ตอนที่ 1
byเหตุการณ์ในยุคแห่งความหวาดกลัว (An Episode under the Terror)
โดย ออนอเร เดอ บัลซัก
คำอุทิศ
ถึง คุณกีโยนเนต์-เมอร์วิลล์
ผมจำเป็นต้องอธิบายให้สาธารณชนที่อยากรู้ทุกเรื่องได้ทราบไหมว่า ผมมีความรู้ด้านกฎหมายเพียงพอที่จะจัดการธุระในโลกใบเล็กๆ ของผมได้อย่างไร? และในการทำเช่นนั้น ผมควรจะบันทึกความทรงจำถึงชายผู้ใจดีและชาญฉลาด คนที่พบกับเสมียนสมัครเล่นอย่างผมในงานเต้นรำ แล้วบอกว่า "ลองไปทำงานที่สำนักงานดูสิ ผมรับรองว่ามีงานเหมาะกับคุณที่นั่น" แต่คุณยังต้องการคำยืนยันต่อหน้าสาธารณะอีกหรือ เพื่อให้มั่นใจในความรักที่ผู้เขียนมีให้?
เดอ บัลซัก
เหตุการณ์ในยุคแห่งความหวาดกลัว
วันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1793 เวลาประมาณสองทุ่ม หญิงชราคนหนึ่งเดินลงมาตามถนนที่ลาดชันซึ่งสิ้นสุดลงตรงข้ามโบสถ์แซงต์โลรองต์ ในย่านโฟบวร์แซงต์มาร์ติน วันนั้นหิมะตกหนักตลอดทั้งวันจนแทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอ ถนนหนทางเงียบสงัด และความรู้สึกหวาดระแวงที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในเวลานั้นฝรั่งเศสกำลังคร่ำครวญอยู่ภายใต้ความโหดร้ายของยุคแห่งความหวาดกลัว (the Terror) ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดทางที่เดินมาหญิงชราไม่พบเจอใครเลย สายตาของเธอฝ้าฟางลงตามกาลเวลา ทำให้ผู้คนที่เดินประปรายเหมือนเงาตะคุ่มอยู่ไกลๆ บนถนนกว้างในย่านนั้นเลือนลางจนมองไม่เห็น แม้จะมีแสงจากโคมไฟถนนก็ตาม
เมื่อเดินพ้นช่วงปลายถนนรู เด มอร์ (Rue des Morts) เธอรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้ชายเดินตามหลังมา และดูเหมือนว่าเธอจะเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน ความกลัวว่าถูกสะกดรอยตามทำให้เธอรีบเร่งฝีเท้า มุ่งหน้าไปยังหน้าร้านที่มีแสงไฟสว่างจ้า เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เธอระแวงนั้นเป็นจริงหรือไม่
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ลำแสงที่สาดส่องออกมาบนถนน เธอรีบหันขวับไปมองและเห็นร่างของใครบางคนตะคุ่มอยู่ท่ามกลางสายหมอก เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว วินาทีนั้นเธอรู้สึกเหมือนถูกความกลัวกดทับจนแทบสิ้นสติ เพราะมั่นใจแล้วว่าชายคนนี้เดินตามเธอมาตั้งแต่หน้าบ้าน ความปรารถนาที่จะหนีให้พ้นจากสายลับทำให้เธอกลับมามีแรงอีกครั้ง แม้จะคิดอะไรไม่ออกแต่เธอก็รีบเดินเร็วกว่าเดิมเป็นสองเท่า ราวกับว่าเธอจะสามารถหนีพ้นจากคนที่เดินเร็วกว่าเธอได้ เธอหนีต่อไปอีกครู่หนึ่งจนถึงร้านขนมปังแห่งหนึ่ง จึงรีบเข้าไปข้างในและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเคาน์เตอร์
หญิงสาวที่กำลังปักผ้าอยู่เงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงกลอนประตูสั่น เธอชะโงกหน้ามองผ่านกระจกบานสี่เหลี่ยมและดูเหมือนจะจำผ้าคลุมไหล่ผ้าไหมสีม่วงแบบโบราณได้ เธอจึงรีบเดินไปที่ลิ้นชักราวกับกำลังหาของบางอย่างที่เตรียมไว้ให้ผู้มาเยือน ท่าทางและสีหน้าของเธอแสดงออกชัดเจนว่าอยากให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้รีบไปให้พ้นๆ และเธอยังเผลออุทานอย่างหงุดหงิดเมื่อพบว่าในลิ้นชักว่างเปล่า เธอรีบเดินจากโต๊ะเข้าไปในหลังร้านโดยไม่มองหน้าหญิงชรา แล้วเรียกสามีให้รีบออกมา
"คุณเอา… ไว้ที่ไหน?" เธอเริ่มถามอย่างมีเลศนัย พร้อมกับปรายตาไปทางลูกค้าเพื่อเป็นคำตอบของคำถาม
ช่างทำขนมปังมองเห็นเพียงเครื่องประดับศีรษะของหญิงชรา ซึ่งเป็นหมวกผ้าไหมสีดำใบใหญ่ผูกริบบิ้นสีม่วง เขาหันไปมองภรรยาด้วยสายตาประมาณว่า "คุณคิดว่าผมจะวางของแบบนั้นทิ้งไว้ในลิ้นชักหรือไง?" จากนั้นเขาก็หายลับเข้าไปข้างใน
หญิงชรานิ่งเงียบเสียจนภรรยาเจ้าของร้านแปลกใจ เมื่อเธอกลับมาดูใกล้ๆ ความสงสารที่ปนกับความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้เธอเปลี่ยนท่าที ใบหน้าของหญิงชราซีดเซียวตามธรรมชาติ ดูเหมือนคนที่เคร่งครัดในศีลธรรมหรือบำเพ็ญตบะ แต่เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้เธอซีดกว่าปกติเพราะความตื่นตระหนก หมวกของเธอถูกจัดวางเพื่อปกปิดผมสีขาวโพลนตามวัย เพราะไม่มีร่องรอยของแป้งผัดผมติดอยู่ที่ปกเสื้อเลย ชุดที่เรียบง่ายจนเกินไปทำให้เธอดูเคร่งขรึม แต่เครื่องหน้าของเธอยังคงความสง่างามและจริงจัง กิริยามารยาทและนิสัยของผู้ดีในสมัยก่อนนั้นแตกต่างจากชนชั้นอื่นอย่างชัดเจน จนภรรยาเจ้าของร้านมั่นใจว่าลูกค้าคนนี้คือ ci-devant หรืออดีตขุนนางที่เคยอยู่ในราชสำนัก
"มาดามคะ" เธอเริ่มทักด้วยความเคารพโดยไม่รู้ตัว ลืมไปว่าคำเรียกขานนี้เป็นสิ่งต้องห้ามในยุคนี้
แต่หญิงชราไม่ตอบ เธอจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างร้านราวกับเห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวปรากฏอยู่บนกระจก จังหวะนั้นช่างทำขนมปังเดินกลับมาพร้อมยื่นกล่องกระดาษเล็กๆ ห่อกระดาษสีน้ำเงินให้ ซึ่งช่วยดึงเธอออกจากภวังค์
"เกิดอะไรขึ้นหรือครับ ซิโตแย็น (citoyenne)?" เขาถาม
"ไม่มีอะไรค่ะ เพื่อนเอ๋ย" เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมเงยหน้ามองเขาคล้ายจะขอบคุณด้วยสายตา แต่พอเห็นหมวกสีแดงบนศีรษะของเขา เธอก็หลุดร้องออกมา "อา! คุณทรยศฉัน!"
ชายคนนั้นและภรรยาสาวแสดงท่าทางไม่พอใจจนทำให้หญิงชราหน้าถอดสี เธออาจจะรู้สึกโล่งใจ หรืออาจจะละอายที่ระแวงผิดคน
"ยกโทษให้ฉันด้วยนะคะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเหมือนเด็ก จากนั้นจึงหยิบเหรียญทองหลุยส์ออกมาจากกระเป๋ายื่นให้ช่างทำขนมปัง "นี่คือราคาที่ตกลงกันไว้ค่ะ"
คนที่เคยลำบากย่อมสัมผัสได้ถึงความขัดสนของผู้อื่น สองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วมองกลับมาที่หญิงชรา พวกเขาอ่านใจกันออกทันทีว่าเหรียญทองชิ้นนี้คงเป็นชิ้นสุดท้ายของเธอ มือของเธอสั่นเล็กน้อยขณะยื่นเหรียญให้ เธอมองมันด้วยความเศร้าแต่ไม่มีความเสียดาย เหมือนคนที่รู้ดีว่านี่คือการเสียสละครั้งใหญ่ ความหิวโหยและความยากจนสลักลึกบนใบหน้าของเธอพอๆ กับร่องรอยของความกลัวและการบำเพ็ญตบะ เสื้อผ้าของเธอมีร่องรอยของความหรูหราในอดีต แม้จะเป็นผ้าไหมที่เปื่อยขาด ผ้าคลุมที่สะอาดแต่เก่าคร่ำคร่า และลูกไม้ที่ถูกชุนอย่างประณีต สรุปสั้นๆ คือเธอสวมใส่เศษเสี้ยวของความยิ่งใหญ่ที่ล่มสลายไปแล้ว เจ้าของร้านและภรรยาที่กำลังลังเลระหว่างความสงสารกับความโลภ เริ่มปลอบประโลมมโนธรรมของตนด้วยคำพูด
"คุณดูไม่ค่อยสบายเลยนะ ซิโตแย็น—"
"รับอะไรทานหน่อยไหมคะมาดาม" ภรรยาแทรกขึ้น
"เรามีซุปอร่อยๆ ด้วยนะ" ช่างทำขนมปังเสริม
"แล้วข้างนอกก็หนาวมากด้วย" ภรรยาพูดต่อ "มาดามอาจจะโดนลมหนาวระหว่างทาง พักผ่อนให้ร่างกายอบอุ่นก่อนเถอะค่ะ"
"เราไม่ใช่คนใจยักษ์ใจมารขนาดนั้นเสียหน่อย!" ชายคนนั้นโพล่งขึ้น
ความปรารถนาดีในน้ำเสียงและคำพูดของคู่สามีภรรยาทำให้หญิงชราเริ่มไว้ใจ เธอบอกว่ามีชายแปลกหน้าเดินตามเธอมา และเธอไม่กล้ากลับบ้านคนเดียว
"แค่นั้นเองหรือ!" ชายหมวกแดงตอบ "รอผมก่อนนะ ซิโตแย็น"
เขาส่งเหรียญทองให้ภรรยา แล้วออกไปสวมเครื่องแบบกองกำลังป้องกันดินแดน (National Guard) เพราะอยากจะตอบแทนเงินจำนวนมากที่ได้รับมา ซึ่งเป็นความคิดที่มักเกิดขึ้นในหัวของพ่อค้าเมื่อได้รับเงินเกินราคาของที่มีมูลค่าต่ำไปมาก เขาหยิบหมวก รัดดาบ และออกมาในชุดเต็มยศ แต่ในระหว่างนั้น ภรรยาของเขามีเวลาไตร่ตรอง และความกังวลก็ทำให้เธอเปลี่ยนใจ ความกลัวว่าสามีจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องไม่ดีทำให้เธอพยายามดึงชายเสื้อโค้ทเพื่อรั้งเขาไว้ แต่ชายผู้ใจดีคนนี้ทำตามสัญชาตญาณแรก และเสนอตัวจะไปส่งหญิงชราที่บ้านก่อนที่ภรรยาจะห้ามทัน
"ดูเหมือนผู้ชายที่ซิโตแย็นกลัวจะยังวนเวียนอยู่รอบร้านนะคะ" เธอพูดเสียงแข็ง
"ฉันก็เกรงว่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ" หญิงชราตอบอย่างซื่อๆ
"ถ้าเขาเป็นสายลับล่ะ… หรือเป็นแผนการอะไรบางอย่าง… อย่าไปเลยค่ะ แล้วเอากล่องนั่นคืนมาจากเธอด้วย—"
คำกระซิบที่ข้างหูทำให้ความกล้าหาญที่กำลังพลุ่งพล่านของช่างทำขนมปังลดฮวบลงเหลือศูนย์ทันที
"โอ้! ผมจะออกไปพูดกับเขาสักสองสามคำ เดี๋ยวผมจัดการให้เขาไปพ้นทางเอง" เขาตะโกนบอกก่อนจะรีบกระโดดออกไปนอกร้าน
ระหว่างนั้น หญิงชรานั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งด้วยท่าทางเหม่อลอยเหมือนเด็ก แต่แล้วช่างทำขนมปังผู้ซื่อสัตย์ก็รีบเดินกลับเข้ามา ใบหน้าที่เคยแดงระเรื่อจากไฟในเตาอบกลับซีดเผือดทันที เขาตื่นตระหนกจนเดินโซเซและมองไปรอบๆ เหมือนคนเมา
"ยัยขุนนางสารเลว! อยากให้พวกเราโดนตัดหัวหรือไง!" เขาตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด "รีบไสหัวไปซะ แล้วอย่าโผล่หน้ามาที่นี่อีก อย่ามาใช้ร้านฉันเป็นที่เตรียมการวางแผนชั่วๆ ของพวกแก!"

0 Comments