ตอนที่ 1
byพลทหารปีเตอร์ ฮัลเก็ต แห่งมาโชนาแลนด์
โดย โอลิฟ ชไรเนอร์
แด่ เซอร์จอร์จ เกรย์ ผู้ทรงคุณธรรม
อดีตข้าหลวงแห่งเคปโคโลนี ผู้ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ปกครองแอฟริกาใต้ ได้ครองใจทั้งชาวดัตช์ ชาวอังกฤษ และคนพื้นเมือง ด้วยความยุติธรรมที่เที่ยงตรงและมนุษยธรรมอันกว้างขวาง ท่านจะถูกจดจำในฐานะตัวแทนของคุณลักษณะอันสูงส่งที่สุดของการปกครองในยุคจักรวรรดิ
“ชีวิตอันต่ำต้อยของเรานั้นเป็นของพื้นดินและราตรี
แต่เขาผู้นั้นเป็นของรุ่งอรุณ”
โอลิฟ ชไรเนอร์
กุมภาพันธ์ 1897
คำศัพท์ประกอบเรื่อง:
อาดวาร์ก (Aardvark) – ตัวกินมดขนาดใหญ่
เคปสโมค (Cape Smoke) – บรั่นดีคุณภาพต่ำที่ผลิตในเคปโคโลนี
คอปเจ (Kopje) – เนินเขาเตี้ยๆ
ครัล (Kraal) – หมู่บ้านหรือค่ายพักของคนพื้นเมือง
มีลีส์ (Mealies) – ข้าวโพด
รีม (Riem) – สายหนังดิบที่ใช้กันทั่วไปในแอฟริกาใต้
วาทเจ (Vatje of Old Dop) – ถังเล็กๆ ที่บรรจุบรั่นดีเคป
เวลด์ (Veld) – ทุ่งกว้าง
บทที่ 1
คืนนั้นมืดมิด ลมหนาวพัดมาจากทิศตะวันออก แม้จะไม่แรงพอจะทำให้กองไฟของพลทหารปีเตอร์ ฮัลเก็ต ดับลง แต่ก็แรงพอจะทำให้เปลวไฟสั่นไหว เขานั่งอยู่เพียงลำพังข้างกองไฟบนยอดเนินคอปเจ
รอบกายมีเพียงความมืดสนิทที่ไม่อาจมองทะลุผ่านได้ บนท้องฟ้าโค้งเหนือศีรษะไม่มีดาวปรากฏให้เห็นแม้แต่ดวงเดียว
ปีเตอร์เดินทางมากับเพื่อนทหารอีกสิบกว่าคนเพื่อนำเสบียงข้าวโพดและข้าวสารไปส่งยังค่ายถัดไป เขาถูกส่งออกไปทำหน้าที่ลาดตระเวนตามแนวเขาเตี้ยๆ แต่แล้วก็หลงทาง ตั้งแต่แปดโมงเช้าเขาเดินวนเวียนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าสูง เนินหิน และพุ่มไม้เตี้ยๆ โดยไม่พบร่องรอยของมนุษย์เลย นอกจากซากหมู่บ้านครัลที่ถูกเผาและทุ่งข้าวโพดที่ถูกเหยียบย่ำจนรกร้าง ซึ่งเมื่อเดือนก่อนกองกำลังของบริษัทผูกขาดได้เข้าทำลายหมู่บ้านของคนพื้นเมืองที่นี่
ในวันนั้นมีอยู่สามครั้งที่เขารู้สึกเหมือนเดินวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น เขาไม่ได้อยากเดินทางไปไหนไกลนัก เพราะรู้ว่าหากเพื่อนทหารพบว่าเขาหายไปเมื่อถึงจุดตั้งค่ายในตอนเย็น พวกเขาจะต้องย้อนกลับมาตามหาเขาในบริเวณที่เขาถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน
พลทหารปีเตอร์ ฮัลเก็ต เหนื่อยล้าเต็มที เขาไม่ได้กินอะไรเลยตลอดทั้งวัน และแทบไม่ได้แตะบรั่นดีในขวดเล็กๆ ที่พกไว้ในกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอก เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เติมมันอีกเมื่อไหร่
เมื่อใกล้ค่ำ เขาจึงตัดสินใจพักค้างคืนบนยอดเนินคอปเจลูกหนึ่งซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวแยกจากลูกอื่นๆ เพื่อให้เขาสามารถสังเกตเห็นผู้ที่พยายามเข้าใกล้ได้ง่าย เขาไม่ได้กลัวคนพื้นเมืองนัก เพราะหมู่บ้านและยุ้งฉางในรัศมีสามสิบไมล์รอบตัวถูกเผาทำลายจนหมด และผู้คนก็หนีหายไปแล้ว แต่เขากลัวสิงโต ซึ่งแม้จะไม่เคยเห็นตัวจริงแต่ก็ได้ยินเรื่องเล่ามาว่าพวกมันอาจซุ่มซ่อนอยู่ในพงหญ้าและพุ่มไม้ที่ตีนเนิน และเขายังมีความรู้สึกกลัวอะไรบางอย่างอย่างเลือนลาง ซึ่งเขาเองก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร เมื่อต้องเผชิญกับคืนแรกที่ต้องอยู่ลำพังกลางทุ่งเวลด์อันกว้างใหญ่
ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เขาเก็บกิ่งไม้และตอไม้กองเล็กๆ ไว้บนยอดเนิน เขาตั้งใจจะจุดไฟให้ลุกโชนตลอดทั้งคืน และเมื่อความมืดเริ่มปกคลุมเขาก็จุดไฟขึ้น เขาหวังว่าเพื่อนๆ อาจจะเห็นแสงไฟจากระยะไกลและมารับเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น อีกทั้งสัตว์ร้ายคงไม่กล้าเข้าใกล้ในขณะที่เขานั่งเฝ้ากองไฟอยู่ ส่วนเรื่องคนพื้นเมืองนั้นเขาแทบไม่กังวลเลย
เขาเติมฟืนให้ไฟลุกโชน และตั้งใจว่าถ้าเป็นไปได้จะฝืนตื่นอยู่ข้างกองไฟนี้ตลอดทั้งคืน
ปีเตอร์เป็นชายรูปร่างโปร่ง ส่วนสูงปานกลาง หน้าผากลาดและมีดวงตาสีฟ้าซีด แต่กรามของเขาดูแข็งแกร่ง ริมฝีปากบางของปากกว้างนั้นบ่งบอกถึงผู้ชายที่ปรารถนาในความสุขทางโลกและรู้จักตักตวงมันเมื่อโอกาสมาถึง บริเวณครึ่งล่างของใบหน้ามีขนอ่อนสีขาวขึ้นประปราย เป็นสัญญาณของการก้าวเข้าสู่ความเป็นชาย
เป็นระยะที่เขาคอยเงี่ยหูฟังเสียงจากระยะไกล เผื่อว่าเพื่อนทหารที่ตั้งค่ายอยู่จะเห็นแสงไฟแล้วยิงปืนส่งสัญญาณบอก หรือเขาจะตั้งใจฟังเสียงที่อยู่ใกล้ตัวยิ่งขึ้น แต่ทุกอย่างกลับเงียบสงัด มีเพียงเสียงไม้ปะทุในกองไฟเป็นครั้งคราว และเสียงลมหวีดหวิวเบาๆ ขณะพัดผ่านโขดหินบนเนินเขา เขาพับหมวกใบใหญ่เก็บใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท แล้วสวมหมวกแก๊ปสองแฉกใบเล็กที่แม่เย็บให้ ซึ่งมันพอดีตัวมากจนมีปอยผมสีขาวเพียงปอยเดียวตกลงมาปรกหน้าผาก เขาตั้งปกเสื้อโค้ทขึ้นเพื่อกันลมหนาวที่คอและหู แต่เปิดด้านหน้าไว้เพื่อให้ความร้อนจากกองไฟช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เขาเคยผ่านคืนที่หนาวกว่านี้มามากมายตอนนั่งล้อมวงกองไฟกับเพื่อนทหาร พูดคุยเรื่องคนผิวดำที่พวกเขาเพิ่งยิงตาย หรือหมู่บ้านที่พวกเขาเพิ่งทำลาย หรือไม่ก็บ่นเรื่องอาหารปันส่วน แต่คืนนี้ ความหนาวกลับดูเหมือนจะซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก
ความมืดมิดเบื้องบนและความเงียบงันของทุ่งเวลด์รอบกายทำให้เขารู้สึกอึดอัด บางครั้งเขาถึงกับอยากได้ยินเสียงหมาจิ้งจอกหรือสัตว์นักล่าตัวใหญ่ๆ ร้องดังมาจากที่ไกลๆ และอยากให้ลมพัดแรงกว่านี้ แทนที่จะเป็นเสียงฟืดฟาดเบาๆ ยามพัดผ่านมุมหิน เขาเหลือบมองปืนที่ขึ้นนกเตรียมพร้อมวางอยู่ข้างกายทางขวา และคอยยกมือขึ้นสัมผัสลูกกระสุนในเข็มขัดโดยอัตโนมัติเป็นระยะ จากนั้นจึงยื่นมือผอมเกร็งทั้งสองข้างออกไปผิงไฟ แม้จะเพิ่งสี่ทุ่มครึ่ง แต่เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองนั่งอยู่ที่นี่มาไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมงแล้ว
ครู่หนึ่งเขาโยนท่อนไม้ใหญ่ลงในกองไฟอีกสองท่อน แล้วหยิบขวดบรั่นดีออกมาจากกระเป๋า เขาพินิจดูปริมาณเหล้าในขวดภายใต้แสงไฟอย่างละเอียด จากนั้นจึงจิบเพียงเล็กน้อย แล้วเช็กอีกครั้งว่าลดลงไปเท่าไหร่ ก่อนจะเก็บมันกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ
แล้วพลทหารปีเตอร์ ฮัลเก็ต ก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ปกติเขาไม่ใช่คนช่างคิด เวลาออกลาดตระเวนหรือนั่งล้อมวงกับเพื่อนทหารไม่มีเวลาให้ทำเช่นนั้น และปีเตอร์ก็ไม่เคยเป็นคนคิดอะไรลึกซึ้ง สมัยเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้านเขาเป็นเด็กไม่เอาถ่าน แม้ว่าหลังจากเรียนจบ แม่จะยอมจ่ายเงินให้เภสัชกรในหมู่บ้านช่วยสอนหนังสือ อ่านตำราประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ให้เขาฟังในตอนกลางคืน แต่เขาก็จำอะไรแทบไม่ได้ โดยปกติเขาใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ปล่อยให้เหตุการณ์ปัจจุบันกระทบเข้ามาแล้วก็ผ่านไปโดยไม่ไพตร่ตรองอะไรมากนัก แต่คืนนี้บนยอดเนินคอปเจ เขากลับเริ่มคิด และความคิดเหล่านั้นก็ค่อยๆ ร้อยเรียงต่อกันเป็นสาย
เริ่มแรกเขา สงสัยว่าแม่จะได้รับจดหมายที่เขาส่งไปเมื่อสัปดาห์ก่อนหรือไม่ และจดหมายนั้นจะถูกนำไปส่งที่กระท่อม หรือแม่จะต้องเดินไปรับที่ที่ทำการไปรษณีย์เอง จากนั้นเขาก็คิดถึงหมู่บ้านเล็กๆ ในอังกฤษที่เขาเกิดและเติบโต เขาเห็นภาพลูกเป็ดสีขาวตัวอ้วนๆ ของแม่เดินเข้าออกใต้ประตูรั้ว แล้วเตาะแตะลงไปยังสระน้ำเล็กๆ หลังบ้าน เห็นอาคารเรียนที่เขาเกลียดแสนเกลียดในตอนเด็ก ซึ่งเขามักจะแอบหนีไปตกปลาหรือเก็บรังนกอยู่บ่อยครั้ง เขาเห็นภาพวาดบนผนังโรงเรียนที่แสงแดดยามบ่ายมักจะส่องกระทบเวลาเขาถูกกักบริเวณ เป็นภาพพระเยซูแห่งจูเดียกำลังอวยพรเด็กๆ และภาพหนึ่งเหนือประตูที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน แขนเหยียดกว้างและมีเลือดหยดจากพระบาท
จากนั้นปีเตอร์ก็นึกถึงหอคอยในซากปรักหักพังที่เขาชอบปีนขึ้นไปเก็บไข่นกบ่อยๆ และเห็นภาพแม่ยืนรออยู่ที่ประตูรั้วกระท่อมเวลาเขากลับบ้านในตอนเย็น เขารู้สึกถึงอ้อมกอดของแม่ที่โอบรอบคอขณะที่ท่านจูบเขา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงหยดน้ำตาของแม่ที่เปื้อนแก้ม เพราะเขาหนีเรียนมาทั้งวัน เขาจำได้ว่าตัวเองพยายามขอโทษและสัญญาว่าจะไม่ทำอีก ขอเพียงแค่แม่หยุดร้องไห้ ตั้งแต่จากแม่มา ทั้งตอนอยู่บนเรือ ตอนทำงานกับพวกนักสำรวจ หรือตอนเข้ากองทัพ เขาก็นึกถึงท่านอยู่บ่อยครั้ง แต่มันเป็นเพียงความรู้สึกเลือนลาง ไม่ได้เห็นภาพหรือสัมผัสได้ชัดเจนเช่นนี้ แต่คืนนี้เขาโหยหาแม่เหมือนตอนที่ยังเป็นเด็กชายตัวน้อย นอนอยู่ในห้องข้างๆ แล้วมองเห็นเงาของแม่ผ่านช่องประตูขณะที่ท่านก้มหน้าก้มตาซักผ้าในถังเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูและซื้อเสื้อผ้าให้เขา เขาจำได้ว่าเมื่อเขาเรียก แม่จะเดินมาห่มผ้าให้และเรียกเขาว่า “ไซมอนน้อย” ซึ่งเป็นชื่อกลางของเขาและเป็นชื่อของพ่อด้วย และแม่จะเรียกเขาแบบนี้เฉพาะตอนที่เขานอนบนเตียงในตอนกลางคืน หรือไม่ก็ตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บเท่านั้น

0 Comments