอีแกนเป็นผู้บัญชาการ เราได้รับคำสั่งให้ไปปราบกบฏอินเดียนแดงและต้องออกปฏิบัติการหลายวัน มีการปะทะกันหลายครั้งจนทหารเสียชีวิต 6 นายและบาดเจ็บสาหัสอีกหลายคน ระหว่างทางกลับฐาน เราถูกซุ่มโจมตีห่างจากจุดหมายประมาณหนึ่งไมล์ครึ่ง กัปตันอีแกนถูกยิง ฉันซึ่งขี่ม้านำหน้าอยู่ได้ยินเสียงปืนจึงหันกลับไปมองและเห็นกัปตันกำลังโงนเงนเหมือนจะตกจากหลังม้า ฉันรีบควบม้ากลับไปหาท่านทันทีและรับตัวท่านไว้ได้ทันก่อนจะตกพื้น ฉันยกตัวท่านขึ้นบนม้าของฉันและพากลับเข้าป้อมได้อย่างปลอดภัย เมื่อกัปตันอีแกนฟื้นตัว ท่านก็หัวเราะแล้วพูดว่า "ฉันขอตั้งชื่อเธอว่า คาลาไมตี เจน วีรสตรีแห่งทุ่งราบ" และฉันก็ใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน หลังจากนั้นเราถูกย้ายไปที่ฟอร์ตคัสเตอร์ (ที่ตั้งของเมืองคัสเตอร์ในปัจจุบัน) ในฤดูใบไม้ผลิปี 1874 อยู่ที่นั่นตลอดฤดูร้อน ก่อนจะย้ายไปฟอร์ต รัสเซลล์ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1874 และอยู่ที่นั่นจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1875 จากนั้นฉันได้รับคำสั่งให้ไปที่แบล็กฮิลส์เพื่อคุ้มครองเหล่านักขุดทอง เนื่องจากพื้นที่นั้นถูกควบคุมโดยชาวอินเดียนเผ่าซู และรัฐบาลต้องส่งทหารไปปกป้องชีวิตผู้คนในแถบนั้น ฉันอยู่ที่นั่นจนถึงฤดูใบไม้ร่วงปี 1875 และใช้ช่วงฤดูหนาวที่ฟอร์ตลารามี พอถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1876 เราได้รับคำสั่งให้มุ่งหน้าขึ้นเหนือกับนายพลครูก เพื่อสมทบกับนายพลไมล์ส, เทอร์รี และคัสเตอร์ที่แม่น้ำบิ๊กฮอร์น ระหว่างการเดินทาง ฉันต้องว่ายน้ำข้ามแม่น้ำแพลตต์ที่ฟอร์ตเฟตเทอร์แมนเพื่อนำส่งสารสำคัญ ฉันต้องขี่ม้าต่ออีกเก้าสิบไมล์ทั้งที่ตัวเปียกและหนาวจัดจนล้มป่วยหนัก และถูกส่งตัวกลับด้วยรถพยาบาลของนายพลครูกไปที่ฟอร์ตเฟตเทอร์แมน โดยต้องนอนพักในโรงพยาบาลถึงสิบสี่วัน พอเริ่มขี่ม้าได้ ฉันก็มุ่งหน้าไปยังฟอร์ตลารามี ที่นั่นฉันได้พบกับ วิลเลียม ฮิกค็อก หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ไวลด์ บิล" และเราก็ออกเดินทางไปยังเดดวูดด้วยกันจนถึงที่นั่นประมาณเดือนมิถุนายน
ตลอดเดือนมิถุนายน ฉันทำงานเป็นคนส่งจดหมายของโพนีเอ็กซ์เพรส ขนส่งไปรษณีย์ของสหรัฐฯ ระหว่างเดดวูดและคัสเตอร์ ระยะทางห้าสิบไมล์ ผ่านเส้นทางที่ทุรกันดารที่สุดแห่งหนึ่งในแบล็กฮิลส์ เนื่องจากคนส่งจดหมายก่อนหน้าฉันมักถูกดักปล้นทั้งพัสดุ จดหมาย และเงิน เพราะเป็นทางเดียวที่จะส่งของระหว่างสองจุดนี้ได้ มันจึงถูกมองว่าเป็นเส้นทางที่อันตรายที่สุด แต่เพราะชื่อเสียงในการขี่ม้าและความแม่นยำในการยิงของฉันเป็นที่รู้จักดี ฉันจึงไม่ค่อยถูกรบกวน เพราะพวกโจรที่ดักเก็บค่าผ่านทางมองว่าฉันเป็นพวกเดียวกัน และรู้ดีว่าฉันไม่เคยยิงพลาด ฉันวิ่งรอกไปกลับทุกสองวัน ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับพื้นที่แถบนั้น ฉันวนเวียนอยู่รอบเดดวูดตลอดฤดูร้อนและไปเยี่ยมตามค่ายต่างๆ ในรัศมีหนึ่งร้อยไมล์ ส่วนเพื่อนของฉัน ไวลด์ บิล พักอยู่ที่เดดวูดตลอดฤดูร้อน ยกเว้นบางครั้งที่ออกไปเยี่ยมค่ายต่างๆ จนกระทั่งวันที่ 2 สิงหาคม ขณะที่เขากำลังเล่นการพนันอยู่ที่บาร์เบลล์ยูเนียนในเดดวูด เขาถูกแจ็ค แมคคอล อาชญากรตัวร้ายยิงเข้าที่ท้ายทอย ฉันอยู่ในเดดวูดตอนนั้นพอดี พอรู้ข่าวก็รีบไปที่เกิดเหตุและพบว่าเพื่อนของฉันถูกแมคคอลฆ่าตาย ฉันรีบออกตามล่าตัวฆาตกรทันทีจนพบเขาที่ร้านขายเนื้อของเชอร์ดี ฉันคว้ามีดสับเนื้อขึ้นมาและบังคับให้เขายกมือขึ้น ด้วยความตื่นตระหนกตอนรู้ข่าวการตายของบิล ฉันจึงลืมอาวุธไว้ที่หัวเตียง จากนั้นเขาถูกนำตัวไปขังในกระท่อมซุงซึ่งทุกคนคิดว่าแน่นหนาดีแล้ว แต่เขาก็หนีไปได้ และถูกจับได้อีกครั้งที่ไร่ของฟากันตรงฮอร์สครีก บนถนนสายเก่าที่ไปเชเยนน์ ก่อนจะถูกส่งตัวไปที่แยงตัน รัฐดาโกตา เพื่อรับการพิจารณาคดี ตัดสินโทษ และถูกแขวนคอในที่สุด
ฉันยังคงวนเวียนอยู่ในเดดวูดเพื่อหาที่ดินทำกินและย้ายจากค่ายหนึ่งไปอีกค่ายหนึ่งจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1877 เช้าวันหนึ่งฉันขี่ม้ามุ่งหน้าไปยังเมืองครูก พอเดินทางได้ประมาณสิบสองไมล์จากเดดวูด ตรงปากทางลำธารไวท์วูด ฉันเจอรถส่งไปรษณีย์ที่วิ่งจากเชเยนน์มาเดดวูด ม้ากำลังวิ่งกวดมาห่างจากสถานีประมาณสองร้อยหลา เมื่อมองใกล้ๆ ฉันเห็นว่าพวกเขากำลังถูกอินเดียนแดงไล่ล่า ม้าวิ่งตรงเข้าโรงนาตามความเคยชิน พอรถหยุด ฉันรีบเข้าไปดูและพบว่า จอห์น สลอเทอร์ คนขับรถ นอนคว่ำหน้าอยู่ในท้ายรถ เขาถูกอินเดียนแดงยิงตาย พอรถถึงสถานี พวกอินเดียนแดงก็แอบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ฉันรีบขนสัมภาระทั้งหมดออกจากรถยกเว้นจดหมาย จากนั้นฉันขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับและรีบบึ่งรถกลับเดดวูด โดยพาผู้โดยสารหกคนและคนขับที่เสียชีวิตกลับไปด้วย
ฤดูใบไม้ร่วงปี 1877 ฉันออกจากเดดวูดและไปที่ลำธารแบร์บิวท์กับทหารม้ากองพันที่ 7 ช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวเราช่วยกันสร้างฟอร์ตมีดและเมืองสเติร์จิส พอปี 1878 ฉันลาออกจากกองทัพและไปที่เมืองแรพิดซิตี้เพื่อหาแร่ทองอยู่หนึ่งปี
ปี 1879 ฉันไปที่ฟอร์ตเพียร์และรับจ้างขับรถขนส่งจากแรพิดซิตี้ไปฟอร์ตเพียร์ให้แฟรงก์ ไวท์ จากนั้นก็ขับรถขนส่งจากฟอร์ตเพียร์ไปสเติร์จิสให้เฟรด อีแวนส์ การขนส่งครั้งนี้ใช้แรงงานวัวเพราะเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ทุรกันดารมากกว่าม้า
ปี 1881 ฉันไปไวโอมิง และกลับมาที่เมืองไมล์สซิตี้ในปี 1882 เพื่อทำไร่ที่เยลโลว์สโตน เลี้ยงสัตว์และวัว รวมถึงเปิดที่พักริมทางสำหรับนักเดินทางที่เหนื่อยล้า ให้บริการทั้งอาหาร เครื่องดื่ม หรือถ้าใครอยากหาเรื่อง ฉันก็จัดให้ได้ ฉันออกจากไร่ในปี 1883 เดินทางไปแคลิฟอร์เนีย ผ่านรัฐและเขตปกครองต่างๆ ถึงเมืองอ็อกเดนช่วงปลายปี 1883 และถึงซานฟรานซิสโกในปี 1884 ฤดูร้อนปี 1884 ฉันออกจากซานฟรานซิสโกมุ่งหน้าสู่เท็กซัส แวะที่ฟอร์ตยูมา รัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นจุดที่ร้อนที่สุดในสหรัฐฯ ฉันแวะทุกที่ที่น่าสนใจจนถึงเอลปาโซในฤดูใบไม้ร่วง ที่นั่นฉันได้พบกับคุณคลินตัน เบิร์ก ชาวเท็กซัส และเราแต่งงานกันในเดือนสิงหาคม 1885 เพราะฉันคิดว่าใช้ชีวิตโสดผจญภัยมานานพอแล้ว ถึงเวลาที่ต้องมีคู่ชีวิตเคียงข้าง เราใช้ชีวิตคู่ที่เรียบง่ายในเท็กซัสจนถึงปี 1889 โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1887 ฉันได้ให้กำเนิดลูกสาวคนหนึ่ง ซึ่งหน้าตาถอดแบบมาจากพ่อเปี๊ยบ (อย่างน้อยพ่อเขาก็ว่าอย่างนั้น) แต่ได้นิสัยใจร้อนมาจากแม่เต็มๆ
พอออกจากเท็กซัส เราไปที่เมืองโบลเดอร์ รัฐโคโลราโด และเปิดโรงแรมอยู่ที่นั่นจนถึงปี 1893 หลังจากนั้นเราเดินทางผ่านไวโอมิง, มอนทานา, ไอดาโฮ, วอชิงตัน, ออริกอน แล้วย้อนกลับมามอนทานา จากนั้นไปดาโกตา และกลับมาถึงเดดวูดในวันที่ 9 ตุลาคม 1895 หลังจากห่างหายไปนานถึงสิบเจ็ดปี
การกลับมาเดดวูดในรอบหลายปีสร้างความตื่นเต้นให้กับเพื่อนเก่าของฉันมาก รวมถึงชาวเมืองรุ่นใหม่ที่ย้ายมาอยู่ตอนฉันไม่อยู่ ซึ่งเคยได้ยินเรื่องราวการผจญภัยของ "คาลาไมตี เจน" มามากมาย ต่างก็อยากเจอตัวจริง ในบรรดาคนที่ฉันพบ มีสุภาพบุรุษจากเมืองทางตะวันออกหลายคนที่แนะนำว่า ฉันควรจะปรากฏตัวต่อสาธารณะเพื่อให้ผู้คนในเมืองใหญ่ทางตะวันออกได้เห็น "หญิงสอดแนม" ผู้โด่งดังจากการผจญภัยที่บ้าบิ่นในดินแดนตะวันตกและแบล็กฮิลส์
ตัวแทนจาก โคล แอนด์ มิดเดิลตัน ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ชื่อดังจึงเดินทางมาที่เดดวูดตามคำแนะนำของสุภาพบุรุษเหล่านั้น และเราได้ตกลงกันที่จะให้ฉันปรากฏตัวต่อสาธารณะ งานแรกของฉันเริ่มที่พาเลซมิวเซียม เมืองมินนีแอโพลิส เมื่อวันที่ 20 มกราคม 1896 ภายใต้การจัดการของโคล แอนด์ มิดเดิลตัน
ฉันหวังว่าประวัติชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ของฉันเล่มนี้จะสร้างความสนใจให้กับผู้อ่านทุกคน และฉันยังคงเป็นคนเดิมเหมือนในวันวาน
ด้วยความเคารพ
นาง เอ็ม. เบิร์ก
หรือที่รู้จักกันในชื่อ คาลาไมตี เจน

0 Comments